ผมคาดว่าผู้อ่านหลาย ๆ ท่านที่กำลังอ่านบทความของผมอยู่นี้ได้เรียนภาษาอังกฤษมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไร ๆ มันดีขึ้นกว่าเดิม นี่ก็มีอยู่หลายกรณีด้วยกัน บางท่านอ่านออกได้สบายมาก แต่ไม่สามารถเขียนได้ เมื่อต้องเขียนก็มักจะมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์อยู่มากมาย บางท่านก็กลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ คุณกลายเป็นคนที่กลัวทุกอย่างที่มาจากประเทศอังกฤษ เมื่อมีชายชาวต่างชาติ ผมทอง ตัวสูง เดินเข้ามาหา ตัวของชายผู้นี้เองอาจไม่ได้มาจากประเทศอังกฤษเลยก็ได้ แถมยังประสบปัญหาเดียวกันกับคุณในการพูดภาษาอังกฤษ แต่คุณก็ยังกลัวที่จะพูดคุยกับเขาอยู่ดี ผู้อ่านบางท่านอาจประสบปัญหา ไม่เข้าใจสิ่งที่ชายชาวต่างชาติคนนี้กำลังพูดเลยก็ได้
เหล่านี้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่ผมได้พบ เมื่อครั้งผมอยู่ที่เมืองไทย (แล้วก็อีกหลาย ๆ ประเทศ) เนื่องจากผมพูดใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติพอที่จะเขียนเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ และนำเสนอคำตอบไปพร้อม ๆ กันด้วย โปรดจำไว้ด้วยว่า บทความนี้ไม่ได้เป็นงานวารสารเชิงวิชาการ และผมก็จะไม่นำทฤษฎีทางภาษาศาสตร์มาพูดให้งง ผมเพียงแต่จะใช้สิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์ของผมเอง
1.โยนไวยากรณ์ลงถังไปเลยครับ
ความกังวลของคนไทยโดยทั่วไปคือเรื่องของไวยากรณ์ หลาย ๆ ท่านในที่นี้คงเคยพยายามท่องจำกฎต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษ ผมไม่อยากเป็นคนที่จะนำข่าวร้ายมาบอก แต่สิ่งที่ท่านทำอยู่มันไม่ค่อยจะมีประโยชน์ เด็ก ๆ ที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกไม่เห็นจะต้องมานั่งท่องจำกฎเหล่านี้เพื่อจะให้พูดภาษาแม่ของพวกเขาได้เสียหน่อย ตัวผมเองก็ไม่เคยมานั่งท่องจำกฎเหล่านี้เลย ผมว่าเราจะใช้เวลามากเกินไปในการสร้างประโยคขึ้นมาสักประโยค ถ้าเราต้องมานั่งคำนึงถึงกฎต่าง ๆ ทางไวยากรณ์ คุณต้องมานึกถึงประธาน กริยา กรรม แล้วคุณยังจะต้องมากกังวลว่ากริยากระจายสอดคล้องกับประธานหรือไม่ แล้วก็ยังมีเรื่องของคำบุพบทและคำสันธานอีก คุณต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อจะให้ได้ประโยคเพียงประโยคเดียว มันเสียเวลาไปเปล่า ๆ สมองของคุณอาจรู้สึกว่ามันพร้อมแล้วที่จะระเบิดได้ทุกเมื่อ
2.เรียนจากประโยคและการแทนคำในประโยค
ในความคิดของผม การเรียนในลักษณะนี้มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า คุณเริ่มจากประโยคหนึ่งประโยค แล้วคุณก็แทนที่คำใหม่ ๆ หรือวลีใหม่ ๆ ลงไปในประโยคเดิม เพื่อให้ได้ประโยคใหม่ ตัวอย่างเช่น คุณมีประโยคว่า I love my mother คุณสามารถแทนคำว่า mother ได้ด้วยคำว่า father ผลลัพธ์ใหม่ที่ได้คือประโยคที่ว่า I love my father อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อความเข้าใจ ผมเพียงแค่เขียนเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ไม่ได้เขียนเป็นหนังสือเรียน (ซึ่งหาได้อยู่แล้วตามท้องตลาด)
