เนกขัมมบารมี



“เนกขัมมบารมี” เป็นการสร้างบารมีของนักบวชนักพรต เป็นคุณธรรมของพระอนาคามี ในจิตในใจนี้จะไม่มีนิมิตหมายว่าเป็นผู้หญิงเป็นผู้ชาย

นี้พวกเราพากันมาบวชมาอยู่วัด ถือว่าเรามาเจริญเนกขัมมะบารมี เว้นจากการฟังเพลง ฟ้อนรำ เว้นจากการมีความสุขสนุกสนาน เพลิดเพลินในเรื่องหนัง ละคร นิยาย ทั้งสมัยเก่าสมัยใหม่และสมัยปัจจุบัน

โทรศัพท์มือถือหรือว่าอินเตอร์เนท เฟซบุ๊ค พวกนี้ถือว่าเป็นข้าศึกต่อการบำเพ็ญ  เนกขัมมบารมี พระเราเณรเราหรือว่าผู้ปฏิบัติธรรมของเราถ้ายังเกลือกกลั้วด้วยสิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ธรรมะมันไม่เกิด ปัญญาไม่เกิด จิตใจมันตกต่ำ จิตใจมันเศร้าหมอง”

ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลายต้องเคร่งครัด ต้องเข้มงวดกับตัวเอง จิตใจต้องเข้มแข็ง  ไม่อ่อนแอ ปฏิปทาต้องแน่นอน ต้องตั้งมั่นไม่ลูบ ๆ คลำ ๆ

เรามาคิดดูเหตุการณ์ที่ผ่านมา บางท่านก็มีศรัทธาตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติเนกขัมมบารมี แต่ไปพ่ายแพ้อารมณ์ของตัวเองก็ทำให้ตัวเองนั้นตกต่ำแล้วก็เสื่อมลง จิตใจไม่มีกำลัง จิตใจหมดศรัทธาในการประพฤติปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันเป็นอันตรายสำหรับ  พระผู้ใหม่และก็เป็นอันตรายต่อท่านผู้เก่าที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนพิจารณาจิตใจของตนเองว่า “จิตใจของตนเองนั้น เป็นอย่างไร...?” ได้บำเพ็ญเนกขัมมบารมีเหมือนพระพุทธเจ้าท่านพาเราทำหรือไม่  หรือว่าไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตนเองเลย

ความสุขความสะดวกความสบายทางโลก ๆ ทางวัตถุ พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกเราสอนเราว่า “มันไม่จีรังยั่งยืน มันเจือปนด้วยยาพิษ...”

อย่างเราเป็นพระเป็นเณรจิตใจมันก็อ่อนแอ มันเลยคิดแต่เรื่องความสุขความสบายอย่างโลก คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงเรื่องอยู่เรื่องกินเรื่องเที่ยว ตลอดจนคิดถึงเพศตรงกันข้าม

ถึงแม้ร่างกายของเราจะมาเป็นเพศนักบวช ปลงผม ห่มจีวรซ้อนผ้าสังฆาฏิ แต่จิตใจของเรานั้นยังเกลือกกลั้วคลุกคลีในเรื่องทางโลกทางวัตถุ ถ้าเราเป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้า  ท่านตรัสว่าเรายังมีอันตราย ถึงจะบวชกี่ปีการบวชของเรานั้นก็เป็นหมัน มันไม่เกิดประโยชน์ ธรรมมันจะเกิดไม่ได้ ปัญญามันจะเกิดไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านเมตตาเราเป็นห่วงเรา กลัวเราจะพากันหลงในสิ่งเหล่านี้

คนเรานะถ้าจะคิดว่าทำทุกอย่างเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นมันคงเป็นไปไม่ได้...!

ที่เราทำไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าไม่ได้นั้นแสดงถึงความที่เรายังยึด  ยังถืออยู่ การรักษาศีลพระพุทธเจ้าท่านถึงบัญญัติว่าไม่ให้เราทำอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น

ศาสนาเสื่อม... ศาสนานี้มันไม่ได้เสื่อมนะแต่เพราะหัวใจของทุก ๆ คนมันเสื่อม  มันเป็นประชาธิปไตย มันทำกับทุก ๆ วัด วัดป่าก็มีโทรศัพท์ วัดบ้านก็มีโทรศัพท์  ถ้าใครไม่มีโทรศัพท์เขาเรียกว่า “แปลกประหลาด...!

