สภามหาวิทยาลัยมหิดลกำลังทดลองหาวิธีทำงานที่มี value add มาก ต่อการขับเคลื่อนความก้าวหน้า และการเป็นกลไก Good Governance ให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดล  ดังที่เคยเล่าไว้แล้วที่นี่ และที่นี่

          ชื่อบันทึกนี้ บ่งบอกว่า ผมมองการปรับปรุงวิธีทำงานของสภามหาวิทยาลัยเป็น “การเดินทาง” (journey) ไม่ใช่เป็นผลลัพธ์หรือจุดสิ้นสุด (destination)   และเชื่อว่ายังมีลู่ทางอีกมากที่สภามหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่ให้ดีกว่านี้ได้   โดยเป้าหมายสูงสุดคือการใส่ leadership เข้าไปในกลไกกำกับดูแล เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ให้แก่สังคมดียิ่งขึ้นกว่าเดิม  ซึ่งในกรณีมหาวิทยาลัยมหิดล คือ ทำหน้าที่มหาวิทยาลัยวิจัย ที่ “ติดดิน”   เป็น “พลังของแผ่นดิน”

          วันที่ ๑๖ ก.พ. ๕๔ เป็นวันประวัติศาสตร์ของสภามหาวิทยาลัยมหิดล   คือเป็นวันพุธสัปดาห์ที่สามของเดือนที่ไม่มีการประชุมสภาฯ   แต่ประชุมคณะกรรมการชุดย่อย ๓ ชุดของสภาฯ แทน เป็นครั้งแรก  และเราเริ่มเห็นว่า การประชุมกรรมการชุดย่อยมีการ add value จากการประชุมสภาชุดใหญ่จริงๆ   คือมีการคุยกันแบบหย่อนความเป็นทางการ   มีรายละเอียดในทางปฏิบัติเกี่ยวกับ governance ในระดับส่วนงาน   ทำให้เห็นโอกาสพัฒนา ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็น happy workplace มากขึ้น   

          เราเริ่มด้วยการประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายของมหาวิทยาลัย (ครั้งที่ ๔ หรือ ๒/๒๕๕๔) เวลา ๙.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. ซึ่งเอาเข้าจริงประชุมล่วงเลยไปถึง ๑๒.๓๐ น. 

          เรื่องแรกที่ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เปิดประเด็น คือนโยบายตามกระแสสนองสังคมที่เน้นวิชาการด้านประยุกต์มากไป จนละเลยความสำคัญของวิชาการพื้นฐาน  การพูดคุยกันนี้ทำให้ผมปิ๊งแว้บหลายประเด็น ได้แก่

•   การทำงานวิชาการแนวประยุกต์ รับใช้สังคม ที่สร้างวิชาการพื้นฐานได้ด้วย   เป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยมหิดลต้องสร้าง management platform ขึ้น สนับสนุนให้เกิดการทำงานวิชาการแนว “ผลสองชั้น” นี้


•   นโยบาย และการจัดการ วิชาการโยงแนวลึกกับแนวกว้าง   เชื่อมกับ demand-side และเชื่อมกับนานาชาติ อย่างเสมอกัน   จะพัฒนาขึ้นอย่างไร


•   ผมนึกถึงคำอภิปรายของ ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา ในการประชุมคณะกรรมการ steering โครงการวิจัยปฏิรูประบบวิจัยของ วช. เมื่อวันที่ ๑๕ ก.พ. ๕๔  ว่าที่แคนาดาเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว   ตรวจสอบ competitiveness ของประเทศเพื่อยกระดับ  และลงมติว่าต้องตั้งหน่วยงานอิสระชื่อ Innovation Canada  เอาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งไปเป็น CEO  และให้ทุนวิจัยระยะยาวแก่มหาวิทยาลัย ให้ทำวิจัย basic โดยมีเป้าให้เกิด application ที่นำไปสู่ iinovation  คือเขามอง innovation จริงๆ   ซึ่งต้องมาจากการวิจัยพื้นฐาน  ไม่ใช่มาต่อยอดสู่งานนวัตกรรมแบบผิวๆ อย่าง NIA ของประเทศไทย

  
•   มหาวิทยาลัยมหิดล ควรมีนโยบายให้อาจารย์มี foreign collaborator  และในขณะเดียวกันก็มี collaborator ใน demand-side ด้วย  มีเกณฑ์วัดระดับความเข้มแข็งของการมี collaborator ทั้งสองทาง   และจัดเป็น KPI สำหรับ PA

          เรื่องที่ ๒ ที่หารือกันคือผลการเสวนานักศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษา   นับเป็นการเสวนาแบบนี้เป็นครั้งแรก  ทำให้เห็นมุมมองของ นศ. ที่หลายส่วนอาจารย์มองไม่เห็น  โยงไปสู่ประเด้นการหาวิธีทำให้นักศึกษาและอาจารย์มีโลกทัศน์กว้าง  โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ นศ. จัดกิจกรรมชมรมต่างๆ กันเอง  โยงไปสู่เรื่องการรับนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยต้องการรับ นศ. ที่มีพื้นความรู้ดี คือสอบวัด content  แต่ admission สอบ aptitude ไม่ตรงความต้องการของมหาวิทยาลัย 

          มีการคุยกันเรื่องการกระจายวิชาการศึกษาทั่วไป ไปไว้ในทุกชั้นปี  การพูดคุยนำไปสู่ชมรมละครรามา ของ นศ. แพทย์ รามา ที่จัดแสดงละครทุกปี  มีชื่อเสียงมาก และ นศ. ได้เรียนรู้มาก   

         เรื่องที่ ๓ เป็นการหารือแนวทางใช้เงินงบประมาณทั้งงบแผ่นดินและงบรายได้ เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายสำคัญและยุทธศาสตร์ที่กำหนด  หาทางฉีกแนวไปจากการจัดแผนงบประมาณแบบเดิมๆ ตามความเคยชิน

          เรื่องที่ ๔ การปฏิรูปการศึกษา และปฏิรูปอุดมศึกษา   ที่มหาวิทยาลัยจะต้องหาทางเข้าไปช่วยการขับเคลื่อนการปฏิรูป

          เรื่องที่ ๕ เรื่องนโยบายพัฒนาการบริหารสินทรัพย์ เพื่อให้เกิดดอกผลมากขึ้น

          คณะกรรมการชุดที่ ๒ คือคณะกรรมการกิจการสภา   ผมเป็นประธานอีก  ประชุมระหว่าง ๑๓.๓๐ – ๑๕.๐๐ น.  หารือกันเรื่องเตรียมการสรรหาอธิการบดี  นายกสภา  และกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  และเรื่องวิธีดำเนินการกับเรื่องเร่งด่วนที่รอประชุมสภาฯ ไม่ได้  มีมติให้เวียน  ถ้ามีคนคัดค้านก็ให้จัดประชุมวิสามัญ

          คณะกรรมการชุดที่ ๓ คือคณะกรรมการคุณภาพการบริหารและธรรมาภิบาล ซึ่งมี อ. ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นประธาน  ผมเข้าร่วมประชุมด้วย   เป็นการประชุมที่มีประโยชน์มาก  เพราะได้ลงลึกไปที่สภาพของระดับส่วนงาน   มติที่สำคัญคือ เสนอให้จัดตั้งสภาคณาจารย์ของส่วนงานให้ครบทุกส่วนงาน  เพื่อเป็นกลไกรับและสื่อสารความเข้าใจจากบุคลากรกับฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย  เป็นกลไกของธรรมาภิบาล 

          เราเริ่มเห็นว่า การมีคณะกรรมการชุดย่อย ทำให้ได้ประชุมหารือกันลงลึกในบางเรื่องที่การประชุมสภามหาวิทยาลัยทั้งองค์คณะทำไม่ได้  เป็น value add แก่กลไกธรรมาภิบาล

          เป็นการทดลองแสวงหาวิธีทำงานกำกับดูแลที่ฉีกแนวไปจากเดิม

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๘ ก.พ. ๕๔