GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Licensing of Copyrights:

การเคลื่อนย้ายลิขสิทธิ์ (Copyright Transfering)

Licensing of Copyrights & Private International Law

บทนำ

         รัฐสมาชิกของความตกลงทริปส์ (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights: TRIPs) มีพันธะกรณีที่จะต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อตกลงดังกล่าวโดยไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคนชาติกับคนต่างชาติ เช่น หลัก MFN, หลัก NT เป็นต้น

         การให้คุ้มครองในงานอันมีลิขสิทธิ์ กรณีที่มีการละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นเกิดขึ้น กฎหมายที่นำมาใช้คือกฎหมายของประเทศที่งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นได้รับความคุ้มครอง ซึ่งก็ใช้หลักดินแดนนั่นเอง

          แต่หลักดินแดนเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการตอบปัญหา กรณีที่เป็นการเคลื่อนย้ายลิขสิทธิ์(Copyrights Transfering) ที่มีลักษณะระหว่างประเทศ การเคลื่อนย้ายลิขสิทธิ์สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. การโอนสิทธิ (Assignment) : หมายถึง การโอนความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง
  2. การให้ใช้สิทธิ (Licensing) : หมายถึง การอนุญาตให้บุคคลอื่นนอกจากเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถใช้สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้

          แม้ว่า การโอนสิทธิ และ การให้ใช้สิทธิ จะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ในมุมมองของกฎหมายขัดกันจะมองว่าเป็นมีความแตกต่างกัน ในเนื้อหา กล่าวคือ กรณีที่เป็นการให้ใช้สิทธิจะอยู่ภายใต้กฎหมายแห่งสัญญา (Contract Law) แต่กรณีที่เป็นการโอนสิทธิจะอยู่ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyrights Law)

          ซึ่งหากมองในแง่มุมของกฎหมายขัดกันลงไปอีก ก็จะพบว่า นอกจากจะต้องแบ่งแยกในแง่มุมของสัญญาและความเป็นเจ้าของในลิขสิทธิ์อันเกิดจากการโอนแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงเนื้อหาและแบบแห่งสัญญาในการเคลื่อนย้ายลิขสิทธิ์ดังกล่าวด้วย และกรณีจะเป็นเช่นไรหากในสัญญาการเคลื่อนย้ายลิขสิทธิ์มิได้กล่าวถึงกฎหมายที่จะบังคับใช้แก่สัญญาไว้

 Licensing of Copyright & Thai Conflict of Laws

           ตามกฎหมายขัดกันของไทย ว่าด้วยหนี้สัญญา (มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481) ซึ่งในมาตรา 13 วรรคแรก เป็นเหมือนการวางลำดับของการใช้กฎหมาย (Priority of Law) โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 

  1. วินิจฉัยตามเจตนาของคู่สัญญา ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย
  2. หากวินิจฉัยตามเจตนาไม่ได้ ก็ต้องใช้กฎหมายสัญชาติร่วมกันของคู่สัญญา
  3. หากใช้กฎหมายสัญชาติร่วมกันไม่ได้ ก็ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาได้ทำขึ้น

          จะเห็นได้ว่า มาตรา 13 วรรคแรก ยอมรับจุดเกาะเกี่ยวที่ตายตัว ซึ่งแตกต่างจากนานาประเทศที่ยอมรับจุดเกาะเกี่ยวที่ใกล้ชิดที่สุดของนิติสัมพันธ์

          ซึ่งหากในสัญญาอันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ (Copyright Contract) ที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ มิได้มีการตกลงถึงกฎหมายที่จะบังคับใช้แก่สัญญา กฎหมายที่บังคับใช้แก่สัญญาจะเป็นกฎหมายใด หากกฎหมายขัดกันว่าด้วยสัญญายังยอมรับจุดเกาะเกี่ยวที่ตายตัว

          เนื่องจากสัญญาอันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์นั้นมีความซับซ้อนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างสัญญาอันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์นั้นมีหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภทคือ

  1. สัญญาโอน (Transfer Contract) สัญญาประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ในการโอนซึ่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น สัญญาอนุญาติให้ใช้สิทธิ ซึ่งจะมีเงื่อนไขแห่งการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อน (Lump Sum) หรือค่าบำเหน็จ (Royalty) ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ตามกฎหมายขัดกันของไทยก็คงใช้ กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาได้ทำขึ้น (กรณีที่คู่สัญญาไม่ได้กำหนดกฎหมายที่บังคับแก่คดีไว้ และคู่สัญญาไม่ได้มีสัญชาติเดียวกัน)
  2. สัญญาหาประโยชน์ (Exploitation Contract) สัญญาประเภทนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อหาประโยชน์ในลิขสิทธิ์นั้น ซึ่งประเภทของการหาประโยชน์ในลิขสิทธิ์นั้น มีหลายแบบ เช่น การพิมพ์เผยแพร่ การนำออกให้เช่า(กรณีโปรแกรมคอมพิวเตอร์) ซึ่งในกรณีนี้กฎหมายที่บังคับใช่แก่สัญญาก็คือสัญญา กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาได้ทำขึ้น ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริง สัญญาหาประโยชน์ที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศนั้น สัญญาจะทำในประเทศหนึ่ง แต่การนำลิขสิทธิ์ไปหาประโยชน์จะทำในหลายๆ ประเทศ การที่กฎหมายขัดกันไทยบัญญัติให้นำกฎหมายแห่งถิ่นที่ทำสัญญามาบังคับก็ย่อมไม่สอดคล้องนัก เนื่องจากการนำไปหาประโยชน์ของผู้ได้รับอนุญาติให้ใช้สิทธิจะต้องปรับไปตามพื้นที่ และลักษณะของประเทศ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางการค้ามากที่สุด ดังนั้นจุดเกาะเกี่ยวที่เหมาะสม ก็น่าจะยืดหยุ่นได้ ควรใช้จุดเกาะเกี่ยวที่ใกล้ชิดที่สุดของนิติสัมพันธ์
  3. สัญญาผลิต (Production Contract) สัญญาประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการผลิตงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น เช่น กำหนดว่าจะผลิตหนังสือ ซีดีเพลง ได้กี่สำเนา เป็นต้น ซึ่งตามกฎหมายขัดกันของไทย ก็คงใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่เกิดสัญญาบังคับอีกเช่นกัน ทั้งๆ ที่ถิ่นที่ผลิตก็จะกระจายไปตามประเทศต่างๆ การใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่เกิดสัญญามาใช้บังคับแก่กรณีที่มีการผลิตในหลายๆ ประเทศ ก็คงจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงนัก

          อีกทั้งสัญญาดังกล่าวข้างต้นไม่จำต้องแยกเป็นสัญญาหลายฉบับ ซึ่งในสัญญาฉบับเดียว อาจมีเงื่อนไขของสัญญาทั้ง 3 ประเภทอยู่ก็ได้ ซึ่งทำให้สัญญาอันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เกิดความซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

          ดังนั้น ด้วยลักษณะของสัญญาอันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ซึ่งมีจุดเกาะเกี่ยวหลายจุด ทำให้กฎหมายขัดกันว่าด้วยสัญญาของไทย ซึ่งยอมรับจุดเกาะเกี่ยวตายตัว ทำให้กฎหมายขัดกันว่าด้วยสัญญาของไทยไม่เหมาะแก่การปรับใช้กับสัญญาที่ซับซ้อนเช่นนี้ 

         กฎหมายขัดกันว่าด้วยสัญญาจึงสมควรที่จะยอมรับจุดเกาะเกี่ยวที่ใกล้ชิดที่สุดของนิติสัมพันธ์ตามแบบอย่างนานาประเทศหรือไม่ จึงสมควรที่จะพิจารณาอย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อพัฒนากฎหมายขัดกันของไทยให้มีประสิทธิภาพและสอคล้องกับความก้าวหน้าของโลก

 

         

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 52237
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

ก่อนอื่นก็ต้องพิจารณาถึงนิติสัมพันธ์เสียก่อน

ต่อมาก็ต้องพิจารณาว่าจะนำกฎหมายใดมาใช้บังคับ

 ในกรณีนี้น่าจะเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนและเอกชน ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลจึงต้องนำกฎหมายขัดกันของคู่ความที่กล่าวอ้างนิติสัมพันธ์นั้น

ถ้าเป็นประเทศไทยก็ต้องนำกฎหมายขัดกันไทยมาใช้บังคับเว้นแต่จะมีสนธิสัญญา

ซึ่งก็ต้องดูตาม ทริปส์ นั่นแหละคะ

ขอบคุณสำหรับ Comment นะครับ

          ในส่วนของบทนำ เป็นการกล่าวนำเรื่องของ Licensing Agreement ที่มีลักษณะระหว่างประเทศ ซึ่งกฎหมายที่นำมาใช้ก็คือ กฎหมายขัดกัน 

          แต่บทต่อๆมา จะชี้ให้เห็นว่า เงื่อนไขหลักของ Licensing Agreement ที่มีลักษณะระหว่างประเทศมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง และจะชี้ให้เห็นว่า จุดเกาะเกี่ยวที่ใกล้ชิดที่สุด จะไม่มีเพียงหนึ่งเดียวแล้ว และอาจจะมีประเด็นอื่นๆสอดแทรกขึ้นมา

          และขอขอบคุณอีกครั้ง สำหรับ Comment นะครับ และอยากจะขอให้ช่วย Comment ในบทต่อๆ ไปด้วยนะครับ เพราะอาจจะมีข้อบกพร่องบางประการที่ต้องแก้ไข

ขอบคุณครับ