สรรพนามบุรุษที่ 2 และบุรุษที่ 3
1. สรรพนามบุรุษที่ 2 (ท่าน ท่านทั้งสอง
ท่านทั้งหลาย) คำศัพท์หลักคืออะไรนั้นบอกยาก แต่ตำราว่า ตฺวทฺ และ ยุษฺมทฺ
(คงจะดูจากรูปที่แจกแล้ว ซึ่ง ตฺว- และ ยุษฺม- เป็นแกน) สรรพนามบุรุษที่ 2 ไม่แบ่งเพศ
และไม่มีอาลปนะเช่นเดียวกับบุรุษที่ 1 (ถ้าจะเรียก
ก็เรียกด้วยคำนามที่แสดงถึงบุรุษผู้นั้น)
|
.. |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
|
กรฺตฺฤ |
ตฺวมฺ |
ยุวามฺ |
ยูยมฺ |
|
กรฺม |
ตฺวามฺ, ตฺวา |
ยุวามฺ, วามฺ |
ยุษฺมานฺ, วสฺ |
|
กรฺณ |
ตฺวยา |
ยุวาภฺยามฺ |
ยุษฺมาภิสฺ |
|
สมฺปฺรทาน |
ตุภฺยมฺ, เต |
ยุวาภฺยามฺ, วามฺ |
ยุษฺมภฺยสฺ, วสฺ |
|
อปาทาน |
ตฺวตฺ |
ยุวาภฺยามฺ |
ยุษฺมตฺ |
|
สมฺพนฺธ |
ตว, เต |
ยุวโยสฺ, วามฺ |
ยุษฺมากมฺ, วสฺ |
|
อธิกรณ |
ตฺวยิ |
ยุวโยสฺ, วามฺ |
ยุษฺมาสุ |
2. ตฺวา, เต, วามฺ, วสฺ นั้นไม่มีเสียงเน้น จึงไม่สามารถขึ้นต้นประโยค และไม่สามารถนำหน้า จ เอว วา ได้
3. สรรพนามบุรุษที่ 3 นักไวยากรณ์อินเดียว่าศัพท์หลักคือ ตทฺ แต่นักไวยากรณ์ฝรั่งว่า ต บางตำราก็บอกเค้าแยกตามเพศ เนื่องจาก สรรพนามบุรุษที่ 3 แบ่งเพศ จึงมีเค้า 3 ตัว คือ ส(ชาย) สา(หญิง) และ ตทฺ (กลาง) การแจกรูป ดูพร้อมกัน 3 เพศดังนี้
|
.. |
.. |
ชาย |
. |
. |
. |
หญิง |
. |
. |
. |
กลาง |
. |
|
.. |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
. |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
. |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
|
1 |
สสฺ |
เตา |
เต |
. |
สา |
เต |
ตาสฺ |
. |
ตทฺ |
เต |
ตานิ |
|
2 |
ตมฺ |
เตา |
ตานฺ |
. |
ตามฺ |
เต |
ตาสฺ |
. |
ตทฺ |
เต |
ตานิ |
|
3 |
เตน |
ตาภฺยามฺ |
ไตสฺ |
. |
ตยา |
ตาภฺยามฺ |
ตาภิสฺ |
. |
เตน |
ตาภฺยามฺ |
ไตสฺ |
|
4 |
ตสฺไม |
ตาภฺยามฺ |
เตภฺยสฺ |
. |
ตสฺไย |
ตาภฺยามฺ |
ตาภฺยสฺ |
. |
ตสฺไม |
ตาภฺยามฺ |
เตภฺยสฺ |
|
5 |
ตสฺมาตฺ |
ตาภฺยามฺ |
เตภฺยสฺ |
. |
ตสฺยาสฺ |
ตาภฺยามฺ |
ตาภฺยสฺ |
. |
ตสฺมาตฺ |
ตาภฺยามฺ |
เตภฺยสฺ |
|
6 |
ตสฺย |
ตโยสฺ |
เตษามฺ |
. |
ตสฺยาสฺ |
ตโยสฺ |
ตาสามฺ |
. |
ตสฺย |
ตโยสฺ |
เตษามฺ |
|
7 |
ตสฺมินฺ |
ตโยสฺ |
เตษุ |
. |
ตสฺยามฺ |
ตโยสฺ |
