ผลพวงที่การที่รัฐดำเนินนโยบายอย่างไม่จริงจัง ล่าช้า แถมเลือกปฏิบัติหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแก่เกษตรกร แก่คนจน คนไร้ที่ดินทำกิน ทำให้ทรัพยากรสำคัญของชาติของส่วนรวม ถูกนายทุนกว้านซื้อ ครอบครอง ถูกเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกแอบออกเอกสารสิทธิ์ หรือ ไม่มีอำนาจเพียงพอในการปกป้องหรือตัดสินใจแก้ปัญหาที่เหมาะที่ควร ตามสภาพความจริงในแต่ละพื้นที่

เมื่อที่ทำกินไม่มีและไม่พอ จะแผ้วถางเพิ่มก็ไม่ได้ถูกหน่วยงานรัฐในพื้นที่ดำเนินการ จะหาเงินซื้อไว้สักแปลงก็ยากจนลำเค็ญไม่มีกำลังทรัพย์ ในขณะที่นายทุนต่างถิ่นเข้ามาบุกเบิกเพาะปลูกแปลงละหลายพันไร่ บางแปลงอาจจะหลายหมื่นไร่ คร่อมไปทั้งเขา หมดไปทั้งป่า ยิ่งเห็นก็ยิ่งปวดใจและยิ่งตรวจเมื่อสอบแล้วพบว่า ที่ดินที่ใช้ประโยชน์ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อยู่ในพื้นที่และออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ชาวบ้านที่ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินมาแต่ปู่ย่าตายายก็อดเดือดดาลไม่ได้ ที่เห็นชีวิตคนทำจับจอบจับคันไถกลับไร้ที่ทำกิน
เพียงเพื่อให้รัฐสนใจ เพียงเพื่อให้เกิดเป็นข่าวเป็นกระแสไปสู่สังคม และแม้จะมีเจตนาเพื่อให้รัฐดำเนินนโยบายสร้างความเป็นธรรมแก่สังคมและรักษาทรัพยากรของชาติไว้ให้คนส่วนใหญ่ แต่ปฏิบัติการบางอย่างก็ผิดกฎหมายซึ่งต้องถูกดำเนินคดี ในขณะที่ปฏิบัติการเข้าปักตรึงที่ดิน ซึ่งลุกลามขยายตัวจากสุรินทร์เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ไปสู่ ลำพูน ลงมาสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และอาจจะลุกลามไปทั่วประเทศ ทำให้ขบวนการชาวบ้าน ที่เป็นคนยากคนจนคนไร้ที่ทำกินทยอยถูกจับทยอยติดคุกหรือถูกดำเนินคดีไปแล้วนับร้อยคน

    นายประสบ สมาธิหนึ่งในทีมทนายคนจน จากสภาทนายความ ซึ่งร่วมดูแลคดีความพี่น้องชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร ได้ออกมาเผย ข้อเท็จจริง ข้อจำกัดและอุปสรรคในการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวบ้านที่กำลังถูกดำเนินคดี ว่าแท้จริง ปัญหาเริ่มต้นมาอย่างไร และบทบาททีมงานทนายความได้เข้าไปช่วยเหลือ ร่วมขบวนการต่อสู้ ได้อย่างไร

“ผมทำคดีความในนามของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ส่วนสุราษฎร์ธานี นั้นปล้ำมาตั้งแต่ ปี 2546 แล้วแหละครับ เนื่องมีกลุ่มปฏิรูปที่ดิน กรณีกระบี่ กรณีจังหวัดสุราษฎร์ ที่เขาไปเรียกร้องสิทธิทำกินให้รัฐจัดสรร ที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ยากจน ซึ่งจากการไปเดินสำรวจและตรวจสอบดู ซึ่งการตรวจสอบนี้ก็เนื่องจากว่า รัฐเองได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งในระดับจังหวัดสุราษฎร์ ซึ่งในจังหวัดกระบี่ก็มี ขึ้นทำหน้าที่ เพื่อไปตรวจสอบพื้นที่ ที่ว่ามีพื้นที่ไหนมั่ง ที่สามารถนำมาจัดให้ชาวบ้านได้ทำกิน พอมีคณะทำงานเข้าไปตรวจสอบ ผลการตรวจสอบ ก็สามารถทำให้รู้ได้ว่า มีพื้นที่ดินแปลงใหญ่ๆ บางส่วนก็เป็นของบริษัทครอบครองอยู่นั้น มีการครอบครองในฟื้นที่ป่าบ้าง สปก.บ้าง โดยตามจริงแล้ว รัฐต้องเก็บไว้ให้ชาวบ้าน อย่างเช่น สปก.นั้น ต้องนำมามอบให้เกษตรกรที่ยากจนเท่านั้น แต่พวกนี้ มาครอบครองที่ดินแปลงใหญ่ๆ กัน ประมาณเป็นหมื่นๆ ไร่ ต่อคน หรืออย่างน้อยก็ 4,00-5,000ไร่ ทั้งที่มีโฉนด มี นส.3 และที่ดินที่ครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์  ซึ่งจากการตรวจสอบนี้ทำให้รู้ว่า รัฐให้ครอบครองอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์  อีกประเด็นหนึ่ง ที่ตรวจสอบพบ คือ บริษัทบางแห่งเช่าที่รัฐ เพื่อปลูกปาล์ม พวกชาวบ้านจึงคิดกันว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ในกรณีที่เป็นพื้นที่มีสัญญาเช่ากับรัฐ ถ้าหมดสัญญาเช่าแล้ว ทำอย่างไร ที่จะผลักดันให้รัฐ ไม่ให้บริษัทเหล่านี้เช่าต่อ แล้วให้เอาพื้นที่นั้นแหละมาจัดสรรให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรที่ยากจน ได้ทำกิน

     อีกส่วนหนึ่ง นายทุนเองก็เข้ามาครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งก็หมายความว่า ยังบุกรุกที่ป่าอยู่ ก็ให้ดำเนินการเรียกคืนเลย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่ายึดคืนเลย แล้วก็เอามาจัดสรรให้ชาวบ้าน ถึงในพื้นที่ป่า นี้ประกอบไปด้วยป่าสงวน ป่าที่ประกาศเป็นเขตปฏิรูปไปแล้ว ซึ่งก็มีพื้นที่อย่างนี้ แหละที่ชาวบ้านนำไปเรียกร้องให้รัฐจัดสรร แต่ก็เรียกร้องแล้วเรียกร้องเล่า ก็เงียบๆ ไป จนหลังสุด พื้นที่สุราษฎร์ ประมาณต้นปี 50ที่คณะทำงานระดับจังหวัด อำเภอ นำผลนั้นมาเรียกร้องกับรัฐ เรียกร้องอย่างไรก็แล้ว รัฐก็ยังเพิกเฉยๆ ยังไม่จัดการให้ เช่นพื้นที่ ที่กลุ่มนายทุนใหญ่บุกรุกพื้นที่ป่า ก็ไม่มีการฟ้องร้อง พื้นที่ สปก.ก็ไม่มีการฟ้องร้อง โดยชาวบ้านเรียกร้อง แล้วเรียกร้องอีก ก็จำเป็นอยู่เองที่ชาวบ้านจะต้องเข้าไปปฏิบัติการครอบครองในพื้นที่ ซึ่งการที่ชาวบ้านเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้น ชาวบ้านตรวจสอบแล้ว ว่า พื้นที่เนี่ยบริษัทเอง เจ้าของทุนเอง ต่างก็ไม่มีสิทธิ์ในที่ดินเช่นกัน แล้วก็ มีการเรียกร้องประท้วงกดดันให้รัฐ หมายถึง รัฐบาลจากส่วนกลาง เข้ามา ดำเนินการ อย่างเช่นกรณี สปก. นี่ ก็ให้หน่วยงาน สปก.ฟ้องขับไล่ ซึ่งในจังหวัดกระบี่ก็ได้ฟ้องไปแล้ว 1 คดี คือ บริษัท จิวกังจุ้ย โดยศาลชั้นต้นของจังหวัดกระบี่ก็มีคำพิพากษาไปแล้วว่า ให้บริษัทนี้ ออกจากพื้นที่ พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากว่าคดียังไม่สิ้นสุดและยังอุทธรณ์อยู่ แต่บางแห่งชาวบ้านก็เข้าไปอยู่แล้ว เช่นตรงจุดที่เป็น ป่าสงวน หรือ  สปก.ซึ่งโดนบริษัทบุกรุกทำกิน  ไม่เหมือนกับกรณีที่ลำพูน เพราะที่ลำพูนมันอยู่ในที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ถึงแม้ว่าเอกสารสิทธิ์นั้นจะออกมาโดยไม่ชอบก็ตาม แต่เมื่อยังไม่เพิกถอน โดยหลักการทั่วๆ ไป ศาลก็คิดว่ามันยังสมบูรณ์ ในพื้นที่นี้หลังจากชาวบ้านเข้าไปอยู่แล้ว ก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ระดับต่างๆ  ยื่นหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ อาทิ คณะกรรมการสิทธิฯ กรมคุ้มครองสิทธิฯ กรมสวบสวนคดีพิเศษ(DSI) ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา หน่วยงานเหล่านี้ลงดูพื้นที่แล้ว ข้อดีของการฟ้องก็เนื่องจากเป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจเรียก คนที่ทำประโยชน์ อยู่ก่อน ว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบหรือไม่ พอเช็คไปเช็คมา กลับพบว่า เยอะมาก ที่ออกโดยมิชอบ เหตุที่ออกโดยมิชอบ คือมิได้มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนจริง ทำที่กล่าวอ้าง คือบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งในส่วนนี้ ชาวบ้านไม่ได้เกี่ยว แนวทางต่อสู้จริงๆ คือยังยันได้ ในทางคดีอาญา อยู่ในที่ป่า เมื่อนายทุนคิดจะฟ้อง ก็จะถูกถามว่า  บริษัทไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ ดังนั้น คุณไม่มีอำนาจฟ้อง และคนที่สามารถฟ้องได้ คือ รัฐ  ดังนั้น แนวทางการต่อสู้ตามนี้ คือ สปก. ต้องเป็นคนฟ้อง นี่คือแนวทางการต่อสู้คดี ซึ่งต่างจากของชาวบ้านที่ลำพูน

    วิธีการปฏิบัติการครอบครองหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าบุกยึด เหล่านี้ ชาวบ้านเองก็สั่งสมประสบการณ์มาจากภาคเหนือ แล้วก็ในช่วงหลัง คือผลักดันให้ สปก. เองมีหนังสือผ่อนผันอนุญาต ให้ชาวบ้านหรือชุมชนอาศัยอยู่ไปพลางๆ ก่อน จนกว่ากระบวนการฟ้องขับไล่ ผู้ที่บุกรุกจริง คือบริษัทนี่นะครับ จะดำเนินการแล้วเสร็จ ซึ่งถ้าเป็นคำยืนยันก็คือ รัฐเองเป็นผู้อนุญาตให้ชุมชนอยู่ แนวทางต่อสู้ก็น่าจะไม่ลำบากมากนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชาวบ้านเองก็ต้อง วิ่งหาเอกสาร เช่น หนังสือร้องเรียนไปให้ หน่วยงานต่างๆ มาตรวจสอบ ผลการตรวจสอบ ทีมของทนายก็สามารถที่จะหยิบ มาอ้างในชั้นพิจารณาคดีได้”  นายประสบกล่าวเกริ่น พร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการต่อสู้ในลักษณะเช่นนี้ว่า ที่ดินแต่ละแปลงต้องชัดว่าเป็นของรัฐและถูกออกเอการสิทธิ์โดยมิชอบ หรือบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาทิ สปก.หรือที่ดินป่าสงวนฯ และไม่มีเอกสารสิทธิ์

