ปฏิรูปการศึกษา..ให้ทันและเลยโลก

เรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้นผมเขียนบทความวิจารณ์เสนอแนะมานับร้อยในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งที่ผมจิกไม่ปล่อยคือ ขอให้เรียนน้อยลงในปริมาณ แต่เพิ่มคุณภาพ 

วันนี้เพิ่งจะมีคนมีอำนาจทางการศึกษากำลังจะทำอย่างที่ผมเสนอ  (คุณ พงศเทพ เทพกาญจนา รมว. ศึกษา ซึ่งแม้ผมจะไม่ชอบท่านในหลายเรื่องทางการเมือง แต่เรื่องนี้ขอปรบมือให้ ) แต่ช้าก่อน การลดการเรียนลงนั้น ใช่ว่าจะดีเสมอไปนะ ถ้าทำไม่ดีก็จะยิ่งลงเหวด้วยซ้ำไป คือ ปริมาณก็น้อย คุณภาพก็ด้อย

ปัจจัยปัญหาการศึกไทยมันยากกว่าปกติ เพราะเรามีสิ่งที่จะต้องเรียนมากกว่าฝรั่ง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่กำลังเห่อกันหนักหนา ว่าสำคัญ หากไม่เรียนประเทศจะล่มจมเสียให้ได้ 

ให้ไปดูญี่ปุ่นสิ ศ.ดร. ญี่ปุ่นหลายคน พูดอังกฤษสู้เด็กป.๖ ไทยหลายคนไม่ได้ แต่ทำไมเขาเจริญกว่าเราร้อยเท่า ทั้งที่เขาเริ่มเรียนอังกฤษที่ม.ปลาย (เพิ่งปรับมาเริ่มที่ม. ต้นเมื่อปีที่แล้ว) ประเทศแสกนดิเนเวียนทั้งหมด เขาก็เริ่มเรียนอังกฤษกันที่เกรด ๖ เอาเวลาที่เหลือไปเรียนวิชาอื่นที่สำคัญกว่า 

ตอนนี้ก็อ้างอาเซียนกันอีกแล้วจะสอนภาษาอังกฤษกันเอาเป็นเอาตาย ลงทุนกันมหาศาล แล้วเคยถามไหมว่าใครมันจะจำเป็นต้องใช้ในการเปิดอาเซียน มันก็แค่พ่อค้าสองสามคนเท่านั้นเอง คนชาวบ้านทั่วไปทำไมต้องไปเรียนอังกฤษให้โง่ด้วย (โง่จริงนะไม่โง่หลอก)

เรื่องภาษาอังกฤษนี้ผมได้เสนอมานานแล้วว่าให้เป็นเพียงวิชาเลือกเท่านั้น และเรียนเฉพาะม.ปลายเท่านั้น เฉพาะคนที่จะเข้ามหาลัย ไม่ใช่บังคับเรียนกันตะบี้ตะบันยันจากอนุบาลยันม.๖ เพราะจบออกมาก็ไปเป็นสาวโรงงานแล้วจะใช้ภาษาอังกฤษที่เรียนมาไปทำอะไร (หาผัวฝรั่งหรือจ๊ะ) ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ก็เช่นกัน สูญเปล่าทางการศึกษา เสียเวลากันเสียมาก เอามาเรียนวิชาชีพ เย็บปักถักร้อยยังมีประโยชน์กว่า

สำหรับระดับประถม ผมก็ได้เคยเสนอไว้แล้ว ว่าเรียนให้น้อยลง ให้สนุก หันไปเน้นการปลูกฝังจริยธรรม ศีลธรรม วินัย ความรักชาติ ความรักการเรียนรู้ วิชาการนั้นขอเพียงอ่านออก เขียนได้ ทำบัญญัติไตรยางศ์ร้อยละได้ (เศษส่วนยังไม่ต้องเอา)  ประวัติศาสตร์ สุขศึกษา  ทำได้แค่นี้พอแล้ว 

อ้อ..ขอการท่องอาขยาน กลับคืนมาด้วยนะ คัดเอากลอนดีๆ ที่สอนใจด้วย เช่น วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล ...อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์ และกลอนธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุเสริมเข้ามา เป็นต้น ส่วนที่ไพเราะ ชมธรรมชาติก็มีบ้าง และไม่เอารามเกียรติ์นะ