ตาสุ |
. |
ตสฺมินฺ |
ตโยสฺ |
เตษุ |
สรรพนามบุรุษที่ 3 ยังมีอีกมาก แต่ ที่ยกมาข้างนเป็นตัวหลัก ยังมีลูกคำอีก ดังนี้
1). เอษสฺ (ชาย เอษสฺ, หญิง เอษา, กลาง เอตทฺ) การแจกนั้นเหมือนข้างบน เพียงแต่มีคำว่า เอ- อยู่ข้างหน้า ให้นักเรียนไปฝึกแจกเองในกระดาษ
2). เฉพาะเพศชาย เอกพจน์ กรรตุการก (สสฺ และ เอษสฺ) มีข้อยกเว้นเรื่องสนธิ กรณีที่นำหน้าพยัญชนะ จะลบ สฺ ท้ายทิ้งไป เป็น ส และ เอษ เช่น
-
สสฺ
คจฺฉติ > ส คจฺฉติ. (ลบ สฺ ทิ้ง เพราะอยู่หน้าพยัญชนะ
ค) ข้อยกเว้นเรื่องสนธิ กรณีที่นำหน้าพยัญชนะ ให้ลบ สฺ ท้ายทิ้งไป
-
สสฺ
ติษฺฐติ > ส ติษฺฐติ. (ลบ สฺ ทิ้ง เพราะอยู่หน้าพยัญชนะ ต) ข้อยกเว้นเรื่องสนธิ กรณีที่นำหน้าพยัญชนะ ให้ลบ สฺ ท้ายทิ้งไป
- สสฺ อสฺยติ > โส’สฺยติ.(สนธิตามปกติ เปลี่ยน สฺ เป็น โอ เมื่อ อสฺ มีสระอะ ตามมา)
- คจฺฉนฺติ สสฺ > คจฺฉนฺติ สสฺ (สนธิตามปกติ เปลี่ยน สฺ เป็นวิสรคะ เมื่ออยู่ท้ายประโยค)
3). สรรพนามบุรุษที่สามนั้น มักจะใช้แบบไม่เจาะจง คือ แปลว่า เขา พวกเขา. ไม่ใช่ เขาคนนั้น พวกเขาเหล่านั้น ยกเว้น เมื่อใช้ในประโยคความซ้อน จะแสดงความเน้นถึงบุรุษนั้นๆ
4. คำที่แจกเหมือน ต ข้างต้น มีดังนี้
|
คำหลัก |
ปุลฺลิงฺค |
สฺตฺรีลิงฺค |
นปุงฺสกลิงฺค |
ความหมาย |
|
เอต |
เอษษฺ |
เอษา |
เอตทฺ |
สิ่งนี้, คนนี้ |
|
ย |
ยสฺ |
ยา |
ยทฺ |
สิ่งใด คนใด (เป็นสรรพนามใช้เชื่อมประโยค จะได้อธิบายต่อไป) |
5. สรรพนามใช้เปรียบเทียบ
|
คำหลัก |
ปุลฺลิงฺค |
สฺตฺรีลิงฺค |
นปุงฺสกลิงฺค |
ความหมาย |
|
กตร |
กตรสฺ |
กตรา |
กตรทฺ |
สิ่งไหน (จากสองสิ่ง) |
|
กตม |
กตมสฺ |
กตมา |
กตมทฺ |
สิ่งไหน (จากสิ่งทั้งหลาย) |
|
ยตร |
ยตร |
ยตรา |
ยตรทฺ |
สิ่งใด (จากสิ่งสอง) |
|
ยตม |
ยตม |
ยตมา |
ยตมทฺ |
สิ่งใด( จากสิ่งทั้งหลาย) |
|
เอกตม |
เอกตม |
เอกตมา |
เอกตมทฺ |
หนึ่งในหลายสิ่ง |
|
อนฺย |
อนฺย |
อนฺยา |
อนฺยทฺ |
อื่น |
|
อนฺยตร |
อนฺยตร |
อนฺยตรา |
อนฺยตรทฺ |
อีกสิ่งหนึ่ง สิ่งอื่น(ในสองสิ่ง) |
คำต่อไปนี้แจกเหมือนข้างบน แต่ ปนุงสกลิงค์ เอกพจน์ กรรตุ กรรม อาลปนะ แจกแบบนามอะการานต์ ได้แก่
- สรฺว ทั้งปวง
- วิศฺว ทั้งปวง
- เอก หนึ่ง (พหูพจน์ แปลว่า บางสิ่ง)