“ เกี่ยวกับเงื่อนไขการต่อสู้ในคดีความนะครับ อย่างแรก จริงๆ เอง ในส่วนของกรณีสุราษฎร์เองก็มีหลายกลุ่ม บางกลุ่มที่ว่าบุกรุก โดยไม่ฟัง และบุกรุกจริงๆ อันนี้เราก็ไม่ช่วย นะครับ หรือที่มีการลักทรัพย์จริง เราไม่ได้ช่วย แต่ถ้าเป็นที่ของรัฐ ถึงแม้จะโดนคดีจากนายทุน จากบริษัทฟ้อง แต่จริงๆ แล้วพื้นที่นี้ เป็นของรัฐ ซึ่งถ้าเป็นของรัฐ ยังไงๆ ก็ต้องไปช่วย เพราะว่า ยังไงๆ ก็ยังเป็นของคนไทยทุกคนอยู่ ถ้าว่า ชนะคดี ก็สามารถนำมาจัดสรรคให้แก่คนยากคนจนได้อยู่  คือว่าต้องมีการตรวจสอบก่อนว่ามีการละเมิดสิทธิ์นั้นจริงไหม๊ ตามที่ชาวบ้านอ้าง และชาวบ้านเองก็ต้องเข้าไปด้วยความชอบธรรมด้วย ไม่ใช่อยู่ๆ จะเข้าไปทำการครอบครองแล้วจะเกิดความชอบธรรม ที่พูดนี้คือว่า การเข้าไปครอบครองนั้นต้องเพื่อปกป้องทรัพยากรของรัฐของส่วนรวม  ไม่ใช่เข้าไปเพื่อครอบครองเป็นของตนเอง แต่ปฏิบัติการครอบครองเพื่อกระตุ้นให้รัฐหันมาสนใจ ซึ่งในการครอบครองจริงๆ แล้ว หากมีการกระบวนการเก็บผลอาสินบนที่ดินนั้นๆ เราเองก็ต้องไม่ขัดขวาง การเข้าไปเก็บผลปาล์มของเขา ที่เขาไปปลูกด้วย เราไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น แต่ถ้าเราเข้าไปอยู่เฉยๆ เพื่อให้รัฐจัดการตามข้อเรียกร้องนี้นั้น พื้นที่นี่เป็นของรัฐ ให้รัฐจัดการ ไม่อย่างนั้นพื้นที่ก็ถูกรัฐเพิกเฉย ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่า ว่าสังคมไทยนั้น ทุนใหญ่กับรัฐ นั้นเอื้อกันอยู่

ฉะนั้น สิ่งที่ชาวบ้านต้องคำนึงก่อนจะปฏิบัติการเข้าไปปักตรึง สร้างสถานการณ์ให้สังคมได้รับรู้ปัญหา ประการแรก คือ กระบวนการบุกรุกปักตรึงพื้นที่ นั้นจะได้หรือไม่ ก็คงจะไม่รู้ แต่เป้าหมายจริงๆ คือ เพื่อให้รัฐ ดำเนินกฎหมายดำเนินนโยบายตามที่เราเสนอ ที่เราผลักดัน ดังนั้น ถ้ามีคนสัก 100 คน บุกไปในพื้นที่แล้ว มันสามารถปฏิบัติการได้จริง หรือว่ากำลังคนมันไม่พอ ซึ่งมันต้องรวมกันเยอะๆ และคิดในทิศทางเดียวกัน อาจจะต้องไปกดดันรัฐ กดดันรัฐบาลในกรุงเทพฯ ในส่วนกลาง แล้วนำปัญหามาเสนอแล้วบอกเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร วันนี้ ที่เป็นรูปเป็นร่างเพราะว่า ขบวนการที่ก่อตัวรวมกันหลายๆ ปัญหามันได้รวมกันทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้ดูดีมีพลัง เพราะปัญหาที่ดินรากปัญหามันคล้ายๆ กันและมันเยอะมาก ไม่ว่าพวก อ.คอนสาร ชัยภูมิ ที่ขัดแย้งกันกับ  พวก ออป. ก็เหมือนกัน ซึ่งเรารวมพลังกันอยู่ เมื่อเราไปผลักดัน เยอะๆ เข้ารัฐก็แก้นิดๆหน่อยๆ  ก็ยังดี คือว่า สรุปแล้ว เราต้องรวมพลังกัน ถึงจะดี และต้องไม่เข้าไปโดยพละการด้วย แถมต้องระมัดระวังอย่างมาก ที่สำคัญ อย่าสร้างปัญหาในระหว่างมีคดีด้วย เพราะว่า หนึ่ง การที่เราจะปฏิบัติการเพื่อคนอื่น หรือช่วยคนอื่นต้องช่วยไปโดยมีจิตใจที่บริสุทธิ์ นี่คือประเด็นหลัก จริงอยู่เราอาจจะเข้าไปยึดเพื่อตรวจสอบหรือกดดันให้รัฐสนใจพื้นที่ แต่เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะยึดเพื่อเอามาเป็นของเรา แค่ให้รัฐเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่เขามีอยู่โดยมิชอบ หรือให้รัฐ เลิกสัญญาเช่า หรือให้รัฐฟ้องเจ้าของบริษัท ที่ครอบครองอยู่ว่า คุณไม่มีสิทธิ์ คุณไม่มีเอกสารสิทธิ์ คุณบุกรุก ที่รัฐ ที่ป่าสงวน ที่ สปก. อยู่นี่ และโดยเป้าหมายหลักว่า รัฐต้องเอาไปจัดสรรให้คนยากจนเท่านั้น ถ้าแบบนี้มันก็พอจะสู้คดีได้อยู่ เพราะมันไม่ได้เข้าไปเพื่อยึดที่ครอบครองเพื่อตนเอง และบริวาร แต่ไปเพื่อให้รัฐจัดการตามกระบวนการ ตามกฎหมาย ที่มีอยู่”  นายประสบแจกแจงพร้อม ให้ความเห็นถึงขั้นตอนการช่วยเหลือคดีสำหรับชาวบ้านที่ถูกนายทุนฟ้องร้องและถูกรัฐจับกุมว่า

     “ณ วันนี้ คดีความที่ดูแลบางเรื่องก็ยกฟ้องไปแล้ว แต่บางเรื่องก็อยู่ในชั้นอุทธรณ์ ประมาณ 5-6 ชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของชั้นต้นเกือบทั้งหมด และมีอยู่ 2 คดีที่ฟ้องเข้ามาใหม่ คือ 1 คดีพื้นที่ที่สุราษฎร์ที่ติดกับกระบี่ของ บริษัท จิวกังจุ้ย ซึ่งไม่มีสิทธิ์ครอบครองที่ สปก.อยู่ และถูก สปก.เองฟ้องขับไล่ด้วยและ สปก.เองก็อนุญาต ให้ชุมชนเข้าไปตั้งอยู่ได้ จนกว่ากระบวนการฟ้องขับไล่จะแล้วเสร็จ เลยให้ชุมชนเข้าไปตั้งอยู่ก่อนและโดน บริษัทฟ้องซึ่งได้สวนมูลฟ้องเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

บางพื้นที่ บางบริษัทก็ขาดทุนล้มละลายไปแล้วและตีใช้หนี้ให้กับบริษัทแหล่งทุน เมื่อตีใช้หนี้เขาก็ฟ้องขับไล่ชาวบ้านที่เข้าไปอยู่ ซึ่งหลังจากที่ชาวบ้านอยู่ ก็เข้าไปตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ เพราะที่ดินบางแปลงอาจจะมีขนาด 3,000 ไร่ก็จริง แต่พอตรวจสอบกลับพบว่ามีเอกสารสิทธิ์จริงแค่ 1,000 ไร่ ซึ่งเอกสารสิทธิ์นี้จะออกโดยชอบหรือไม่ก็อยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์อยู่ แต่บางส่วนประมาณ 1,000 ไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ชาวบ้านเขาอ้างว่าเดิมเขาเคยทำประโยชน์อยู่ เป็นที่ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อาจจะเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ปลูกผักปลูกหญ้า อยู่ๆ ก็โดนบริษัทเก่ามายึดพื้นที่แล้วก็ขับไล่ กวาดเอาหมด โดยใช้อำนาจผู้ใหญ่บ้าน อะไรทำนองนี้แหละ”  นายประสบว่า พร้อมชี้แจงเพิ่มถึงวิธีการปฏิบัติการในลักษณะเช่นนี้ของชุมชนซึ่งสุ่มเสี่ยงและอาจจะนำความ

“จริงๆ วิธีการนี้ อาจจะไม่จำเป็นก็ได้ ถ้าหลักฐานมันชัด แค่ฟ้องศาลปกครองก็ได้ เพราะว่า การออกเอกสารสิทธิ์นั้น รัฐเป็นคนออกให้ แต่การที่เราจะอยู่ๆ แล้วไปรู้ หรือ เข้าถึงข้อมูลลึกๆ ของรัฐนั้นยาก และเราเองก็ไม่มีอำนาจพอที่จะไปสอบปากคำใคร สอบเจ้าของพื้นที่ที่เขาอยู่มาก่อน ก่อนที่จะขายหรือมอบให้แก่บริษัทนั้น ถ้าชาวบ้านไม่บุกรุกหรือไม่เข้มแข็งพอที่จะผลักดันให้รัฐจัดกระบวนการนี้ขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งรัฐมีอำนาจอยู่แล้วที่จะเรียกเจ้าของพื้นที่เดิมหรือเรียกเจ้าของพื้นที่มา หรือดูภาพถ่ายทางอากาศ รัฐมีอำนาจกว่าอยู่แล้ว  ถ้าไม่ลงพื้นที่ผมก็ไม่เห็นด้วย ที่ชาวบ้านจะเข้าไปอย่างนั้น  เพราะมันลำบากนะ งานการก็ไม่ได้ทำ แต่ต้องไปนั่งๆนอนๆ อย่างมากก็รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหารายได้ประทังชีวิต แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ รัฐก็ไม่ทำอะไรเลย ถ้าไม่มีปรากฏการณ์สักอย่าง รัฐไม่ยอมทำให้ ทำให้ชาวบ้านต้องรวมตัวแล้วก็เข้าไปกดดันต่างๆ ซึ่งจริงๆ ถ้าผลักดันให้รัฐเข้าไปดำเนินการ มันก็จะเห็นภาพ แล้วก็จะเดินต่อไปได้ และถ้ารัฐจริงใจด้วย ก็สามารถสืบหาเอกสาร พยานแล้วก็ฟ้องศาลปกครองได้เลย เพราะรัฐมีอำนาจตั้งแต่คนออก คนเขียน คนรังวัด ได้หมด ภาพถ่ายทางอากาศเขาก็ทำได้ เพราะมีคนทำไว้อยู่ 

      ส่วนผลของคดี ณ วันนี้ ก็ต้องรอดูคำพิพากษาคดีก่อนนี้ก่อนนะ เพราะคำพิพากษาบางคดี ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าของ สุราษฎร์ ของกระบี่หรือของลำพูน ของแต่ละพื้นที่ ที่ต้องดูเพราะว่าแต่ละพื้นที่ศาลมีแนวทางเป็นอย่างไร เพราะว่าทีมงานทนายเองก็ต้องมาดู ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรเพื่อที่ชาวบ้านเองจะได้ไม่ต้อง ลำบาก ไม่ต้องเสี่ยงที่จะโดนคดี คำพิพากษามันจะทำให้เห็นทิศทาง แต่ทีมทนายเองก็ต้องมาคุยกันนะครับ ว่าทำไมคดีนี้ ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก คดีนี้ทำไม ศาลยกคำฟ้อง มาดูว่ามันแตกต่างกันตรงไหน มาดูแนวทางคำพิพากษาของศาล แต่ละเรื่อง แล้วก็มาถอดบทเรียนกัน

จริงๆ แล้ว ถ้าชาวบ้านตัดสินใจปฏิบัติการเข้าไปปักตรึงพื้นที่ หรือปฏิบัติการยึดแบบนี้ ผมคิดว่าทีมงานในการปฏิบัติการจะต้องเก่งพอสมควร เพราะว่า จะต้องมีทั้งนักกฎหมาย นักเคลื่อนไหว และกำลังชาวบ้าน เป็นทีมเดียวกัน แต่ ณ วันนี้ ที่เกิดขึ้นคือ ชาวบ้านเข้าไปก่อนแล้วทนายตามไปแก้ปัญหา แบบนี้มันเหนื่อย  ถ้าคุยกันตรงไปตรงมา คือเราต้องคุยกันก่อน ไม่ใช่ให้ชาวบ้านเข้าไปดำเนินการอย่างเดียว คือเราต้องมานั่งสุมหัวกันหลายๆ ฝ่ายทั้งทีมทำงาน นักกฎหมาย เพราะบางทีคุณเข้าไปแล้ว ไปสร้างปัญหาให้ทีมนักกฎหมายเยอะมาก กว่าจะแก้กันได้แต่ละคดีนี้เหนื่อย แต่ก็เข้าใจว่า ชาวบ้านเขาก็อยากได้ เขาไม่มีที่ทำกิน แต่พอเข้าไปก็ลำบาก อยู่อย่างลำบาก ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านไม่ใช่แกนนำ

