จุดยืน-จุดเปลี่ยน-จุดจบ บน‘เถยจิต’ของกระทรวงการต่างประเทศ

ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตใต้อธิปไตยของกัมพูชา ; โดยเหตุนี้
 
 ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแล ซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา ; และ
 
 ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อห้าของกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ. 1954

   
 นี่เป็นคำแปลภาษาไทยฉบับเป็นทางการโดยกระทรวงการต่างประเทศ จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเผยแพร่โดยสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2505 หลังคำพิพากษา 15 วัน คนไทยรุ่นหลังก่อนหน้าเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เวลาอ้างอิงถึงคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์นี้แทบทั้งหมดจะอ้างอิงสำนวนแปลฉบับนี้ โดยจะอ้างเลขหน้าและย่อหน้าประกอบด้วย แม้หนังสือเล่มแรกที่พิมพ์เมื่อ 50 ปีฉบับหน้าปกเป็นธงชาติไทยจะหมดลง การจัดพิมพ์ครั้งใหม่ก็ใช้วิธีนำทั้งรูปแบบหนังสือเดิมมาถ่ายเพลทพิมพ์ใหม่โดยไม่ได้จัดรูปเล่มใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ไม่มีแม้กระทั่งคำนำใหม่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบปกหน้าใหม่เป็นสีส้มๆ เท่านั้น ทำให้การถกทางวิชาการถึงตัวคำพิพากษายังคงสามารถอ้างอิงเลขหน้าและย่อหน้าได้เหมือนเดิมโดยไม่มีความสับสน

 ศาลไม่ได้ชี้เรื่องเขตแดนไว้ เพราะคำฟ้องและคำขอครั้งแรกของกัมพูชาในคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502 มีเพียงขอให้ศาลสั่งว่าอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ต่อมากัมพูชาจึงเพิ่มเติมคำฟ้องและคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็น คือ ความถูกต้องของแผนที่ระวางดงรัก และเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นไปตามแผนที่ระวางดงรัก

 ศาลจึงมีคำพิพากษาตามคำฟ้องและคำขอในครั้งแรกของกัมพูชาเท่านั้น

 ศาลไม่ได้ชี้เรื่องเขตแดน – ขอย้ำอีกครั้ง!
       

    “ถาม : หลังจากปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก ประเทศไทยยึดถือแนวเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารอย่างไร และกัมพูชายึดถือเส้นเขตแดนใด
 
 “ตอบ : ไทยยึดถือสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนตามข้อบทของอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 ส่วนเส้นขอบเขตปราสาทตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 นั้น ไทยไม่ถือว่าเป็นเขตแดน สำหรับกัมพูชายึดถือเส้นตามแผนที่ 1 : 200,000...” 

เมื่อผู้มีหน้าที่โดยตรงอาจจะมี “เถยจิต” อย่างนี้เสียแล้ว “จุดจบ” ของประเทศชาติในกรณีปราสาทพระวิหารและเขตแดนไทย-กัมพูชาจะเป็นอย่างไรยังต้องให้พูดอีกหรือ
 
  มันยากที่จะแปรเป็นอื่น เว้นเสียแต่คนไทยจะตื่นขึ้นมาทันเวลาในปริมาณที่มีนัยสำคัญเท่านั้น! 


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000017159