ในม.ต้นอาจมีวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่เรียนแบบง่ายๆ เป็นธรรมชาติวิทยา แล้วมีการสอดแทรกชีวะ ฟิสิกส์เข้าไป เช่น ศึกษากบกระโดด แมลงบิน งูเลี้อย มันทำได้อย่างไรตามระบบฟิสิกส์ และชีวะ (ระบบการกิน การย่อย ) ระบบต้นไม้ก็สามารถเรียนเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยธรรมชาติแบบบูรณาการได้ การทำอาหาร (เช่น การหุงข้าว ผัดผัก แกงส้ม) ก็เป็นโอกาสดีที่จะบูรณาการหลายวิชาคือ สุขศึกษา (โภชนาการ) ชีว (การเปลี่ยนสภาพโมโลกุลจากการหุงต้ม) เคมี (เครื่องปรุงทำปฏิกิริยากัน) ฟิสิกส์ (การส่งผ่านความร้อน) ..ถ้าทำได้แบบนี้รับรองว่าจำนวนวิชา ปริมาณที่ต้องเรียนจะลดฮวบ สองเท่าทันที แถมสนุก ได้ความรู้แบบองค์รวม ทำให้คุณภาพก็ดีกว่าเดิมอีกด้วย

วิชาคณิตศาสตร์ก็สามารถบูได้ เช่น ศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเรื่องกบกระโดด เราก็อาจให้หาพื้นที่ผิวต่อสัดส่วนน้ำหนักตัว (หาพื้นที่ผิวกบ ยากนะครับ หลักเรขาคณิตชั้นสูงทั้งนั้นเลย) แล้วเอาค่าไปเทียบนก แมลง แล้วถามว่าทำไมมันมีค่าต่างกัน

แม้แต่วิชาวาดเขียนก็บูได้ เช่น ให้วาดรูปจุลินทรีย์ ระบบท่อลำเลียงอาหารของลำต้นไม้ ระบบขับถ่ายของกบ เป็นต้น แบบนี้มันก็ได้หลายต่อ

ในม.ต้นนี้ ที่ขอเอากลับมาคือการท่องอาขยาน เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งในศิลปะประจำชาติ (ได้สองต่อคือศิลปะ และความรักชาติ) ต่อที่สามคือเป็นการพัฒนาสมองขวาไปในตัว ประวัติศาสตร์ต้องเรียน แต่อย่าเรียนแบบท่องจำพศ. เหตุการณ์แต่เรียนแบบวิเคราะห์ด้วย เช่นทำไมพม่าต้องมาตีไทย ทำไมไทยต้องไปตีเขมร อย่าสักแต่สรุปว่า เพื่อแผ่อาณาเขต หรือเพื่อล้างแค้น เพราะมันมีปัจจัยอื่นนอกจากนี้มากมาย

การเขียนเรียงความ บทความ สำคัญมาก เพราะเด็กไทยวันนี้เขียนภาษาไทยไม่เป็น อ่านไม่รู้เรื่อง และอันว่าคนเรานั้นหากสื่อสารไม่รู้เรื่อง ก็ไม่มีวันเจริญทัดเทียมใครเขาได้ดอก เพราะมนุษย์เราเจริญมาได้เพราะการคิดและการสื่อสาร สองอย่างนี้เท่านั้นเอง ....การพูดก็คือการสื่อสารที่สำคัญ ซึ่งเด็กไทยเราวันนี้ก็อ่อนมากๆ (ยกเว้นพูดคุยกันเอง ไร้สาระ นี่คุยกันรู้เรื่องทั้งวัน)

 เพศศึกษา ผมว่าให้เลิกสอน ไม่ต้องห่วง มันเรียนรู้กันเอง ยิ่งสอนมาก ยิ่งตั้งท้องวัยเรียนกันมาก สมัยก่อนไม่ได้เรียนไม่เห็นมีตั้งท้องวัยเรียน อ้อ..สงสัยมันเรียนเพศศึกษาแบบ student center นี่เอง ครูเป็นเพียง facilitator เท่านั้น อิอิ

พอม.ปลายใครอยากเจาะลึกด้านใดก็เลือกเรียนวิทยาศาสตร์เฉพาะทางได้ ไม่ต้องไปบังคับเรียนกันเปรอะไปหมด เช่น พวกอยากไปเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ก็เลือกเรียนเฉพาะชีวะ เคมีนิดหน่อย โดยไม่ต้องเรียนฟิสิกส์ ส่วนพวกจะไปสายวิศวะ ก็เลือกเรียนฟิสิกส์ให้มาก พวกจะไปสังคม ก็เรียนวิชาสังคมไป ทั้งนี้โดยไม่ต้องมีแยกสายวิทย์สายศิลป์ให้ยุ่งยากและเปลืองเวลาการบริหารจัดการ แบบนี้บางคนอาจเรียนมันทุกสายก็ยังได้ (อย่างละหน่อย เป็นพันทาง ก็เลือกผสมกันเอาเองตามใจชอบ ภายใต้การดูแลของอ.ที่ปรึกษา และ อ.แนะแนว)

