จดหมายถึงครู l เปลี่ยนข้างนอกแต่ข้างในยังต้องเพียร
วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556
กราบสวัสดีค่ะครู
วันนี้เป็นวันที่ตะกายขึ้นมาเขียนบันทึกกับตนเองใหม่หลังจากที่ ละเลยและไม่ยอมเขียนอยู่นาน สารภาพตามตรงจากใจ หนูไม่ได้รู้สึกกับใจตนเองว่า การเปลี่ยนชุดและโกนผม ทำให้ใจหนูกลายเป็น "แม่ชี"
แต่ที่พยายามทำความรู้กับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ก็ด้วย ใจที่พยายามน้อมกับตนเอง เพื่อทำความเข้าใจคำว่า "เป็นโดยสมมติ"
เป็นแม่ชีโดยสมมุตินั้นเป็นแบบนี้ หากใจผู้ใดน้อม อนุโมทนา นั่นก็หมายถึง ใจผู้นั้นเองระลึกถึงเพศอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตัวหนูเอง หรือใจข้างในหนู นี่เป็นสิ่ที่รับรู้รับทราบ และยังรู้สึก "อาย ที่จะเรียกตนเอง แม่ชี"
ทำไมตั้งแต่บวช ไม่ยอมเขียน อาจจะด้วยใจที่ไม่ลง ไม่ได้ยอมรับสภาพเจ้าค่ะ
การเขียนบันทึกเป็นการตีแผ่ใจ กิเลสไม่ค่อยยอมให้ เอาความชั่ว มาโชว์นัก ด้วยนิสัย อยากดี ชอบอวดดี แต่ไม่มีดีให้อวด
เพราะมักจะรู้สึกว่า มักจะเป็นอะไรที่เกินตัวเสมอ ข้างนอกมักจะดูเกินไปจากข้างใน
แบบต้องเพียรเรียนรู้กับตนเอง กว่าจะทัน ข้างนอกมันก็วิ่งไปอีกแล้ว
สภาพจึงคล้าย กระหืดกระหอบ เพื่อให้ตามข้างนอกให้ทันเสมอ ๆ
พอมันเผลอก็อดท้อไม่ได้ เคยคร่ำครวญแบบภาวนาสบายๆ อย่างใครเขาบ้างแบบไม่ต้องพงาบๆกัตนเองทุกทีเจ้าค่ะ
คิดอีกที วาสนามันมาแบบนี้จะให้เป็นแบบอื่นก็ยาก ก็ของหลอกเท่านั้น
คร่ำครวญไป็เสียเวลา
วันนี้ก่อนเที่ยงพอมีช่วงเวลาว่างพี่เเนะให้ออกมาหาซื้อของและทำธุระที่อยากทำ
ก่อนหน้านี้ใจหนูไท่ยอมลงให้กับสภาพภายนอกไม่ยอมเปลี่ยนตนเอง
ไม่ยอมรับว่า จะต้องใส่ชุดแม่ชีไปทำงาน
นึก ๆ แล้วก็ตลกดีเจ้าค่ะ กลัว หวาดหวั่น สารพัด จิตจะหลอกลวง
วันแรกที่ไปทำงาน สวมทั้งหมวก ใส่เสื้อทับชุดแม่ชี คิดแม้กระทั่งจะเก็บชายผ้าคลองเข้าข้างใน แถมไปเบียดเบียนพี่ที่หอให้แวะส่งที่ทำงาน
มาถึงตึกแทบวิ่งไปสแกนนิ้ว แล้วก็หลบเข้าลิฟท์ แทบขังตนเองในห้อง
สาย ๆ มาค่อยยอมถอดหมวก ก็อย่างที่รู้กันว่าช่วงนี้หน้าร้อน แต่ก็ทนเพราะใจมันหวาดหวั่นเจ้าค่ะ
ตกเย็นวันนั้นพอครู โทรมาถามว่า อายออะไรกับชุดนี้
ไล่เรียงไปตั้งแต่ อายเพราะไม่เหมือนคนอื่น อายเพราะกลัวเขาว่า อายเพราะไม่มั่นใจ
ครูชี้อีกว่า วันนี้เจอคนกี่คน
ประมาณ 20 เจ้าค่ะ
แล้ว 20 คน แต่งตัวเหมือนกันไหม
ไม่เหมือนเจ้าค่ะ
ก็เหมือนจำนนด้วยคำถาม
รุ่งเช้าขึ้นมา เหมือนได้กำลังใจ วันที่สอง ถอดหมวกออกจากหอพัก เดินมาทำงานเรื่อย ๆ เหมือนได้คำตอบกับตนเองว่า ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ไม่ต้องเหมือนคนอื่นก็ได้ ชุดก็จัดว่า สุภาพ ไม่โป้ ไม่ผิดระเบียบปฏิบัติราชการ
หรือหากไม่ถูกใจใคร เราก็เลือกที่จะหลบหรือเลี่ยงผู้นั้นซะ เมตตาเขา
ถ้าหลบไม่พ้นก็เผชิญ ฝึกตั้งสติใช้ปัญญา เมตตาและอดทน เหมือน sms ที่ครูส่งมาให้กำลังใจระหว่างทางครูก็โทรมาให้กำลังใจอีก
พอวันที่สามก็เดินถอดหมวกแบบเป็นธรรมดา ขากลับก็เลยถอดเสื้อคลุมออก ก็สบาย ๆ
เหมือนค่อย ๆ พยายามกับตนเองเจ้าค่ะครู
วันนี้วันที่ 4 ก็เลยบอกตนเองว่า
"เอาเฮอะ แม่ชีก็แม่ชี"
รองเท้าที่ครูเมตตาให้มา ก็เริ่มมีรู
พอไปจ่ายบัตรเคดิต ก็เลยแวะดูกระเป๋าสำหรับเดินทางแบบแพ็คเดียว และดูรองเท้า
พอได้เวลาไปรับครูที่สนามบินก็เลยได้ไปแบบ ข้างนอกดูแม่ชี แต่ข้างในก็ยังเป็น ...ติ๋ว
ยอมรับเจ้าค่ะ กิเลสข้างในยังไม่ได้ถูกชำระให้หมดสิ่้น
แต่ก็ต้องเพียรเรียนรู้กับตนเอง
การได้เจอครู ใจหนูรู้สึกดีใจ สัมผัสเข้าไปก็รู้สึกว่า "ครูเหนื่อย"
แต่ครูก็เมตตาหนูและทุกผู้คน
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
อย่าครุ่นคิดกับตนมากนะครับ
แค่กำหนดรู้... ไม่ต้องหาเหตุ-หาผล หาวิจารณ์ตนเอง...
ก็จะไม่หมกมุ่นกับความรู้สึก นะครับ
อนุโมทนาครับ