ดิฉันทำงานที่ สคส. ตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙  นับถึงวันนี้ก็ ๓ เดือน กับอีก ๑ วัน แล้ว......สคส. เป็นองค์กรเล็กๆ ที่ประกอบพนักงานประจำเพียง ๑๒ คน คือ  อ.วิจารณ์   อ.ประพนธ์   ผู้จัดการสำนักงาน ๑ คน ผู้จัดการสังเคราะห์ภาพเครือข่าย KM ๑ คน  เลขา ๑ คน บัญชี ๑ คน และเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการอีกจำนวน ๖ คน ซึ่งรวมดิฉันด้วย  


             ตลอด ๓ เดือน ที่ สคส. ดิฉันเห็นว่าคนทำงานของ สคส. แต่ละคนมีรูปแบบการทำงานที่เฉพาะตัวตามจริตของตนเอง......แต่สิ่งที่ดูเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของคน สคส. คือ มีความมั่นใจในตัวเอง ทำงานเร็ว มีความพร้อมอยู่เสมอ  แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี และต้องทำงานอย่างมีความสุข  ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าคนเพียงไม่กี่คนนี้ทำไมทำงานทั้งประเทศได้.. ซึ่งงานที่ทำส่วนใหญ่ก็ได้ผลสำเร็จ (ไม่ใช่แค่เสร็จ)  .......ถึงแม้จะได้ยิน อ.วิจารณ์ พูดเสมอว่า สคส. เรายังไม่ใช่องค์กรที่ดีและเพียบพร้อม เพราะ สคส. ยังต้องเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ......


             ดิฉันยังจำความรู้สึกได้ในช่วงแรกในการทำงานที่ สคส. ..เอ๊ะ.ใช้คำว่า “ทำงาน” คงไม่ถูกนัก..ควรใช้คำว่า “เรียนรู้งาน” ใน สคส. น่าจะถูกต้องกว่า.....ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ “ทั้งมึนและงง” มากเลยคะ..เพราะงานที่ สคส. ต่างจากที่ดิฉันคาดคิดไว้เยอะ และไม่เคยรู้จักคำว่า “การจัดการความรู้” มาก่อนเลย...จึงเหมือนเริ่มต้นการทำงานใหม่..เป็นเด็กใหม่ของคน สคส. ที่ต้องหัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง...(หัดเอง..ทำเอง..คิดเอง..เรียนรู้เอง)....และสิ่งนี้เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ สคส. ที่ทุกคนต้องใฝ่รู้ คิดเอง และเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าปล่อยให้เรียนรู้ไปเรื่อยเปื่อยจนเข้ารกเข้าพงหรอกนะคะ..เพราะถ้าเห็นว่าออกนอกเป้าหมายไปมากแล้วก็จะมีคนคอยเรียกกลับมา    สิ่งนี้น่าจะเป็นเทคนิคที่เรียกว่า “สอนแบบไม่สอน” ในรูปแบบหนึ่ง...........ระยะเวลา ๓ เดือน ดูเหมือนจะนานนะคะ..แต่ ๓ เดือน ที่ "ห้องเรียน สคส." แห่งนี้ สำหรับดิฉันแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่...อาจเป็นเพราะมีอะไรให้ทำ ให้เรียนรู้ มากมาย จนรู้สึกว่าเวลาในแต่ละวันทำไมผ่านไปเร็วนัก.....ยังไม่ได้เรียนรู้..และยังไม่ได้ทำอะไรอีกหลายอย่าง........จนเหมือนกับว่า ๓ เดือน ดิฉันยังเป็นนักเรียนด็กใหม่อยู่เลย...แต่การทำงานที่ สคส. ก็คงต้องเป็นเด็กใหม่อยู่ตลอดเวลาเพราะมักจะมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้คิด และให้เรียนรู้อยู่เสมอ............ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ดิฉันต้องเรียนรู้และต้องทำให้ได้คือต้องเตรียมตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ  โดยต้องพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ
              

             วันนี้ดิฉันเตรียม power point สำหรับตีความหนังสือ How to think like Leonardo Da Vinci  ใน weekly meeting สคส. วันพรุ่งนี้ ซึ่งมีประโยคหนึ่งที่น่าจะเป็นแนวคิดที่ดีที่ได้เรียนรู้จาก Leonardo คือ

 “The greatest geniuses sometimes accomplish more when they work less.”


               ดิฉันเลือกรับตีความ หลักข้อที่ ๔ ของ Leonardo  คือ Sfumato ?? งงใช่มั๊ยคะ..ว่าหมายถึงอะไร.........เอาไว้พรุ่งนี้เมื่อดิฉันนำเสนอในที่ประชุมแล้ว..ดิฉันจะนำรายละเอียดมาเล่าให้ฟังนะคะ......