การให้เลือกเรียนแบบนี้นอกจากจะเรียนน้อยลงมากแล้ว ยังจะได้ผลดีขึ้นด้วย เพราะนร.เขาเลือกเรียนเองโดยไม่ได้ถูกบังคับ เขาก็จะรักวิชาเรียน เลยได้ผลสองต่อ เพราะใจรัก และมีเวลาเรียนมากขึ้น (เนื่องจากวิชาเรียนน้อยลง)

อย่าลืมที่สำคัญที่สุดคือ ให้มีวิชาชีพให้เลือกด้วย สำหรับผู้ที่จะไปสายอาชีพ เช่น ช่างสายต่างๆ การเลขานุการ การช่วยบริหารธุรกิจ การเกษตร เอาครูจากวิทยาลัยอาชีพมาช่วยสอนไปพลางก่อน

แบบนี้จะไม่มีการสูญเปล่าทางการศึกษา โดยเฉพาะสายวิชาชีพ จบมาทำงานได้เลย เช่น เลขานุการ จบม. ๖ ก็พอแล้ว ไม่ต้องจบตรี โท ให้เปลืองเวลาส่งเสียของพ่อแม่ และเปลืองโอกาสการได้เงินเดือนของตนเอง พวกช่างก็ไปเข้าโรงงาน พวกเกษตรก็กลับไปรับช่วงต่อจากพ่อแม่

สำหรับมหาลัย ผมได้วิจารณ์มาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการยกฐานะราชภัฎ ราชมงคลขึ้นเป็นมหาลัย เพราะจะทำให้เราขาดแคลนนักวิชาชีพปฏิบัติการ แล้ววันนี้ก็เป็นจริงดังผมว่ามาทุกประการ และรัฐบาลก็เพิ่งจะตระหนักในปัญหา ว่าเรามีปริญญาล้นประเทศ แต่ขาดแคลนคนระดับปฏิบัติการที่มีคุณภาพ 

ผมจึงขอเสนอว่ายังไม่สายเกินไป ให้ปรับราชภัฎ ราชมงคล เป็นวิทยาลัยท้องถิ่น เลียนแบบ community college ของ usa ซึง cc นี้เรียนแค่สองปีก็จบแล้ว อาจได้ปวส. หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามที่ 

Cc นี้ นอกจากสอนคนออกไปเป็นสายปฏิบัติการแล้ว เมื่อจบแล้วยังสามารถไปเรียนต่อยัง มหาลัย ๔ ปีได้อีกด้วย สำหรับคนที่สนใจ (โดยไปเรียนต่ออีกสองปี)

ซึ่งหมายถึงว่า cc ยังเป็นแหล่งให้คนที่พลาดเข้าเรียนมหาลัย ได้แก้ตัว เพราะการเข้าเรียน cc จะง่าย ไม่ต้องสอบแกะแพะโอ้เอ้เน็ตอะไรให้ยุ่งยาก แต่ถ้าเรียนเก่งก็น่าจะให้สิทธิ์เข้าเรียนมหาลัยได้ ส่วนวิธีการรับเข้าก็ว่ากันไป อาจเอาไปแทนที่พวกที่ตกออกในปี ๑ ๒

สุดท้าย ก็ไอ้เรื่อง student center นี่แหละ ที่วันนี้มันนำสู่การเรียนแบบ “ใบงาน” ระบบนี้ต้องยกเลิกทันที เพราะมันกำลังทำลายประเทศไทยอย่างหนักหน่วง ผมได้เขียนแจงแสดงหลักฐานไว้ด้วยแล้วว่ามันทำลายประเทศอย่างไร สั้นๆ ก็คือว่าผมมีหลักฐานชัดว่านศ.มหาลัยรุ่นแรกๆ ที่จบมัธยมด้วยวิธีนี้มีผลการเรียนในมหาลัยต่ำกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เรียนด้วยระบบครูเป็นศูนย์กลางอย่างเห็นได้ชัด

เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ผมอยากเห็นมีการเปิดกว้างรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายก่อนทำการปรับแก้ ไม่ใช่ไปงุบงิบทำกันสองสามคนเหมือนก่อนเก่า (เสร็จแล้วก็จะมีคนทุบหัวโต๊ะ ว่าฉันจะเอาแบบฉันนี่แหละ เช่น เรื่อง student center นี้ก็เชื่อว่ามันมีที่มาแบบนี้แหละ) เสนอว่าให้เปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนแสดงความเห็นกันได้เสรีเป็นอันดับแรก และให้พวกกรรมการปฏิรูปเปิดเข้ามาอ่านกัน

ส่วนใหญ่พวกนักบริหารการศึกษา ร้อยทั้งร้อย ต่างจะทำการศึกษา “ให้ทันโลก” พูดง่ายๆ ตามก้นฝรั่งให้ทัน มีใครบ้างไหมที่จะกล้าทำการศึกษาให้นำโลก ให้โลกมาเดินตามเราบ้าง 

...คนถางทาง (๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖)