โดยราคาเหมาซื้อในราคาที่ต่ำสุด อาจพุ่งขึ้นสูงถึง 45 - 50 บาทได้ หากยังคงมีรายการแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อน แย่งซื้อแบบมังกรกัดกันเอง หรือ ล๊ง ถล่ม ล๊ง อย่างนี้อีกต่อไป ทำให้ปัจจุบันราคาซื้อขายลำไยสดในเขตจันทบุรี มีราคาสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ หากตลาดยังคงเป็นอย่างนี้อีกไม่นานอาจมีการทำสัญญาเหมาซื้อจากเกษตรกรต่อเนื่อง 2-3 ปีอย่างแน่นอน

 ลำไย : ชุมชนคนสนใจเรื่องลำไย ถามตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

https://www.facebook.com/groups/www.longankipqew/

หรือ

http://www.gotoknow.org/dashboard/home/#/posts/545415/edit

สาวน้อยใจดี นู๋ยุ้ยแก้มตุ่ย

https://www.facebook.com/profile.php?id=100000397078840

.

ปีนี้ลำไยสดของจันทบุรี เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการตลาดครั้งใหญ่ เถ้าแก่ชาวจีนรายใหม่ๆ ให้ราคาเหมาซื้อขายลำไยสูงเป็นประวัติการณ์

รายงานข่าวด่วน   ขณะนี้มีเถ้าแก่ชาวจีนรายใหม่ๆ หอบกระสอบเงินหลายล้านบาท มาหาเหมาสวนลำไยในเขตอำเภอสอยดาว โป่งน้ำร้อนกันแล้ว โดยวางมัดจำเป็นเงินสดตั้งแต่หลักหลายแสน ไปจนถึงหลายล้านบาท สำหรับสวนลำไยที่คาดว่าจะเก็บผลผลิตได้ในปลายปี 2556 ถึงตรุษจีน 2557

              รายงาน โดยเห็นมากะตาตัวเองเลยว่า  มีนายหน้าเหมาสวนลำไยพาเถ้าแก่ชาวจีนหน้าใหม่ๆ มาดูเหมาซื้อผลผลิตของสวนลำไย เพียงดูจากใบลำไย แล้วตกลงเหมาซื้อกันเลย  ทำให้ขณะนี้ราคาเหมาขายลำไยสดพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยลำไยที่คาดว่าจะราดสารฯ ในเดือนมีนาคม มีราคาเหมาอยู่ที่ 40 - 45 บาท/กิโลกรัม  และคาดว่าราคาจะยังไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่  โดยราคาเหมาซื้อในราคาที่ต่ำสุด อาจพุ่งขึ้นสูงถึง 45 - 50 บาทได้ หากยังคงมีรายการแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อน แย่งซื้อแบบมังกรกัดกันเอง หรือ ล๊ง ถล่ม ล๊ง อย่างนี้อีกต่อไป ทำให้ปัจจุบันราคาซื้อขายลำไยสดในเขตจันทบุรี มีราคาสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์  หากตลาดยังคงเป็นอย่างนี้อีกไม่นานอาจมีการทำสัญญาเหมาซื้อจากเกษตรกรต่อเนื่อง 2-3 ปีอย่างแน่นอน

ความเป็นมาของการค้าลำไยในเขตอำเภอสอยดาวจังหวัดจันทบุรี

                แต่เดิมในเขตอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี มีล๊งรับซื้อผลผลิตลำไยจำนวน 3 ราย ราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ 7-15 บาท/กิโลกรัม  และรับซื้อผลผลิตที่หน้าล๊ง เกษตรกรชาวสวนลำไยต้องขนมาขายเอง จึงมีอาชีพนายหน้ารับเก็บลำไยไปขายหน้าล๊ง บางรายพอมีทุนก็เริ่มเหมาสวนลำไย เพื่อเก็บไปขายทำกำไรเอง ทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยมีรายได้น้อยลงกว่าเดิม  จนถึงขั้นขาดทุน จนในที่สุดสู้ไม่ไหว จึงตัดสินใจโคนต้นลำไย เพื่อไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นๆ แทน

                หลังจากหาข้อมูล ข้อตกลงระหว่างประเทศ พบว่าผลจากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ทำให้ประเทศไทยมียอดการสั่งซื้อมันสัมปะหลัง และยางพาราจากประเทศจีน เป็นจำนวนมาก  ทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยโคนต้นลำไย เปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลัง และยางพาราเป็นจำนวนมาก  ทำให้คนจนอย่างบ้านยุ้ย ก็ตัดต้นมะขามทิ้งเหมือนกัน เนื่องจากราคาตกต่ำมาก แต่เนื่องจากไม่มีทุนระยะยาวที่จะปลูกยางพาราที่ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี หรือแม้แต่จะรอระยะ 1 ปี สำหรับการปลูกมันสำปะหลัง เลยต้องไปปลูกข้าวโพดซึ่งใช้ระยะเวลาเพียง 3 เดือน และปีหนึ่งสามารถจะปลูกข้าวโพดได้ถึง 2 ครั้ง  ทำให้มีกำไรพอหมุนเวียนนำเงินมาใช้ดอกเบี้ย ธกส. และใช้ชีวิตอยู่กันไปปีต่อปี

                หลังจากนั้น ในปี 2553 เป็นต้นมา จึงทำให้มีล๊งรับซื้อผลผลิตลำไย เริ่มเข้ามาตั้งใหม่เพิ่มอีกประมาณ 5 ราย ทำให้เกิดการแย่งผลผลิตลำไยกันมากขึ้นส่งผลให้ราคาลำไยเขยิบขึ้นมาถึงกิโลกรัมละกว่า 17-25 บาทอาชีพนายหน้ารับตัดและขนลำไยไปขาย จึงหันมาเป็นสายรับซื้อของล๊ง หรือเป็นนายหน้ารับเหมาซื้อเพื่อไปขายให้กับล๊งแทน  จึงเกิดรายการส้มหล่นใส่ กับเกษตรกรที่ยังไม่ได้ตัดต้นลำไยทิ้ง รวมไปถึงชาวบ้านที่มักจะปลูกต้นลำไยทิ้งไว้รอบๆ บ้าน  สามารถเก็บขายทำรายได้ให้เป็นเศรษฐีในพริบตา  ตั้งแต่นั้นมาในเขตอำเภอสอยดาว โป่งน้ำร้อน  มะขาม  จึงเริ่มมีคนเริ่มปลูกลำไยกันมากขึ้น แต่ยังไม่มากเหมือนปลูกยาพารา และมันสำปะหลัง ทำให้ราคาข้าวโพดที่บ้านของยุ้ยพอมีราคาขึ้นมากบ้างเป็นกิโลกรัมละ 4.- บาทกว่า เพราะได้อานิสงค์จาก AFTA

               เศรษฐีกัมพูชา รวมถึงคนกัมพูชาริมชายแดนเอง อยากมีกำไรในการขายมันสำปะหลัง และข้าวโพด โดยคนกัมพูชาเหล่านี้จำนวนมาก ก็อยากได้ราคาขายผลผลิตเหมือนในประเทศไทยเช่นเดียวกัน  จึงมีการแอบนำผลผลิตเข้ามาขายในประเทศไทยเพื่อส่งออกเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคามันสำปะหลัง และข้าวโพดในฝั่งประเทศไทยราคาตกฮวบ เหลือเพียงมันสำปะหลังกิโลกรัมละ 1.50 และข้าวโพดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2.- บาท แต่ช่วงนั้นในชายแดนกัมพูชายังไม่ปลูกลำไยกันมากนัก ถึงแม้ว่าลำไยจะราคาดี แต่เมื่อปลูกแล้วต้องรออย่างน้อยถึง 4 ปี จึงจะเริ่มได้ทุนคืน  แต่ก็มีบางส่วนในเขตกัมพูชา มีนักลงทุนชาวไทยไปร่วมลงทุนกับนายทุนชาวกัมพูชา ได้มีการเริ่มปลูกลำไยไว้เช่นเดียวกัน

              ในปี 2554-2555 ราคาลำไย พุ่งขึ้นมาที่กิโลกรัมละ 28-40  และ 32-45 บาท ตามลำดับ ทำให้เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกลำไยกันมากขึ้น จนไปทางไหนก็จะเห็นแต่ต้นลำไยปลูกใหม่ขนาด 1-3 ปีอยู่เป็นจำนวนมาก ปลูกโดยมีข้าวโพด กล้วยไข่ และมันสำปะหลัง ปลูกแซมๆ กันอยู่  คนจึงปลูกข้าวโพดกันน้อยมาก ทำให้ราคาข้าวโพดพุ่งขึ้นถึงกว่ากิโลกรัมละ 5.50  ในช่วงเวลานี้มีเถ้าแก่ชาวจีนหน้าใหม่ๆ เข้ามาตั้งล๊งเพิ่มขึ้นกว่า 40 ล๊ง  จึงทำให้เกิดรายการแย่งกันเหมาซื้อสวนลำไย โดยเริ่มจากการไปดูลูกลำไยช่วงเท่าเมล็ดถั่วเหลืองก็เหมาซื้อแล้ว  ต่อมาดูเพียงออกดอกก็เหมาซื้อ เรียกกันว่า “เหมามืด” และมีการวางเงินมัดจำที่สูงขึ้นให้กับเกษตรกรเจ้าของสวนลำไย

