บรรทึกปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ฉบับที่ สอง : ครูอาชีพ 

  ดร.พนม   พงษ์ไพบูลย์

            เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะมีคนมาหามาขอพบปลัดกระทรวงอยู่เป็นประจำ เรื่องที่มาพบมีอยู่มากมายหลายอย่าง   เป็นต้นว่ามาขอให้ช่วยย้ายญาติ มิตร ลูก หลาน จากท้องถิ่น
ที่อยู่ห่างไกลให้มาอยู่ที่สะดวกสบายหน่อย ร้อยละเก้าสิบ อ้างเหตุว่าสุขภาพไม่ดี พ่อแม่แก่ชรา ห่างไกลครอบครัว ถ้าเป็นฤดูรับนักเรียนก็เป็นเรื่องขอให้ฝากเข้าเรียนในโรงเรียนดังๆ ถ้าเป็น
ข้าราชการบางคนก็มาขอให้ช่วยเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มาระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจเรื่องการศึกษาของชาติ เช่นเรื่องหลักสูตรว่าทำไมไม่สอนเรื่องโน้น
เรื่องนี้ให้มาก ๆ ทำไมไม่เข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย ทำไมไม่สอนให้เหมือน ๆ กันทั้งประเทศ ครูสอนไม่ดี ผู้บริหารไม่รับผิดชอบ   บางคนก็มาขอให้ไปสร้างโรงเรียนใหม่   อาคารใหม่ใน
ท้องถิ่นของตน
           มีเรื่องหนึ่งที่สะดุดใจเพราะเห็นว่ามีหลายคนพูดถึงแม้ในการประชุมสัมมนาหลายๆ ครั้ง  คนก็เป็นห่วง อยากให้มีการปรับปรุงแก้ไขโดยด่วนคือ เรื่องของครู ปัญหาของครูมีตั้งแต่
ปัญหาส่วนตัวของครู คือครูมีหนี้สินมาก ปัญหาเรื่องความประพฤติ เพราะมีข่าวเรื่องครูกระทำอนาจารศิษย์   ครูไปเกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด    ครูขาดความรู้ความสามารถที่จะจัดการเรียนการสอนให้ได้ผลดีตามความคาดหวังของหลักสูตร   ครูสอนไม่เป็น  วัดผลไม่เป็น   และครูไม่พัฒนาตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลก นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดครูในบางสาขาวิชา ครูเกินในบางสาขาวิชา ครูล้นในบางพื้นที่ และขาดครูในบางพื้นที่หลายคนสรุปให้ฟังว่าถ้าครูของเรายังมีปัญหา   แล้วเราจะคาดหวังคุณภาพการศึกษาของชาติได้อย่างไร  
           ปัญหาของครูที่สำคัญที่สุด คงจะเป็นเรื่องของจัดการเรียนการสอนของครูหรือถ้าจะใช้ภาษาให้ทันสมัยขึ้น   ก็คือเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน    เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา ส่วนปัญหาเรื่องอื่นเป็นปัญหาส่วนตัว ก็ไม่ใช่ไม่มีผลกระทบ แต่มีผลกระทบโดยอ้อมเป็นเรื่องที่น่า 2 ประหลาดที่คนวิพากษ์วิจารณ์ว่าครูสอนไม่เป็นครูขาดความรู้ความสามารถ ถ่ายทอดความรู้ไม่เป็น ทั้งๆ ที่ครูมีอยู่ในระบบปัจจุบันกว่าร้อยละแปดสิบจบการศึกษาระดับปริญญาตรี      และส่วนใหญ่จบจากสถาบันฝึกหัดครู    ซึ่งเป็นของรัฐ   รัฐเป็นผู้ควบคุมดูแลหรือว่าครูที่สถาบันเหล่านี้ผลิตออกมายังไม่ได้คุณภาพมาตรฐานดีพอ หรือเป็นเพราะครูเหล่านี้มีมาตรฐานดีแล้ว แต่ขาดการพัฒนาตนเองจนทำให้ล้าสมัย ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีและมีคุณภาพ
           ที่จริงในระบบปัจจุบันปีหนึ่ง ๆ มีผู้จบทางครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์จำนวนมากถึงประมาณ 40,000 คน ในขณะที่ครูใหม่ที่รับเข้าไปปีหนึ่งเพียงประมาณ 3,000 - 4,000 คน  คิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ของผู้จบการศึกษาเท่านั้นเอง การคัดสรรคนจำนวนน้อยจากคนกลุ่มใหญ่ ๆ เช่นนี้ น่าจะได้หัวกะทิชั้นดีมาเป็นครู และไม่ควรจะมีปัญหาใด ๆ แต่คำอธิบายจากหลาย ๆ คนก็คือ    แม้ว่าจะเป็นการเลือกคนจำนวนน้อยจากกลุ่มคนจำนวนมากก็ตามในปัจจุบันคนที่มาเรียนครูมักเป็นผู้ไม่รู้จะไปเรียนอะไรดีหรือเข้าเรียนอย่างอื่นไม่ได้ต่างจากสมัยก่อนที่คนเรียนครูจำนวนมากเป็นคนเก่ง   เห็นว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ   จึงมาเรียนครู   จึงได้คนเก่งมาเป็นครู
           ในฐานะที่ผมเองเคยเป็นนายกสภาประจำสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่ง เป็นกรรมการสภาสถาบันราชภัฏ   ซึ่งเป็นแหล่งผลิตครูใหม่ก็ได้เห็นข้อมูลพอสมควรว่าในปัจจุบันยังมีคนเก่งไม่น้อยเลยที่มาเรียนครู   โดยเฉพาะคนที่มาจากชนบทมีฐานะไม่ค่อยดีนัก   เพราะการเรียนที่สถาบันราชภัฏมีค่าใช้จ่ายน้อย   อยู่ใกล้บ้านเหมาะสำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยส่งลูกหลานไปเข้าเรียน
           แล้วอะไรคือสาเหตุใหญ่ ที่ครูมีปัญหาในเรื่องคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู 
           ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสรุปให้ผมฟังว่าต้นตอของปัญหาทั้งหลายไม่ใช่อยู่ที่ความรู้ความสามารถ   ไม่ใช่อยู่ที่ฐานะทางเศรษฐกิจหรือฐานะทางสังคม แต่อยู่ที่จิตวิญญาณของความ
เป็นครู ครูสมัยก่อนเป็นครูทั้งชีวิต คือนอกจากทำหน้าที่ให้การ 3 ศึกษาอบรมแก่ลูกศิษย์แล้วยังมีความเอื้ออาทรห่วงใย รักใคร่ผูกพัน ปรารถนาอยากให้ลูกศิษย์เติบโตก้าวหน้าเป็นคนดี
มีความสุข มีความสำเร็จ ครูสมัยก่อนมีเงินเดือนไม่มาก แต่ทำหน้าที่ด้วยความรัก จึงทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับศิษย์   แต่ครูสมัยนี้ขาดความรู้สึกผูกพันเช่นนี้    ทั้งที่มีเงินเดือนสูงกว่าเมื่อก่อนมาก
           ผมเคยเขียนเรื่องที่เคยสนทนากับ พล.อ.เปรม ไว้ครั้งหนึ่งในเรื่องความสุขในชีวิตอยากขออนุญาตเอ่ยอ้างชื่อท่านไว้อีกสักครั้งหนึ่ง    ในครั้งนั้น ฯพณฯ พล.อ.เปรม ถามผมว่า
“ปลัดรู้ไหม อาชีพครูกับครูอาชีพเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร” ในงานนิทรรศการมหกรรมการศึกษาปี 2000   มีซุ้มแสดงเรื่อง “ครูมืออาชีพ”   ท่านทักว่าไม่น่าจะถูกต้อง
ผมถามว่าถ้าอย่างนั้น เรียกว่า “ครูวิชาชีพ” จะได้หรือไม่    ท่านก็ตอบว่าไม่ใช่ คือไม่ใช่ทั้ง “ครูมืออาชีพ”   และ “ครูวิชาชีพ” ที่ถูกควรเป็น “ครูอาชีพ”
                ท่านอธิบายต่อไปว่า “ครูอาชีพ” คือ ครูที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้านที่จะเป็นครู คือ มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการให้การศึกษาอบรมศิษย์ในทุกๆ ด้าน มีความ
ประพฤติดี วางตัวดี เอาใจใส่ดูแลศิษย์ดี มีวิญญาณของความเป็นครูและปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู   ส่วนอาชีพครูคือคนที่มายึดอาชีพครู    เพื่อให้ได้ค่าตอบแทน
มาดำรงชีพ ขาดจิตวิญญาณของความเป็นครู   จึงปฏิบัติหน้าที่ครูเพราะมีหน้าที่ที่จะต้องทำ   ไม่ใช่เพราะมีใจรักที่จะทำประเทศไทยต้องการ “ครูอาชีพ”   ไม่ใช่ “อาชีพครู” ขณะนี้เรามีคนที่มีอาชีพครูมาก   แต่มี “ครูอาชีพ” น้อย เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ท่านหันมาถามผมอีกครั้งหนึ่ง
                ครับคำพูดของ พล.อ.เปรม ทำให้ผมต้องคิดหนัก ภาพลักษณ์ของครูที่ถูกมองว่าเป็นอาชีพครู ไม่ใช่ครูอาชีพ   ย่อมเป็นปัญหาใหญ่ทางการศึกษาอย่างแน่นอนและเป็นความ
จริงที่หลาย ๆ คนมองเห็นอยู่ และอยากเห็นว่ามีการปฏิรูป ผมเห็นว่าจิตวิญญาณของความเป็นครูน่าจะมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เพราะจะ 4 เป็นตัวกำหนดให้คนรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ ทุ่มเทเสียสละ เพื่อคุณภาพการศึกษาของศิษย์ คนที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูคงไม่ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทางจนเป็นที่ครหานินทาของผู้อื่น    เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็ตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ศิษย์    คนที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูคงต้องรู้จักพัฒนาตน แสวงหาความรู้ใส่ตน    เพื่อว่าตนจะได้ถ่ายทอดความรู้    ความคิดและมีเทคนิคในการส่งเสริมสนับสนุนให้ศิษย์ได้เรียนรู้อย่างกว้างขวางและหลากหลาย คนที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูย่อมรักใคร่ห่วงใย   และมีความปรารถนาดีต่อศิษย์   กล่าวได้ว่าต้นตอของการได้ครูดี ครูที่พึงประสงค์ “ครูอาชีพ”   จึงน่าจะอยู่ที่จิตวิญญาณนี้   จากนั้นก็ต้องพัฒนาครูให้มีความ
พร้อมในด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย
                พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542กำหนดให้มีมาตรฐานวิชาชีพใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และมีมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะช่วยให้เกิด “ครูอาชีพ” ขึ้นได้ไม่น้อยทีเดียว   แต่สิ่งที่หลายคนยังเป็นห่วงคือเกรงว่ามาตรฐานวิชาชีพจะให้ความสำคัญกับคุณวุฒิทางการศึกษา มากกว่ามาตรฐานจิตวิญญาณความเป็นครู    ซึ่งเป็นเรื่องที่กำหนดยาก และวัดยาก แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น
                ผมชอบใจความคิดเรื่อง “ครูอาชีพ” ของ ฯพณฯ ท่านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงขอจดบันทึกเรื่องนี้ไว้ เพื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะได้นำไปพิจารณาหาทางให้บังเกิด
เป็นผลสำเร็จต่อไปในวันข้างหน้า

แหล่งที่มา : http://www.moe.go.th/web-panom/article-panom/book-panom02.htm