
กระทรวงการต่างประเทศแถลงชี้แจงยืนยันว่าเอกสาร “50 ปี 50 ประเด็นถาม-ตอบกรณีปราสาทพระวิหาร” ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะในข้อความนิยาม “สันปันน้ำ” ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 โดยนายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงฯ และหัวหน้าคณะเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงกลาโหม ปรากฏเป็นข่าวในสื่อทั่วไปทุกแขนงและข่าวสารนิเทศในเว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศเอง
เพียงเพื่อยืนยันความถูกต้องของตัวเอง เพียงเพื่อตอบโต้คนไทยด้วยกันเองคนหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศไม่ลังเลที่จะตอกย้ำการเปลี่ยนจุดยืนใหม่ของประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาอย่างยิ่งใน 2 ประเด็นสำคัญดังนี้
กระทรวงการต่างประเทศไทยวันนี้อาศัยสิทธิและหน้าที่อันใดไปทำลายรายงานสเกมาฮอนทิ้ง ด้วยการแถลงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ว่าไม่เคยมีการสำรวจหาสันปันน้ำในภูมิประเทศจริงบริเวณปราสาทพระวิหารมาก่อน ?
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000026425
จุดยืน-จุดเปลี่ยน-จุดจบ บน‘เถยจิต’ของกระทรวงการต่างประเทศ
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตใต้อธิปไตยของกัมพูชา ; โดยเหตุนี้
ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแล ซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา ; และ
ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อห้าของกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ. 1954
นี่เป็นคำแปลภาษาไทยฉบับเป็นทางการโดยกระทรวงการต่างประเทศ จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเผยแพร่โดยสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2505 หลังคำพิพากษา 15 วัน คนไทยรุ่นหลังก่อนหน้าเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เวลาอ้างอิงถึงคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์นี้แทบทั้งหมดจะอ้างอิงสำนวนแปลฉบับนี้ โดยจะอ้างเลขหน้าและย่อหน้าประกอบด้วย แม้หนังสือเล่มแรกที่พิมพ์เมื่อ 50 ปีฉบับหน้าปกเป็นธงชาติไทยจะหมดลง การจัดพิมพ์ครั้งใหม่ก็ใช้วิธีนำทั้งรูปแบบหนังสือเดิมมาถ่ายเพลทพิมพ์ใหม่โดยไม่ได้จัดรูปเล่มใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ไม่มีแม้กระทั่งคำนำใหม่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบปกหน้าใหม่เป็นสีส้มๆ เท่านั้น ทำให้การถกทางวิชาการถึงตัวคำพิพากษายังคงสามารถอ้างอิงเลขหน้าและย่อหน้าได้เหมือนเดิมโดยไม่มีความสับสน
ศาลไม่ได้ชี้เรื่องเขตแดนไว้ เพราะคำฟ้องและคำขอครั้งแรกของกัมพูชาในคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502 มีเพียงขอให้ศาลสั่งว่าอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ต่อมากัมพูชาจึงเพิ่มเติมคำฟ้องและคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็น คือ ความถูกต้องของแผนที่ระวางดงรัก และเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นไปตามแผนที่ระวางดงรัก
ศาลจึงมีคำพิพากษาตามคำฟ้องและคำขอในครั้งแรกของกัมพูชาเท่านั้น
ศาลไม่ได้ชี้เรื่องเขตแดน – ขอย้ำอีกครั้ง!
“ถาม : หลังจากปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก ประเทศไทยยึดถือแนวเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารอย่างไร และกัมพูชายึดถือเส้นเขตแดนใด
“ตอบ : ไทยยึดถือสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนตามข้อบทของอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 ส่วนเส้นขอบเขตปราสาทตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 นั้น ไทยไม่ถือว่าเป็นเขตแดน สำหรับกัมพูชายึดถือเส้นตามแผนที่ 1 : 200,000...”
เมื่อผู้มีหน้าที่โดยตรงอาจจะมี “เถยจิต” อย่างนี้เสียแล้ว “จุดจบ” ของประเทศชาติในกรณีปราสาทพระวิหารและเขตแดนไทย-กัมพูชาจะเป็นอย่างไรยังต้องให้พูดอีกหรือ
มันยากที่จะแปรเป็นอื่น เว้นเสียแต่คนไทยจะตื่นขึ้นมาทันเวลาในปริมาณที่มีนัยสำคัญเท่านั้น!
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000017159