ท่านปรารถนาให้ชนรุ่นหลังกล่าวขานถึงท่านอย่างไรซึ่งท่านเท่านั้นที่จะเป็นผู้เลือกเดิน

ผมนำมาจาก Blog CP all แต่ผมสรุปประเด็นที่น่าสนใจการบริหารแบบสามก๊กนั้น ผมขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญแบบนี้ครับ 


หมวดว่าด้วย การนำคน/เป็นผู้นำ 

     หากเรามองดีๆนะครับ และเอาแบบหลากหลายผู้นำใน 3 ก๊กมีหลายแบบ ทั้งผู้นำที่ระแวง ผู้นำที่อ่อนน้อม และผู้นำที่เก่งกาจ  แต่ทั้งหมดทั้งมวลหากท่านอ่านเรื่องนี้สัก 3 รอบขึ้นไป แก่นหลักๆ และเป็นประเด็นคือ การเลือกใช้คนอย่างเหมาะสมถูกที่ ตามกาละเทศะ หรือรู้ว่าใครควรทำที่ไหน และบริหารเขาอย่างไร ก่อนอื่นๆ บริหารอย่างไรเพื่อได้ใจเขามา และมาอย่างเต็มที่ เมื่อได้เขาเหล่านั้นมาท่านจะเป็นดั่งพญาเสือติดปีกทีเดียว สังเกตการใช้คน อาทิ การใช้แบบโจโฉ เป็นการใช้แบบเน้นผลประโยชน์และตามด้วยลาภยศ แต่การใช้แบบเล่าปี่วางตำแหน่งนำมาสู่พี่น้อง แต่ต่างมีดีอ่อนต่างไป ผมไม่บอกว่าแบบไหนดีนะครับ...................แต่อีกอย่างๆ....นิดเดียวครับผู้นำเดี่ยวนั้นมักนำมาซึ่งกระบวนการที่ดีแต่...เมื่อทีมไม่ทันกระบวนการนั้นแผนจะไม่ออก ผลจะไม่ได้ ไม่รู้จะไปไหน...ท่านพิจารณาด้วย 

หมวดว่าด้วยการวางแผน 

     หมวดว่าด้วยการวางแผน การวางเป้าหมายใหญ่ และรู้เอาว่าไหนรุก ไหนรับ ไหรสร้างคน ไหนยอมเพื่อเริ่มใหม่ เหล่านี้ ตรงกับพิชัยยุทธ์ซูนวูการประเมินการออกรบ หากเมื่อเราลองเอามาปรับกับงานแต่มองว่าศัตรูคือสิ่งที่เราต้องทำให้ได้แล้ว มันจะสนุกครับ....และสนุกเอามากๆๆ ถึงมากที่สุด.....

หมวดว่าด้วยการใช้ลูกน้อง 

     อันนี้ผมเองไม่มั่นใจว่าหยิบเอามาถูกไหม แต่การบริหารลูกน้องนั้น บางคนบอกว่าก็ทำตามหน้าที่จ่ายเงินเดือนก็จบ ผมบอกเลย...ว่าท่าน "คิดผิด" เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร การที่ท่านจะบริหารคนต้องวางกระบวนการทั้งพระเดช พระคุณที่เราคุ้น.............หมายถึงให้คุณ และสร้างโทษเป็นต้น ตราบใดที่เราอ่อนอย่างใดอย่างหนึ่งการบริหารนั้นจะประสบปัญหา(On process) ในกระบวนการทำงาน การทำงานจึงเน้น ...การใช้คน  การให้รางวัล  การสนับสนุน  การฝึกฝน และการปลอบโยนไปพร้อมกัน

บุคลลิกการบริหารทั้ัง 3 ขุนพล......

“โจโฉ” เป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ความสามารถของโจโฉได้รับการยอมรับทั้งด้านวรรณกรรมและการเมืองทหาร เป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดในวรรณกรรมสามก๊ก มีอารมณ์ขันแอบซ่อนอยู่ในความเหี้ยมโหด และด้วยนิสัยขี้เล่นมีอารมณ์ขันอย่างตรงไปตรงมา จึงมีส่วนช่วยให้โจโฉประสบความสำเร็จในทางการเมือง 

การบริหารสไตล์ “โจโฉ” เน้นเรื่องการบริหารคน เพราะบุคลากรที่มีคุณภาพเปรียบเสมือนเป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กร จึงคัดเลือกคนที่มีความสามารถและจัดคนให้เหมาะกับงานที่มอบหมาย โดยไม่ถืออคติต่อภูมิหลัง ไม่ยึดหลักศักดินา ไม่ยึดพวกพ้องเครือญาติ ขอแค่เป็นคนที่มีความสามารถไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่วก็จะเปิดโอกาสให้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ทำให้ลูกน้องตื่นตัวตลอดเวลา มีการแข่งขันกันสูง เพราะเต็มไปด้วยคนเก่ง และใช้เกณฑ์การประเมินที่ยุติธรรม ด้วยการวัดจากผลงาน ใครทำถูกใจก็ได้ความดีความชอบไป ใครผิดพลาดก็ถูกลงโทษ นอกจากนี้ยังรู้จักใช้จิตวิทยาจัดการกับลูกน้อง ทำให้โจโฉได้ใจลูกน้อง มีทั้งกุนซือและยอดขุนพลมากที่สุด แต่ด้วยเหตุที่ต้องการผลสำเร็จเป็นสำคัญ ทำให้โจโฉต้องติดภาพเหี้ยมโหดไปโดยปริยาย