พระพุทธเจ้าท่านให้พระเณรทุก ๆ รูปพิจารณาให้ดี ๆ ถ้ามิอย่างนั้นการบวชของเรา  ก็จะไม่เกิดประโยชน์ การบวชของเราก็จะเป็นหมัน ทำให้วัดนั้น ๆ เสื่อม ทำให้สังคม  ส่วนรวมเสื่อม ทำความชั่วทำสิ่งที่ไม่ดี ใหม่ ๆ ก็ละอาย หลบ ๆ ซ่อน ๆ นาน ๆ ไปกลายเป็นความไม่ละอายต่อบาปไม่เกรงกลัวต่อบาป ต่อไปก็ไม่เลย ไม่มีเลย ไม่ละอาย...

แต่ก่อนแอบมีโทรศัพท์ตั้งเตือนใช้ระบบสั่นสะเทือน อยู่ต่อหน้าโยมจะโทรก็หลบ ๆ ซ่อน ๆ นาน ๆ ไปก็โทรได้ทั้งอยู่ในที่ชุมชนหรือหน้าประชาชน หรือแม้กระทั่งกำลังทำวัตรสวดมนต์

การเจริญเนกขัมมบารมีสำคัญมาก...

สังเกตดูผู้บวชมาไม่ว่าจะเป็นพระเณรหรือแม่ชี จิตใจเขาไม่ทิ้งเรื่องทางโลกทางบ้าน อย่างนี้ปัญญามันไม่เกิด ธรรมะมันไม่เกิด

ทำวัตรก็ขยันทุก ๆ วัน นั่งสมาธิเป็นชั่วโมง ๆ แต่ปัญญาไม่เกิด เพราะอะไร...? เพราะว่าเราไม่ทิ้งทางครอบครัว ญาติ ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ไปห่วงลูก กลัวลูกมันจะไม่รวย กลัวลูกมันจะเอาตัวรอดไม่ได้ เป็นห่วงหลาน ลูกไปทำงานไม่มีใครเลี้ยงหลาน นั่งสมาธิก็นั่งทางกายแต่ใจมันไปเลี้ยงหลาน ใจไปอยู่กับธุรกิจหน้าที่การงานโน่น...

เป็นพระยังอยากรวยอยู่ เป็นแม่ชีมันก็ยังอยากจะร่ำจะรวยอยู่ มันยังอยากถูกหวยอยู่  ยังอยากถูกเลข ถูกเบอร์ เราคิดดูมันก็น่าอายนะ เป็นพระเป็นเณร เป็นแม่ชี มันยังอยากรวยอยู่

ถ้าเราไม่ฝึกปล่อยไม่ฝึกวาง จิตใจของเราจะเข้าถึงเนกขัมมะไปไม่ได้ เพราะใจของเรามันเศร้าหมอง ทำให้ปัญญาไม่เกิด เมื่อบวชหลายปีมันก็คิดท้อแท้แล้ว ทำไมธรรมะไม่เกิด..  ?

ถ้าเรามาคิดดู มันจะเกิดได้อย่างไรเพราะเราไม่ได้ประพฤติปฏิบัติเนกขัมมบารมีเลย เราไม่ได้ละได้วางได้ทิ้ง ญาติโยมมากราบไหว้เรา เราก็ยังกระดากใจอยู่เพราะเรามันไม่มีอะไรให้เขากราบเขาไหว้ มีแต่กิเลส ตัณหา อุปาทาน เรานี้แย่มาก อยู่ไปหลายปี บวชหลายปี  ยังพากันสึก เพราะเราไม่พากันเจริญเนกขัมมบารมี

เราเคยอยู่บ้าน เราเคยดูหนังฟังเพลง เราเคยท่องเที่ยว จิตใจมันชำนิชำนาญในสิ่งเหล่านั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงให้เรามาหยุดสิ่งเหล่านั้น มาทิ้งสิ่งเหล่านั้น เห็นภัยเห็นโทษในสิ่งเหล่านั้น ถึงใจมันจะชอบจะยินดี เราก็จำเป็นที่จะต้องปล่อยต้องวาง