การเรียนด้วยวิธีนี้คล้าย ๆ กับการฝึกทหารนะครับ คุณต้องการการฝึกพูดซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบก่อนที่โครงสร้างของประโยคจะเข้าไปอยู่ในสมอง แต่ข้อดีก็คือสมองของคุณจำทำการบันทึกโครงสร้างเหล่านี้ไว้ให้คุณได้นำไปใช้อย่างสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้สมองของคนเรายังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ คุณอาจพบได้ภายหลังว่า สมองของคุณนำโครงสร้างต่าง ๆ มารวมกันเป็นโครงสร้างใหม่ให้กับคุณ
3.ลืมการแปลไปได้เลย
ถ้าหากว่าเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษของคุณผู้อ่านไม่ใช่การเป็นนักแปล คุณก็ลืมเรื่องของการแปลไปได้เลยครับ สมองของคุณจะต้องทำงานหนักเกินควรเสียเปล่าถ้าคุณต้องมาแต่งประโยคเป็นภาษาไทย (หรือภาษาอื่น ๆ ก็ตามที) แล้วต้องมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วถึงจะพูดออกมาได้
แต่คุณอาจสงสัยว่า "แล้วจะให้ฉันเข้าใจอะไรต่าง ๆ ได้อย่างไรล่ะ"
อันนี้เป็นเรื่องที่ยากขึ้นมานิดหน่อยครับ คุณต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจากส่ิงที่เห็นเป็นภาพ หรือจับต้องได้ คุณอาจเริ่มจากการใช้พจนานุกรมภาพ ดูภาพ แล้วก็เรียนคำศัพท์ไปพร้อม ๆ กับภาพนั้นเลย ในชีวิตจริง คุณอาจถามเพื่อที่เป็นเจ้าของภาษาว่า ไอ้สิ่งที่คุณกำลังชี้อยู่นี้ มันเรียกว่าอะไร ข้อสำคัญคือต้องไม่แปลเป็นภาษาไทยเลยนะครับ อันนี้อาจทำได้อย่างหน่อย แต่สามารถทำได้แน่นอนครับ ผมก็เข้าใจด้วยว่าทุกท่านคงไม่สามารถมีเพื่อนชาวต่างชาติอยู่ใกล้ ๆ ได้ตลอดเวลา ผมจึงเสนอให้ซื้อพจนานุกรมภาพ แต่หากไม่อยากจะลงทุนมากนักก็ยังมี Google Image ที่สามารถช่วยท่านได้ โดยการพิมพ์ศัพท์ภาษาอังกฤษลงไป เพื่อหาภาพ แทนที่จะมาแปลว่าคำ ๆ นี้มีความหมายว่าอย่างไรในภาษาไทย
หลังจากคุณเข้าใจคำที่เป็นส่ิงของที่จับต้องได้แล้ว คุณก็เริ่มพัฒนาไปเรียนคำที่เป็นไอเดีย เป็นนามธรรม ลองหาคำศัพท์ใหม่ ๆ จากพจนานุกรมอังกฤษ - อังกฤษหลาย ๆ เล่ม ใช่แล้วครับ หลาย ๆ เล่มเลย ถ้ารีบ ๆ เล่มเดียวก็คงพอ แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบหาความหมายของคำศัพท์ในพจนานุกรมอย่างน้อยก็สองเล่ม โดยเฉพาะเวลาที่ผมกำลังเรียนรู้คำใหม่ ๆ ที่เป็นนามธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าพจนานุกรมหลาย ๆ เล่มนั้นให้ความหมายไว้ไม่เหมือนกัน เราจะเข้าใจคำศัพท์ได้ดีขึ้น
4.ลืมสิ่งที่เคยเรียนมาเกี่ยวกับการออกเสียง
สำหรับส่วนนี้เป็นส่วนที่เขียนให้กับผู้อ่านที่ต้องการพัฒนาทักษะทางด้านการออกเสียงนะครับ ผู้อ่านที่มันใจว่าออกเสียงได้ดีอยู่แล้ว บทความส่วนนี้จะไม่เกี่ยวกับท่านเท่าไรนัก
คุณต้องลืมไปซะว่า คุณรู้วิธีในการออกเสียงคำแต่ละคำว่าอย่างไร แล้วก็เริ่มต้นใหม่หมดกับอาจารย์เจ้าของภาษา หรืออาจารย์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษาแต่มีสำเนียงดีเยิ่ม หรือไม่ก็พจนานุกรมอังกฤษ - อังกฤษดี ๆ สักเล่มหนึ่ง เรียนและเลียนการออกเสียงจากอาจารย์หรือพจนานุกรมนี้ ถ้าไม่อยากลงทุน ผมแนะนำให้ใช้ Google Translate ครับ คุณสามารถคลิกฟังคำได้แล้วว่าออกเสียงอย่างไร
สิ่งสำคัญก็คือคุณต้องตั้งใจฟังว่าแต่ละคำออกเสียงอย่างไร ไม่ใช่คิดเอาเองว่าคำ ๆ นี้ออกเสียงอย่างไร ภาษาแรกของคุณ (ไทยนั่นเอง) จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการได้ยินของคุณ ซึ่งคุณจำเป็นต้องผ่านข้อนี้ไปให้ได้ด้วยการหมั่นฝึกฝน ถึงแม้จะทำได้ยากหากไม่มีมืออาชีพคอยช่วย แต่รับรองว่าไม่เหนือไปกว่าความสามารถของคุณหรอกครับ
Website ดีๆที่ผมอยากแนะนำสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ
http://www.languageexpress.co.th/th/learn-english-at-language-express-bangkok-th
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการเรียนภาษาอังกฤษ
2 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
สุรีรัตน์ ห้าวหาญ · 15 มิ.ย. 2554
ประภารัตน์ · 15 มิ.ย. 2554
คิม นพวรรณ · 15 มิ.ย. 2554
ประภารัตน์ · 15 มิ.ย. 2554
Nooyui · 15 มิ.ย. 2554
สวัสดีค่ะ คุณ John Cimble
ดิฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษนักเรียนประถม ในโรงเรียนขนาดเล็กเด็กเพียง 100 คน ในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งวันนีี้เพิ่งได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเนื่องจากผลสอบ O-Net ต่ำ กรรมการถามว่าการใช้สือทำให้เกิดผลอย่างไรบ้าง ดิฉันตอบว่าช่วยให้นักเรียนทราบว่าคำนี้หมายถึงอะไร กรรมการถามต่อว่าเมื่อรู้แล้วนร.สามารถเขียนได้ถูกต้องไหม ดิฉันตอบว่าไม่สามารถเขียนได้ถูกต้องทั้งหมด แต่พอเห็นคำ เช่น father (พอดีนำเสนอสื่อเรื่อง My Family Tree) นร.ตอบได้ว่ามีความหมายว่าพ่อ กรรมการบอกว่าควรให้เด็กเขียนให้ถูกต้องด้วย ดิฉันบอกว่าจะพยามยามจัดกิจกรรมต่อไป
แต่สิ่งที่ค้านอยู่ในจิตใจคือ หลักสูตรทุกวันนี้ไม่เน้นการท่องจำ แต่ดิฉันกลับคิดว่าการสอนนักเรียนท่องจำทำให้นักเรียนทราบความหมายและอาจเขียนได้ถูกต้องตามท่ี่กรรมการว่า เพราะหากนักเรียนไม่ทราบว่าคำนี้หมายถึงอะไรนร.ก็ไม่สามารถตอบคำถามหรือเดาคำตอบตามบริบทที่ถามได้ ทีพูดอย่างนี้เพราะตนเองรู้คำศัพท์จนมาเป็นครูเพราะการสอนแบบท่องจำจากครูสมัยก่อนนั่นเอง ซึ่งตอนเรียนก็ท่องไปแบบนั้นแหละ แต่เมื่อถึงจุดที่เราเรียนรู้ด้วยตนเองได้ คำศัพท์เหล่านั้นกลับผุดขึ้นมาจากความทรงจำที่เราคิดว่าลืมไปแล้ว ก็เป็นเพียงความคิดเห็นที่นำเสนอไม่ได้ชี้ว่าถูกผิดหากไม่ตรงกับความคิดใครก็ขออภัยด้วยค่ะ แต่ก็ไม่เถียงค่ะว่าการให้นักเรียนฝึกพูดประโยคหรืออื่นใดก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพียงแต่อยากจะบอกให้กรรมการประเมินทั้งหลายแหล่รู้ว่า หากนักเรียนไม่รู้ความหมายต่อให้ออกเสียงถูกต้องก็ไม่มีประโยชน์!!!!!
เรื่องบางอย่างก็ต้องท่องจำครับ อาจารย์คิดว่าวิธีไหนที่จะทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีที่สุด ใช้วิธีนั้นแหละครับ
สวัสดีครับ
คุณ Noona และคุณ สสอ.ปลาปาก ขอขอบคุณที่ให้กำลังใจผมครับ
สำหรับคุณ Noona ผมอยากจะแนะนำว่าในการสอนเด็กเล็กนั้น เราควรแทรกสิ่งที่จูงใจพวกเขาให้เกิดความเพลิดเพลินและอยากที่จะจดจำบทเรียน ในขณะที่เรียน อย่างเช่น อาจจะหาอุปกรณ์มาประกอบการเรียน การสอน การเล่นเกมส์ ท่องศัพท์วันละคำ และการนำเสนอโดยการให้คำศัพท์เขาไปท่องเป็นการบ้าน แล้ววันรุ่งขึ้นก็มานำเสนอเพื่อน หรือแม้กระทั่งการทำกิจกรรมนอกชั้นเรียนก็ช่วยได้เยอะนะครับ
การท่องจะนั้นผมว่าเป็นส่วนประกอบที่ดีที่ใช้ในการสอน แต่ไม่ควรเข้มงวดกับพวกเขามากเกินไป เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ยังไงผมก็ขอเอาใจช่วยนะครับในฐานะที่เป็นครูเหมือนกัน :)
สวัสดีค่ะ คุณ John Cimble
ดิฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษนักเรียนประถม ในโรงเรียนขนาดเล็กเด็กเพียง 100 คน ในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งวันนีี้เพิ่งได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเนื่องจากผลสอบ O-Net ต่ำ กรรมการถามว่าการใช้สือทำให้เกิดผลอย่างไรบ้าง ดิฉันตอบว่าช่วยให้นักเรียนทราบว่าคำนี้หมายถึงอะไร กรรมการถามต่อว่าเมื่อรู้แล้วนร.สามารถเขียนได้ถูกต้องไหม ดิฉันตอบว่าไม่สามารถเขียนได้ถูกต้องทั้งหมด แต่พอเห็นคำ เช่น father (พอดีนำเสนอสื่อเรื่อง My Family Tree) นร.ตอบได้ว่ามีความหมายว่าพ่อ กรรมการบอกว่าควรให้เด็กเขียนให้ถูกต้องด้วย ดิฉันบอกว่าจะพยามยามจัดกิจกรรมต่อไป
แต่สิ่งที่ค้านอยู่ในจิตใจคือ หลักสูตรทุกวันนี้ไม่เน้นการท่องจำ แต่ดิฉันกลับคิดว่าการสอนนักเรียนท่องจำทำให้นักเรียนทราบความหมายและอาจเขียนได้ถูกต้องตามท่ี่กรรมการว่า เพราะหากนักเรียนไม่ทราบว่าคำนี้หมายถึงอะไรนร.ก็ไม่สามารถตอบคำถามหรือเดาคำตอบตามบริบทที่ถามได้ ทีพูดอย่างนี้เพราะตนเองรู้คำศัพท์จนมาเป็นครูเพราะการสอนแบบท่องจำจากครูสมัยก่อนนั่นเอง ซึ่งตอนเรียนก็ท่องไปแบบนั้นแหละ แต่เมื่อถึงจุดที่เราเรียนรู้ด้วยตนเองได้ คำศัพท์เหล่านั้นกลับผุดขึ้นมาจากความทรงจำที่เราคิดว่าลืมไปแล้ว ก็เป็นเพียงความคิดเห็นที่นำเสนอไม่ได้ชี้ว่าถูกผิดหากไม่ตรงกับความคิดใครก็ขออภัยด้วยค่ะ แต่ก็ไม่เถียงค่ะว่าการให้นักเรียนฝึกพูดประโยคหรืออื่นใดก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพียงแต่อยากจะบอกให้กรรมการประเมินทั้งหลายแหล่รู้ว่า หากนักเรียนไม่รู้ความหมายต่อให้ออกเสียงถูกต้องก็ไม่มีประโยชน์!!!!!
เรื่องบางอย่างก็ต้องท่องจำครับ อาจารย์คิดว่าวิธีไหนที่จะทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีที่สุด ใช้วิธีนั้นแหละครับ
สวัสดีครับ
คุณ Noona และคุณ สสอ.ปลาปาก ขอขอบคุณที่ให้กำลังใจผมครับ
สำหรับคุณ Noona ผมอยากจะแนะนำว่าในการสอนเด็กเล็กนั้น เราควรแทรกสิ่งที่จูงใจพวกเขาให้เกิดความเพลิดเพลินและอยากที่จะจดจำบทเรียน ในขณะที่เรียน อย่างเช่น อาจจะหาอุปกรณ์มาประกอบการเรียน การสอน การเล่นเกมส์ ท่องศัพท์วันละคำ และการนำเสนอโดยการให้คำศัพท์เขาไปท่องเป็นการบ้าน แล้ววันรุ่งขึ้นก็มานำเสนอเพื่อน หรือแม้กระทั่งการทำกิจกรรมนอกชั้นเรียนก็ช่วยได้เยอะนะครับ
การท่องจะนั้นผมว่าเป็นส่วนประกอบที่ดีที่ใช้ในการสอน แต่ไม่ควรเข้มงวดกับพวกเขามากเกินไป เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ยังไงผมก็ขอเอาใจช่วยนะครับในฐานะที่เป็นครูเหมือนกัน :)