               ปัจจุบันในช่วงต้นปี พ.ศ. 2556  มีพ่อค้าชาวจีนหน้าใหม่เข้ามารับซื้อลำไย โดยเริ่มมาหาซื้อที่ดิน และทำการก่อสร้างล๊ง ระหว่างรอการก่อสร้างก็เริ่มออกเหมาสวนลำไย ก็ดึงนายหน้าเหมาซื้อลำไยของล๊งเดิมๆ ให้มาพาไปหาสวนลำไย เพื่อเหมาซื้อลำไยโดยเพียงดูจากคุณภาพของใบลำไย  โดยกวาดซื้อเหมาสวนเป็นจำนวนมาก และยังให้มัดจำในราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์  จากเดิมเคยมัดจำด้วยวงเงินประมาณ 50,000.- บาท / 12 ไร่ / ลำไยอายุ 4 ปีขึ้นไป / ประเมินผลผลิต 10-15 ตัน มาเป็นราคามัดจำที่ 100,000 - 200,000.- บาท / 12 ไร่แต่จะเน้นต้นลำไยที่มีอายุมากว่า 6 ปีขึ้นไป โดยหอบถุงเงินสดนับล้านๆ บาท  มานั่งนับจ่ายเป็นเงินมัดจำกันถึงในสวนลำไยเลยทีเดียว  นายหน้าบางคนพาเถ้าแก่มา แต่เมื่อตกลงกันไม่ได้  วันรุ่งขึ้นก็พาเถ้าแก่คนใหม่อีกคนมาดูสวนลำไยสวนเดิมอีก

                 ชาวบ้านดีใจ แต่ไม่รู้ที่ไปที่มาของการเพิ่มขึ้นของราคาลำไย  ก็เลยรีบตกลงขายเหมาสวนลำไยไปในราคาประมาณกิโลกรัมละ 35-36.-บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ  ทั้งที่ในความเป็นจริงราคาเปิดที่เถ้าแก่รายใหม่รับซื้อจะอยู่ที่ 38-40.- บาท  เรียกกันว่านายหน้าหน้าใหม่ๆ รวยเละ กินราคาส่วนต่างกิโลกรัมละ 3-6.-บาทโดยไม่ต้องทำอะไรมากมายเลย  ซึ่งแต่เดิมนายหน้าเหล่านี้จะได้ส่วนต่างที่มีกำไรจะไม่เกิน 1- 2 บาท/กิโลกรัม

                 พวกนายหน้าหน้าเก่าๆ รายเดิมๆ ที่นิสัยไม่ดีเคยโกง หรือทิ้งสวนลำไย  จึงไม่มีโอกาสเข้าสวนลำไยเก่าๆ ได้อีกเลย หลังจากที่ได้เคยโกงเกษตรกรชาวสวนลำไยไว้หลายๆ ราย ด้วยการเหมาซื้อโดยให้ราคาที่สูงกว่าตลาด เพื่อเป็นการล่อใจชาวสวนลำไยให้ขายผลผลิตให้  แต่เมื่อถึงเวลาเก็บก็จะมาล้วงเก็บเอาเฉพาะลูกที่สวยๆ ไปขาย แล้วโมเมว่าลำไยที่เหลือเป็นลูกร่วง  จะรับซื้อในราคา 3.- บาท เมื่อซื้อมาได้แล้ว ก็เอาไปขายต่อเองกิโลกรัมละ 25.-บาท  ลำไยส่วนหนึ่งก็ส่งเข้าล๊งของตัวเองนิดหน่อยพอให้ไม่น่าเกลียด   เรียกว่ากินเงินทั้งเจ้าของล๊ง และเกษตรกรผู้ปลูกลำไย   ส่วนลำไยที่ยังเก็บไม่หมดนายหน้าเหล่านี้ก็ทิ้งสวนลำไยไป  ไม่ยอมมาเก็บสร้างความไม่พอใจให้กับเกษตรกร  จนเกิดรายการทำร้ายร่างกาย เมื่อเจอตัวนายหน้า จนเป็นคดีความขึ้นโรงพักกันเป็นจำนวนมาก  ปัจจุบันนายหน้าเหล่านี้ จึงหมดโอกาสพาเถ้าแก่รายใหม่ๆ เข้าสวนลำไย  แต่ต้องวิ่งหาสวนที่ตนเองยังไม่เคยเข้าไปจึงจะพออยู่รอดได โดยใช้วิธีการเข้าไปหาชาวสวนโดยไม่พาเถ้าแก่ไปด้วย เพราะจะกินกำไร 2 ทาง เหมือนที่เคยทำมา.....ค่ะ

                ณ วันที่เขียนบันทึกนี้ ราคาเปิดของล๊ง เพื่อรับซื้อลำไยที่กำหนดจะราดสารฯ ในปลายเดือนมีนาคม  ได้พุ่งขึ้นไปที่กิโลกรัมละ 40-45.-บาทแล้ว  ซึ่งเกษตรกรที่ได้ขายไปก่อนหน้าแล้ว  ก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ  แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะอย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังเชื่อว่าหากผลผลิตของตนเอง ยังคงดีเช่นเดิม จากราคาขายที่ได้ในปีนี้ ก็คงพอจะลืมตาอาปาก ปลดหนี้ปลดสินกันได้ ภายหลังการเก็บผลผลิตปลายปี 2556  จนถึงเดือนมีนาคม  2557

                ตอนนี้ก็เริ่มมีนายหน้าเหมาสวนบางคนมาที่สวนของยุ้ยแล้วค่ะ และให้ราคาที่ 35-36.- บาท  ก็พูดคุยต่อรองราคากันอยู่ โดยยุ้ยขอเหมาขายที่ 40.-บาท ซึ่ง ณ ราคาเปิดล๊งในวันนี้ที่ราคา 40-45.-  ยุ้ยถือว่า แฟร์แล้ว...นะคะ  เห็นใจเกษตรกรตัวเล็กๆ อย่างยุ้ยบ้างก็แล้วกัน  อย่ากดราคากันมากนักเลยค่ะ

                ว่าไปตอนนี้ที่สวนลำไยของยุ้ย ก็ยังไม่ได้เหมาขายให้ใครไป เนื่องจากรอผู้รับเหมารายหนึ่งที่เคยมาดูผลผลิตของสวนลำไยของยุ้ยในปีที่ผ่านมา  แจ้งว่าเขาเป็นตัวแทนจะพาเถ้าแก่มาดูเอง  โดยเขาประเมินเบื้องต้นให้ยุ้ยอยู่ที่ 38-40 หรือมากกว่านั้นค่ะ ให้รอคุยกับเถ้าแก่ของเขาเอง ตอนนี้เถ้าแก่ยังเหมาซื้อลำไยอยู่ที่ภาคเหนือ

                เท่าที่ทราบมา ตอนนี้เถ้าแก่รายใหม่ๆ ได้เหมาซื้อสวนลำไย จากเกษตรกรที่เหมาขายใบไปกันเยอะแล้ว จนล๊งเก่าๆ เจ้าเดิมในพื้นที่เดิมวิ่งหาซื้อไม่ทัน   และเริ่มกังวล โดยคาดว่าล๊งของตนเองจะหาลำไยไม่ได้ตามโควต้าแล้ว   ซึ่งอีกไม่นานอาจได้เห็นเถ้าแก่รายใหม่ๆ ทำกำไรระยะสั้น ด้วยการสัญญาจะขายผลผลิตจากสวนที่ได้เหมาไว้ล่วงหน้าแล้ว  มาขายต่อให้กับเจ้าของล๊งเก่าๆ เพื่อความอยู่รอดกันแน่ๆ เลย  เพราะหากล๊งเก่าทำยอดส่งออกไม่ได้  หรือไม่สามารถปิดตู้คอนเทนเนอร์ตามโควต้าไม่ได้  มีหวังโดนปรับกันวันละ 8,000.-10,000.- บาทกันเลยทีเดียว 

ถึงเวลานั้น ล๊งเดิมๆ ที่เคยเอาเปรียบเกษตรกร คงต้องเจ็บปวดกันบ้าง....ล่ะ

วันนี้เขียนยังกะเป็นนักข่าว....หุ ...หุ

ใครอ่านมาได้ถึงตรงนี้ แสดงว่า เก่ง สายตาดี ยังไม่แก่...ค่ะ 555