     กระบวนการเหล่านี้ ถ้าเราได้คุยกันให้ชัดทั้งทีม ผมว่ามันมีทิศทางที่จะเดินไปได้อยู่ อย่างเช่นเข้าไปอย่างไร ที่ไม่ทำให้เกิดการหมิ่นเหม่ ทำให้แพ้คดี แต่การฟ้องคดีอาญาในบางครั้ง พอเขาไปแจ้งความพวกตำรวจก็จะส่งฟ้องอัยการ อัยการก็ส่งฟ้องศาล ซึ่งสิ่งที่ชาวบ้านลำบากมีอยู่เรื่องเดียวในเวลาโดนฟ้อง คือ หลักทรัพย์ที่จะนำมาค้ำประกันตัว มันลำบากมาก แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วมีทิศทางดีๆ ก็สามารถทำได้อยู่ ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาที่ดิน เรื่องนี้จริงๆ ภาพมันกว้างปัญหามันใหญ่มาก แต่ข้อมูลไมมีเผยแพร่ออกไปข้างนอก ไม่ค่อยผ่านสื่อไปสู่สาธารณะ ข่าวออกแต่ว่าชาวบ้านบุกรุกที่ หรือชาวบ้านบุกยึดของคนอื่นซึ่งมันเป็นภาพลบ ทำให้สังคมไทยเข้าใจชาวบ้านผิด ศาล อัยการ ตำรวจ ก็พลอยเข้าใจผิดไปด้วย

จะให้ดีควรจะมีการนำเสนอปัญหาผ่านสื่อ ทำให้สังคมเข้าใจ ว่ามันมีที่ดินจำนวนที่ออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ ที่ถูกยึดโดยนายทุน นักการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มคนที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินจริงๆ เท่าไหร่ หรือครอบครองโดยบริษัทข้ามชาติ อีกเท่าไหร่  โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี ชุมพร กระบี่ รวมแล้วนับเป็นแสนไร่ หรืออาจจะ 200,000 ไร่ ซึ่งผมคิดว่า พื้นที่ตรงนี้เพียงพอมากสำหรับคนที่ไม่มีที่ดินทำกิน แต่ว่าปัญหา คือ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้สื่อสารออกไปสู่สาธารณะ คนทำงานชาวบ้านเอง ก็คุยกันเองพอเห็นทิศทางว่าใช่ ก็ลุยกันเลย แต่เราอยากให้ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลกับสื่อ ผมพูดกับชาวบ้านเสมอว่า พยายามออกสื่อสาธารณะให้เยอะๆ ให้คนทั่วไป ได้เข้าใจ ได้รับรู้ มิเช่นนั้น สังคมเขาจะดูเหมือนชาวบ้านเป็นโจร ที่เข้าไปแย่งที่คนอื่น ซึ่งถ้าประเด็นมันเป็นเช่นนี้ ปัญหาเป็นแบบนี้ และเรื่องราวเหล่านี้ได้กระจายออกไป ได้เผยแพร่สู่โลกภายนอก มันไม่ใช่แค่สังคมรับรู้ แม้แต่ ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษาเองก็ได้รู้ด้วย ได้เข้าใจต้นเหตุปัญหา ว่ามันเป็นอย่างนี้ ทิศทางควรจะเป็นอย่างนี้ ไม่งั้นก็จะคิดว่า ชาวบ้านเหล่านี้แย่งที่ดินคนอื่น บุกรุกที่ดินคนอื่น ซึ่งเขาก็จะมีวิธีคิดแบบอื่นเข้าไปแล้ว ซึ่งจะให้ดี ต้องทำให้เห็นว่า ชาวบ้านต่อสู้เอาสมบัติของรัฐกลับคืนมาจากกลุ่มบุคคลที่ครอบครองโดยไม่ชอบ เพราะว่าถ้าเขาคิดได้แบบนี้ มันก็จะเป็นผลดีต่อกลุ่มชาวบ้านและต่อการต่อสู้เพื่อให้ชนะคดีความ ครับ”  นายประสบกล่าวสรุป