“เล่าปี่” เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์โชกโชน มีสายตาอันแหลมคมเป็นที่ประจักษ์ ถือได้ว่าเป็นเลิศในสามก๊ก สามารถอ่านคนทะลุถึงศักยภาพภายใน ชี้จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละคนออกมาได้อย่างชัดเจน

การบริหารสไตล์ “เล่าปี่” คือ ค่อยเป็นค่อยไป กองทัพของเล่าปี่เปรียบเสมือนกองทัพเอสเอ็มอี ที่ให้ญาติพี่น้องมาช่วยกันบริหารในแต่ละฝ่าย และกล้าที่จะใช้คน นั่นคือ ขงเบ้ง ที่เก่งทางด้านการบริหาร การจัดรูปแบบ และการจัดการองค์กรให้เหมาะสมกับลักษณะงานต่างๆ สามารถมองอนาคต มีวิสัยทัศน์ และวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำ เป็นการบริหารงานอย่างมีระบบ ต่างจากแบบเดิมที่เป็นระบบเถ้าแก่หรือระบบครอบครัวของเล่าปี่ ถึงแม้ว่าเล่าปี่จะล้มลุกคลุกคลานครึ่งชีวิต พ่ายแพ้ศึกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ที่สามารถประสบความสำเร็จในบั้นปลายด้วยจุดเด่นคือ ความเชื่อมั่นในความสามารถของลูกน้อง สร้างบารมีด้วยคุณธรรมจนเป็นที่เคารพนับถือของลูกน้องและคนในปกครอง มัดใจด้วยใจ ทำให้ได้ลูกน้องที่จงรักภักดีมากมาย ความสำเร็จมาจากพื้นฐานง่ายๆ คือ ยึดมั่นในคุณธรรมและเมตตาธรรม ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญมาจนทุกวันนี้

“ซุนกวน” เป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในสามก๊ก สืบทอดอำนาจมาจากพ่อและพี่ชาย มีความสามารถในการบริหารผสมผสานทีมงานต่างรุ่นตั้งแต่รุ่นเก่าไปจนถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรักษาความเข้มแข็งของก๊กที่รวมเหล่าเก่งไว้มากมาย ทั้งขุนพล แม่ทัพ และที่ปรึกษา มากกว่าผู้นำคนใดในสามก๊ก ถึงกับได้รับการยกย่องจากโจโฉว่า มีลูกชายต้องมีให้ได้อย่างซุนกวน

การบริหารสไตล์ “ซุนกวน” ด้วยการเป็นผู้นำที่มีศักยภาพ จุดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่การนำทัพออกรบ แต่เน้นการบริหารทีมงานให้เกิดความสามัคคี ด้วยนโยบายการบริหารคน คือ วัดคนที่ความสามารถ ไม่ถือรุ่น ไม่ถืออายุ รู้จุดเด่นจุดด้อยของลูกน้อง ส่งเสริมการพัฒนาตนเอง ดังนั้น แนวทางการบริหารของซุนกวนจึงต่างจากผู้นำเผด็จการของโจโฉ และแบบของเล่าปี่ที่มีขงเบ้งเป็นซีอีโอ ตรงที่ซุนกวนจะให้มีการประชุมขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู้ เปรียบเสมือนคณะที่ปรึกษา โดยให้ทุกฝ่ายนำข้อมูลเหตุผลมาวิพากษ์วิจารณ์และถกประเด็นกัน ส่วนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของซุนกวน แต่ด้วยจุดอ่อนที่เป็นคนตัดสินใจไม่เด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อเจอกับเหตุการณ์คับขัน และต้องแบกรับภาระดูแลกิจการของครอบครัวไม่ให้ล้มละลาย การตัดสินใจจึงต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขความอยู่รอดเป็นหลัก ทำให้ไม่มีทิศทางการเมืองที่ชัดเจน หวังเพียงแค่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ที่พลิกผันตลอดเวลา

     และนี่ก็เป็นสไตล์การบริหารจัดการของผู้นำในยุคสามก๊กที่พอจะสรุปได้ว่า ผู้นำไม่ว่าจะในระดับโลก ระดับชาติ ระดับองค์กร ต่างก็สามารถเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้การบริหารจัดการให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะในที่สุดแล้ว ไม่มีใครจะดำรงความเป็นผู้นำได้ตลอดกาล ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คงเหลือไว้แต่ชื่อเสียงที่สะสมไว้ในขณะที่ยังคงเป็นผู้นำ ขึ้นอยู่กับว่า ท่านปรารถนาให้ชนรุ่นหลังกล่าวขานถึงท่านอย่างไรซึ่งท่านเท่านั้นที่จะเป็นผู้เลือกเดิน