ส่วนใหญ่เราทุก ๆ คนน่ะมันยังไม่ได้แก้ไขตัวเองแล้วก็พากันไปคิดว่าวัดโน้นเขาปฏิบัติดี ครูบาอาจารย์เขาเข้มงวดดี ต้องไปอยู่วัดนั้นวัดนี้บางทีก็จะได้ดีกับเขาบ้าง เราไปอยู่ที่ไหน  ครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติให้เรานะ ทุกท่านทุกคนต้องตั้งใจเอาเอง ปฏิบัติเอาเอง

“อดเอา ทนเอา ฝืนเอา” ความอดทนนี้ทำให้เกิดศีล เกิดสมาธิ เกิดปัญญา

เราอย่าไปว่าเป็นเพราะครูบาอาจารย์ เป็นเพราะเพื่อนฝูง เป็นเพราะรูปเสียงมากวนเรา สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้มากวนเรา แต่เป็นเพราะเราไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ สิ่งเหล่านั้นมันถึงมาเกิดที่จิตที่ใจของเรา

พระพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งใจปฏิบัติปักหลักต่อสู้ การปฏิบัติอย่าเป็นคนสมาธิสั้น  ทำอะไรก็จับจดไม่หนักไม่แน่น

ญาติโยมที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ ถือว่าเวลาชีวิตมันใกล้ชิดเข้ามาทุกที...

พระพุทธเจ้าท่านให้เราฝึกชำระจิตใจของตนให้ขาวรอบ ฝึกตัดอาลัยในลูกในหลาน  ฝึกตัดอาลัยในเรื่องเป็นเรื่องตาย เรื่องร่ำเรื่องรวย เรามาคิดดูนะ ไอ้ลูกของเรานี้ที่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ลูกของเรา เพียงแต่เขามาเกิดกับเราเพื่อสร้างความดี สร้างคุณธรรม มันจะเป็นลูกเราได้อย่างไร แม้แต่ตัวเรามันก็ไม่มี ตัวลูกเรามันก็ไม่มี  เดี๋ยวมันก็แก่ เดี๋ยวมันก็เจ็บ  เดี๋ยวมันก็ตาย เดี๋ยวมันก็กลายเป็นของว่างเปล่า

แต่ก่อนมีปู่ย่าตายาย มีบรรพบุรุษ เดี๋ยวนี้มันไม่มี เพราะว่ามันเป็นของไม่มี  มันเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว ชั่วขณะ

เราต้องฝึกปล่อย ฝึกวาง ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เราจะเกิดมาเสียชาติเกิด  ไม่ได้สร้างความดี สร้างคุณธรรม มัวแต่มาหลงสมบัติ หลงลูกหลานอยู่นี้

เราก็ลองมาคิดดูดี ๆ นะ คนที่เขาตายไปเขาเอาอะไรไปด้วยไหม...? เกิดมาก็ไม่ได้เอาอะไรมา มีแต่ตัวเปล่า ๆ เขาสรรเสริญเราว่าดีอย่างนี้เก่งอย่างนี้ มีบุญมีวาสนา เราก็หลง  ก็โป่งก็พองก็ชื่นก็บาน ทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นของมันอยู่ปกติอย่างนี้ เขาว่าเราไม่ดีไม่เก่ง ว่าเรายากจน ว่าเราโง่ไม่ฉลาด ใจของเราก็เหี่ยวแห้ง

เราดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่รู้จักคิดพิจารณาในสิ่งที่เขาสรรเสริญนินทาปัญญาเราก็ไม่เกิด เพราะว่าอันนี้มันเป็นโลก มันไม่ได้เป็นธรรม โลกมันทำเรา เพราะเราไม่รู้จัก

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้เราพัฒนาตัวเอง อย่าให้โลกธรรมมาครอบงำจิตใจของเรา เพราะสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นชั่วขณะ มันตั้งอยู่ไม่ได้นาน ไม่เกิน ๗ วันนะ ถ้านานกว่านี้เดี๋ยวเราก็เป็นโรคประสาท

พยายามฝึกปล่อยฝึกวางในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราไปจมอยู่กับลูกกับหลาน ไปจมกับเรื่องจนเรื่องรวยอย่างนั้นปัญญาของเราไม่เกิดแน่ ไม่รู้จักทำจิตใจของตนให้ขาวรอบ...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

ค่ำวันอังคารที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 522278เขียนเมื่อ 13 มีนาคม 2013 21:52 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 มีนาคม 2013 21:59 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี