น้ำอบไทย

                                                                          น้ำอบไทย

                                                        นายอานนท์ ภาคมาลี (หมอแดง)

น้ำอบไทย วันนี้แนะวิธีคลายร้อนจากภูมิปัญญาเก่าแก่ของบรรพบุรุษ ด้วยการทำ น้ำอบไทยโบราณ สืบสานเครื่องหอมไทยให้อยู่คู่สังคม ที่น้อยคนรักจะรู้วิธีคลายร้อนที่ดีที่สุดที่คนไทยใช้กันมาตั้งแต่สมัยสมัยโบราณกาล นั่นคือการประพรมร่างกายด้วยเครื่องสำอางโบราณที่มีชื่อว่าน้ำอบไทย น้ำอบไทย ถือเป็นเครื่องสำอางที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยใช้ประพรมร่างกายเพื่อเพิ่มความเย็น สดชื่น ช่วยให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า และคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะมีส่วนประกอบของสมุนไพรไทย ได้แก่ ไม้จันทร์เทศ ชะลูด และใบเตย ที่มีสรรพคุณดับพิษร้อน และยังมีแป้งหินและพิมเสนเป็นตัวช่วยให้เกิดความเย็นสบาย

 แต่ปัจจุบันน้ำอบไทยกลับนิยมใช้ในงานพิธีมงคล เช่น รดน้ำสังข์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หรือใช้ในงานอวมงคลอย่างงานศพ เป็นต้น จนหลายคนอาจลืมไปว่า น้ำอบไทย คือเครื่องสำอางที่ได้รับความนิยมในสมัยโบราณกาล ใช้ประพรมตามร่างกายเพื่อเพิ่มความสดชื่นและเย็นสบาย โดยไม่ต้องพึงพัดลมหรือแอร์ฯอย่างในสมัยนี้
 นอกจากน้ำอบไทย ที่เป็นเครื่องสำอางแล้ว ยังมี น้ำปรุง ซึ่งถือเป็นน้ำหอมของไทย เริ่มมีในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยน้ำปรุงต่างจากน้ำอบตรงที่น้ำปรุงมีแอลกอฮอล์ เป็นส่วนผสม และต่างจากน้ำหอมต่างประเทศตรงที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทย น้ำปรุงในอดีตมีเพียงกลิ่นเดียวที่ได้รับความนิยมคือกลิ่นเตยหอม แต่ปัจจุบัน มีการทำให้น้ำปรุงมีถึง 8 กลิ่น ได้แก่ ดอกบัวหอม กระดังงา มะลิ จำปี เตยหอม กุหลาบ ชมนาด และบัวแดง ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาน้ำอบไทยให้สามารถใช้ได้ทุกฤดู เป็นน้ำอบไทย 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว และมีกลิ่นดอกบัวซึ่งสามารถใช้ได้ทุกฤดู

น้ำอบไทยและน้ำปรุงเป็นเครื่องสำอางใช้ในการประพรมร่างกาย แต่ช่วงหลังกลับเป็นที่นิยมในงานพิธีต่างๆ แทน ซึ่งจริงๆ แล้วน้ำอบไทยใช้กับร่างกายดีที่สุด ที่คนเราสามารถนำน้ำอบไทยประพรมคลายร้อนช่วยให้เย็นขึ้น สามารถดับพิษร้อนได้ เพราะสมุนไพรที่ใช้มีสรรพคุณดับพิษร้อน ทั้งไม้จันทน์หอม ทั้งชะลูดและใบเตย มีสรรพคุณดับพิษร้อนที่อยู่ในร่างการ เมื่อทาแล้วสามารถดับพิษร้อนที่อยู่ในร่างกายได้ทันที ขณะที่พิมเสนและแป้งร่ำเป็นตัวที่ช่วยให้เกิดความเย็น โดยที่ไม่ต้องคิดถึงแอร์หรือ พัดลม สำหรับวิธีการทำน้ำอบนั้นไม่ยาก ขั้นตอน เริ่มจากต้มน้ำ 10-12 ลิตรจนเดือดแล้วลดไฟลง จากนั้นใส่ใบเตยมัดเป็นจุกประมาณ 8-10ใบ ใส่ชะลูด จันทร์เทศ และต้มต่อไปอีประมาณ 30 นาทีจะได้น้ำสีเหลืองเข้ม ตั้งไว้จนอุ่นและกรองด้วยกระช้อนหรือผ้าขาวบาง หลังจากนั้นจึงปรุงด้วยพิมเสน แป้งหินและหัวน้ำหอมกลิ่นต่างๆ จากนั้นนำไปร่ำในโถอบด้วยการร่ำด้วยเทียนหอมได้เป็นน้ำอบกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ 
การทำน้ำอบไทย บอกว่า มีความสนใจเรื่องเครื่องหอมของไทยอยู่แล้ว เคยเห็นว่างขายตามตลาดแต่ไม่รู้ว่ามีวิธีการทำอย่างไร จึงสนใจที่จะเรียนทางด้านนี้ และอยากจะลองคิดค้นสูตรใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของวัยรุ่น ซึ่ง มีน บอกว่า น้ำอบไทยมีเสน่ห์ที่กลิ่นหอมนุ่มนวล ดึงดูดใจและน่าค้นหา

การทำน้ำอบไทย ส่วนผสมในการทำน้ำอบไทย

1. น้ำสะอาด ควรใช้น้ำฝน
2.  ชะลูด  คือ พืชที่ได้จากการนำเอากิ่งมาตากให้แห้ง มีสรรพคุณหอมหวานให้ความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
3. ดอกมะลิ
4. ดอกกระดังงาไทย
5. ใบเตย
6. ลูกมะกรูด
7. น้ำตาลทรายแดง คือพืชที่ทำมาจากอ้อยแต่ไม่ฟอกสีรสหอมหวานน่ารับประทาน
8. แป้งหิน คือแป้งเม็ดทำมาจากดินขาวไม่มีกลิ่น
9. พิมเสน พืชชนิดหนึ่งซึ่งได้มาจากการสกัดต้นและใบของพิมเสน
10.  หัวน้ำหอม  จันทร์รอง  มะลิ  ลำเจียก  กระดังงา ไฮซัน  กุหลาบ จำนวน 6 ชนิด ซึ่งได้จากการกลั่นมาจากดอกไม้
11. ขี้ผึ้งแท้ ได้จากรังผึ้งส่วนที่เก็บน้ำผึ้งนำมาบีบเอาน้ำผึ้งออกเหลือแต่ขี้ผึ้ง
12.  กำยาน คือ ยางของต้นกำยานมีสีส้มอมน้ำตาล กลิ่นหอมหวาน ใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องหอม เช่น เทียนอบ น้ำอบไทย สรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลม ดับกลิ่น
13.  เทียนอบ  ได้จากเทียนอบที่ทำสำเร็จในเรื่องที่  1 

2.  เครื่องมือเครื่องใช้  หม้อเคลือบ  กระชอน  ทวน   ตะคัน  ผ้าขาวบาง  กรวย  ขวดใส่น้ำอบ

3.  ขั้นตอนการทำน้ำอบไทย

1. ตวงน้ำสะอาด 10  ถ้วย ใส่หม้อเคลือบนำดอกมะลิ 1  ถ้วย ลอยในน้ำ  กระดังงาไทย 2 ดอก  เด็ดเอาไฟลนที่ขั้วของกระดังงาไทย และบีบขั้วที่ลนไฟใส่ในน้ำ  เด็ดกลีบลงลอยน้ำทิ้งไว้ 1 คืน

2.  รุ่งเช้าตักมะลิและกระดังงาไทยออก  นำชะลูด  1   กำมือ  และใบเตย  3 - 5 ใบ  หั่นยาวประมาณ  1-2  นิ้ว ใส่ลงไปในน้ำและนำมาตั้งไฟให้เดือด ประมาณ  15  นาที  ยกลง  นำดอกมะลิและกระดังงาไทยที่ตักออกใส่ลงไปในน้ำร้อน  ตั้งทิ้งไว้ประมาณ  20  นาที  แล้วตักออกให้หมดเหลือแต่น้ำ พอน้ำเย็นลอยดอกมะลิและกระดังงาไทยเหมือนเดิมตั้งทิ้งไว้อีก  1 คืน  รุ่งเช้าตักดอกไม้ทั้งหมดออก

การเตรียมส่วนผสมเครื่องอบน้ำ

โขลกกำยาน  2  ช้อนโต๊ะให้ละเอียด  ตักใส่ขวดไว้เอาน้ำตาลทรายแดง  1 ถ้วยตวงผสมฝานผิวมะกรูดประมาณ  1 ช้อนโต๊ะ เอาแต่ผิวฝานบางๆ และฝานขี้ผึ้งบางๆ ประมาณ  1 ช้อนโต๊ะ  ผสมเข้าด้วยกันแล้วปิดฝาขวดไว้

4.วิธีการอบน้ำอบไทย

น้ำที่ตักดอกไม้ออกหมดแล้วนำทวนใส่ลงไปในหม้อน้ำ  นำตะคันไปเผาให้ร้อนแดงและนำมาวางบนทวน  ตักส่วนผสมเครื่องอบน้ำ ในข้อ 3  ใส่ลงบนตะคันแล้วปิดฝาทันที  ประมาณ  20  นาที  ควันจะหมด  เอาตะคันไปเผาไฟและใส่ส่วนผสมเหมือนเดิม ทำอบเช่นนี้ 3  ครั้ง ต่อ 1  วัน

5.  ตกกลางคืนนำดอกมะลิลอยน้ำพอเช้าตักดอกมะลิออกและอบน้ำด้วยเครื่องอบน้ำเช่นเดิมทำจนครบ  3 คืน  จนได้น้ำอบเปล่า

6.  นำน้ำอบไทย เปล่าที่ได้มากรองใส่หม้อปิดฝาไว้

การผสมน้ำปรุง

7.  ตวงแป้งหิน  3  ถ้วยตวง  ฝานผิวมะกรูดบีบเอาแต่น้ำใช้นิ้วบี้แป้งหินให้เข้ากับน้ำผิวมะกรูดจนแป้งละเอียด  ตักน้ำอบเปล่าในข้อ 6  ลงผสมน้ำหัวน้ำหอมทั้ง  6  ชนิด ที่ผสมไว้ในการทำเทียนอบ  จำนวน  5  ช้อนชา  ลงผสมในแป้ง  ใช้มือกวนให้เข้ากัน ตั้งพักไว้

8.  ตำพิมเสน 2 ช้อนชา ให้ละเอียดผสมลงในแป้งหิน และตักน้ำอบเปล่าประมาณ 3 ช้อนชา  เทลงผสมตั้งพักไว้

วิธีทำน้ำปรุงใส่ในน้ำอบเปล่า

9.  นำน้ำอบเปล่า ในข้อ 6  แบ่งเป็น  2  ส่วน  น้อยกับมาก

10.  นำน้ำปรุงในข้อ 7  ใส่ในน้ำอบเปล่าส่วนที่น้อย

11. นำน้ำปรุงในข้อ 8 และข้อ10(ที่มีส่วนผสมของแป้งหิน ผิวมะกรูดและหัวน้ำหอม)ใส่หม้อเคลือบ (น้ำอบเปล่าส่วนที่มาก)  และใช้ถ้วยกวนไปมาเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน

วิธีอบน้ำอบ

12.  น้ำอบที่ใส่น้ำปรุงคนเข้ากันดีแล้ว  ในข้อ 11  นำเทียนอบจุดไฟใส่ถ้วยแล้วนำมา
ลอยในน้ำอบดับไฟและปิดฝาไว้ ประมาณ  20  นาที  เมื่อควันหมดจุดอบใหม่  ทำเช่นนี้  7  ตั้ง หรือ 9  ตั้ง หรือ 11 ตั้ง หรือตามต้องการน้ำอบจะมีกลิ่นหอมหวานมาก  (คำว่าตั้งเป็นภาษาที่ใช้เรียกในการจุดเทียนอบ  จุด 1 ครั้ง คือ  1  ตั้ง)

13.  เมื่ออบจนได้ที่หอมจนพอใจแล้วนำน้ำอบไทยที่ได้บรรจุใส่ขวด

ข้อเสนอแนะในการทำน้ำอบไทย

ถ้าต้องการให้น้ำอบมีกลิ่นหอมมาก ควรเพิ่มปริมาณหัวน้ำหอมและอบเทียนอบหลายๆ ครั้ง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน น้ำอบไทย

คำสำคัญ (Tags)#gotoknow#หมออนามัย#น้ำอบไทย#น้ำปรุง

หมายเลขบันทึก: 526699, เขียน: 17 Mar 2013 @ 17:52 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)