- อุภย คู่, ทั้งสอง. สฺตฺรี. ใช้ อุภยี แจกเฉพาะเอกพจน์และพหูพจน์ (บางตำราว่าสตรี.ก็แจกได้ทุกพจน์เหมือนกัน)
6. สรรพนามใช้ถาม “ก” (ตำราอินเดียว่า กิมฺ) แจกเหมือน ต คือ กสฺ (ปุ) กา (ส.) แต่ นปุ เอก กรรตุ, กรรตุ ใช้ กิมฺ
|
.. |
เอกพจน์ |
ทวิพจน์ |
พหูพจน์ |
|
1 |
กสฺ/กา/กิมฺ |
เกา//เก |
เก/กาสฺ/กานิ |
|
2 |
กมฺ/กามฺ/กิมฺ |
เกา//เก |
กานฺ/กาสฺ/กานิ |
|
3 |
เกน//กยา |
กาภฺยามฺ |
ไกสฺ//กาภิสฺ |
|
4 |
กสฺไม//กสฺไย |
กาภฺยามฺ |
เกภฺยสฺ//กาภฺยสฺ |
|
5 |
กสฺมาตฺ//กสฺยามฺ |
กาภฺยามฺ |
เกภฺยสฺ//กาภฺยสฺ |
|
6 |
กสฺย//กสฺยาสฺ |
กโยสฺ |
เกษามฺ//กาสามฺ |
|
7 |
กสฺมินฺ//กสฺยามฺ |
กโยสฺ |
เกษุ//กาสุ |
*ลำดับเพศ ปุ/ส/นปุ, และ ปุ,นปุ//ส.
7. สรรพนามเปรียบเทียบต่อไปนี้แจกตามสรรพนาม (กระจายได้ 3 เพศเช่นข้างบน)
- อธร (ต่ำกว่า,)
- อธม(ต่ำที่สุด
- ปร (สูงสุด)
- ปูรฺว (ก่อน)
- อุตฺตร (สูงสุด)
- ทกฺษิณ (ทางทิศใต้)
(เฉพาะนาม ปุ. และ นปุ. วิภักติที่ 5, 7 เอก. และ 1 พหุ อาจแจกแบบนาม อะ การานต์)
8. นามบางตัว แจกแบบสรรพนาม หรือนามปกติ ก็ได้ (กระจายได้ 3 เพศเช่นข้างบน)
อลฺป (เล็กน้อย), อรฺธ (ครึ่ง)
ทดสอบ
แปล "มยิ ตฺวยิ ปิตเรา สฺนิหฺยตะ."
ป.ล.
1.ค่อยมาเติมสีสัน เว้นวรรคให้สวยงาม เพราะตะกี้เข้ามาเขียนแล้ว โปรแกรมบอกว่าเข้าระบบแล้ว พอจัดหน้าเสร็จ กดบันทึก หา่ยหมดเลย ต้องเข้าระบบใหม่.... ขี้เกียจแล้ว
2. บทที่ 35 คงเป็นครึ่งทาง เพราะเรียนสรรพนามครบ และจะได้เรียนประโยคความซ้อนด้วย
...... ตามมาให้กำลังใจท่านอาจารย์ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
- เรื่องที่ว่าให้เข้าระบบใหม่หนูเจอประจำค่ะ ปกติหนูจะพิมพ์สดในนี้แล้วกดส่งเลย
แต่เดี๋ยวนี้ประมาทไม่ได้ค่ะ ต้อง copy ไว้ก่อน แอบเสียวๆอยู่เหมือนกัน เจอมาหลายครั้งละ
ตอนนี้ก็รออีกเรื่องคือการสมาสอยู่ค่ะ คิดว่ามันสำคัญมากๆ เพราะเอาพวกนามาวลีมาดูก็สมาสทั้งนั้น ไหนจะมนต์บางส่วนที่เอามาถามอาจารย์ก็สมาส ไปทางไหนก็เจอแต่สมาสๆ ถ้าได้รู้บ้างแล้วก็คงจะหายคัน นี่ก็สรรพนามหมดแล้ว ต่อไปอาจารย์ก็คงให้ลุยสมาสต่อ แต่ก็หวังว่าคงจะไม่ยากไปนะค่ะ
ว่าแต่เผลอแป๊บเดียวก็เดินกันมาถึงครึ่งทางแล้ว รู้สึกดีใจจัง เรียนอาจารย์ตามตรงว่าช่วงแรกๆเคยท้อ คิดจะเลิกเรียนอยู่สองครั้งสองครา ครั้งแรกก็เจอเรื่องกริยาไปก็มึนเหมือนกัน ครั้งที่สองเจอเรื่องสนธิพอมากๆเข้ายิ่งมึนใหญ่ทำให้ท้อได้ง่าย แต่หนูก็ทนคะ จนตอนนี้รู้สึกเริ่มชินและ หวังว่าคงจะไม่มีอะไรที่ยากกว่านี้อีกแล้วใช่ไหมค่ะอาจารย์
ก็เพิ่งรู้ว่าทำไปเรื่อยๆนานๆก็จะเกิดความเคยชิน ยอมรับว่าครั้งแรกๆที่มาเรียนทรมานมากๆเปิดจนเมื่อยมือ กว่าจะได้สักประโยคหนึ่ง อีกอย่างหนูก็ไม่เคยเรียนภาษาในตระกูลนี้มาก่อน ที่มีเพศ มีการแจกรูปที่เยอะแยะมากมาย ส่วนตัวคิดว่าจริงอยู่เราก็รับสันสกฤตมาบ้างบางส่วนในภาษาไทยแต่ก็คิดว่าไม่ใช่ทั้งหมดหรือเปล่าค่ะ โดยเฉพาะกับไวยากรณ์ไทยของเราที่ก็ง่ายเหลือเกิน ไม่ยุ่งยากเท่าสันสกฤตหรืออังกฤษ หนูว่าเทนส์ของภาษาพวกนี้ยิบย่อยยุ่งยากเยอะกว่ามาก
ตอนนี้ว่างๆก็หันกลับไปอ่านปรัชญาอินเดียอีกรอบ ยิ่งทำให้ตระหนักว่าเราตัดสินใจถูกแล้วที่มาเรียนสันสกฤต
ได้อ่านหนังสือ Power of Myth ( พลานุภาพแห่งเทพปกรณัม ) แนวๆศาสนาศาสตร์และเทววิทยา คนเขียนคืออาจารย์โจเซฟ แคมพ์เบลล์ เจ้านี้เห็นว่าลงทุนมาเรียนสันสกฤตที่อินเดียกับท่านสวามี นิขิละนันทะเลย
เลยคิดว่า โห ..ฝรั่งยังบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนกัน ส่วนเรานี่แสนจะสะดวกสบาย แถมยังพอมีพื้นในส่วนของภาคศัพท์ในภาษาไทยที่พอจะคลำๆทางไปได้ ง่ายกว่าเขาตั้งเยอะ ถ้าไม่ขยันและตั้งใจก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรแล้ว
เพราะมันเป็นประโยชน์กับการศึกษาด้านภารตวิทยามากๆจริง ตอนนี้คือว่าหนูก็ทิ้งทุกอย่างมาจับสันสกฤตเพราะคิดว่าปีหน้าอาจจะไม่มีเวลาว่างเช่นนี้อีกแล้ว อย่างช้าสุดน่าจะสิ้นปีนี้เนื้อหาคงจะครอบคลุมหมดไหมค่ะอาจารย์
อย่างไรแล้วก็ขอขอบพระคุณอาจารย์มากๆนะค่ะที่อุตส่าห์สละเวลามาสอน มาเขียนบทเรียน ให้คำแนะนำพร้อมทั้งตรวจการบ้าน ถ้าไม่ได้อาจารย์เลยหนูคงจะแย่คะ
คิดว่าอีกสักสองปีถ้าเคลียอะไรในชีวิตได้ลงตัวแล้ว คงจะได้เรียนโทสันสกฤตที่ศิลปากรเป็นแน่ ไว้อย่างไรแล้วจะขอหลังไมค์ไปขอคำแนะนำอาจารย์ทีหลังนะค่ะ
ขอบพระคุณมากๆคะ
อาจารย์ลองอ่านนี่ดูคะน่าสนใจดี http://www.thefridaytimes.com/beta3/tft/article.php?issue=20130208&page=16
แถวบ้านอาจารย์อากาศร้อนไหมค่ะ ?
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ พี่เปิ้ล
น่าจะใช้เวลาอีกเท่ากับที่ผ่านมา ก็จะหมดเรื่องไวยากรณ์และศัพท์พื้นฐานครับ
จริงอย่างที่ว่า เราใช้ประโยชน์จากศัพท์ภาษาไทยมาก
การเรียนสันสกฤตจะยากในช่วงแรก เพราะมีไวยากรณ์มาก ดังนั้นถ้าท้อก็ไม่ไม่ได้
ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น แม้ในมหาวิทยาลัย สอบเข้า 10 คน จบไม่ถึง 5 คน เป็นอย่างนี้ทุกรุ่น
(และที่จบไป อาจใช้ภาษาสันสกฤตจริงๆ สัก 1 คนเท่านั้น)
ปีนี้ศิลปากรไม่เปิดสอบครับ เตรียมตัวดีๆ ไว้สอบเข้าปีหน้า ถ้าตั้งใจแล้วก็อย่าให้พลาด
ที่นี่เหมาะกับคนที่ต้องการเรียนจริงๆ จังๆ เพราะอาจารย์ท่านเชี่ยวชาญและมีตำรามากจริงๆ
เรื่องสมาส ตามตำราจะว่าตอนท้ายๆ
แต่ไว้มีโอกาสอาจเขียนแยกบทไว้ต่างหากก็ได้ เพราะสมาสนั้นสำคัญจริงๆ
ที่บ้านร้อนมากครับ คิดไม่ออกว่า มีนา เมษา พฤษภา จะร้อนแค่ไหน ;)
จะลองเข้าไปดูตามลิงก์ครับ ขอบคุณครับ
ป.ล. ช่วงนี้้เหมือนพักให้หายเหนื่อยเรื่องกริยา
ไปวุ่นวายเรื่องนาม เรื่องอาการนาม หลังจากนั้นก็ยุ่งกับกริยาอีก(ยากกว่าเดิม)
รวมทั้งอนาคตกาล และอดีตกาล(ทั้ง7) เป็นต้น อิๆๆ
1). เอษสฺ (ชาย เอษสฺ, หญิง เอษา, กลาง เอตทฺ) การแจกนั้นเหมือนข้างบน เพียงแต่มีคำว่า เอ- อยู่ข้างหน้า ให้นักเรียนไปฝึกแจกเองในกระดาษ
- ก็เช่นว่า เอสสฺ - เอเตา- เอเต , เอสา - เอเต - เอตาสฺ , เอตทฺ - เอเต - เอตานิ แบบนี้เหรอค่ะ ?
http://www.youtube.com/watch?v=ytBnJ1bUn6Y
^-^
ใช่แล้ว
6. สรรพนามใช้ถาม “ก”
- ใช้ถามอย่างไรคะ จะว่าไปอ่านผ่านๆมาเห็นประโยคที่ขึ้นต้นว่า กิมฺ เยอะมาก หรืออาจารย์จะยกตัวอย่างในบทต่อไป
7. สรรพนามเปรียบเทียบต่อไปนี้แจกตามสรรพนาม (กระจายได้ 3 เพศเช่นข้างบน)
- ข้างบนนี่ข้างบนไหนค่ะอาจารย์ แจกตามนี้หรือเปล่า
กตร
กตรสฺ
กตรา
กตรทฺ
คำที่ให้ไว้ในข้อเจ็ดนี้ไม่ค่อยจะเหมือนสรรพนามสักเท่าไหร่เลยอะค่ะ คล้ายๆกับพวกคุณศัพท์และนิบาตมากกว่า อิอิ
กิมฺ อตฺร? อะไรอยู่ตรงนั้น
กิมฺ กฺฤตมฺ ตฺวยา? อะไรถูกทำโดยฉัน (ฉันจะทำอะไำรดี)
กา วทติ? ใคร(หญิง)พูด
ในข้อ 7 แจกแบบสรรพนาม บุรุษที่ 3 (ไม่ใช่แบบ ก)
ทดสอบ
แปล "มยิ ตฺวยิ ปิตเรา สฺนิหฺยตะ."
= อันว่าบิดามารดาต่างก็รักในเราในท่าน
สรุปคือคำสรรพนามพวกเราและท่านอะไรทั้งหลายนี่ ใส่ จ ไม่ได้เลยเปล่าคะ ทำไมไม่เป็น( มยิ ตฺวยิ จ )
จ ใช้ก็ํได้ ไม่ใช้ก็ได้ครับ ไม่บังคับ
(เฉพาะ มา เม เนา นสฺ, ตฺวา เต วามฺ วสฺ ที่นำหน้า จ เอว วา ไม่ได้)
สฺนิหฺ จะใช้กับกรรมในรูป สัมพันธหรืออธิกรณการก จึงไม่ต้องแปลว่า "ใน" ก็ได้
ภย = ความกลัว
อภย = ความไม่กลัว
ที่ผ่านมาพบเห็นเทวรูปและพระพุทธรูปในหลายๆปางแสดงท่าพระหัตถ์อยู่ในท่า ''อภยมุทรา'' ซึ่งมีความหมายว่าจงอย่ากลัวไปเลย
คำถาม ..อภย นี้จะมีความหมายเดียวกันกับคำไทย ''อภัย'' ที่แปลว่า ขอโทษหรือยกโทษให้ไหมค่ะ
ขอบคุณคะ..
แล้ว อภย ในสันสกฤต มีความหมายอื่นใดนอกจากที่ว่ามานี้อีกไหมค่ะ อาจารย์
- ลูกคำของสรรพนามที่แตกออกมาอีกมีขึ้นเพื่ออะไรค่ะ หรือเพื่อความหลากหลาย อยากจะทราบเหตุผลคะ ?
- เอษสฺ และ เอษา ที่เป็นลูกคำ ทำไม ส เปลี่ยนเป็น ษ ละคะ ?
- नमस्तस्यै नमस्तस्यै नमस्तस्यै नमो नमः - ตสฺไย ในบทนี้คือสรรพนามเพศหญิงหรือเปล่าคะ แล้วจะแปลว่าอะไรอะค่ะอาจารย์ '' ขอนอบน้อมแด่เธอ '' อย่างนี้หรือเปล่าคะ ?
- तस्मैनकारायनमःशिवाय - ตสฺไม ในประโยคนี้ก็แปลว่า แด่เขา ใช่ไหมค่ะ ? หรือแดเขาผู้มีอักษร น อาจารย์ช่วยลองแปลให้นิดนึงคะ อิอิ
จะว่าไปก็เจอสรรพนามเหล่านี้ในบทมนต์เยอะแยะเลย
อภัย ในภาษาไทย มาจาก อภย แน่นอน แต่ความหมายคงจะเปลี่ยนไป
ให้ อภัย คืิอยกโทษ ไม่ถือว่าเป็นโทษ ไม่ถือว่าเป็นภัย.. น่าจะเป็นอย่างนั้น
อภัย เป็นชื่อเฉพาะอีกหลายชื่อ ทั้งของเทพเจ้า (พระศิวะ) ฤษี แม่น้ำ ต้นไม้ เป็นชื่อสวดก็มี
นมสฺ ตสฺไย เข้าใจถูกแล้วครับ
ที่ยกมา ไม่ได้สนธิ จึงน่าจะเขียนแยกกัน ตสฺไม นการาย นมะ ศิวาย ฯ
ตสฺไม, นการาย, ศิวาย เป็นการกเดียวกัน
แปลว่า ขอนอบน้อมแต่พระศิวะ ผู้มีอักษร น พระองค์นั้น.
ถ้ามี ต เมื่อไหร่ ก็แปลว่า นั้น นี้ ได้เลย เพราะมีคำที่ถูกขยายตามมาอยู่แล้ว (ตสฺไม ศิวาย, ตสฺไม นการาย)
สสฺ คจฺฉติ > ส คจฺฉนฺติ - ทำไมคำหลังอาจารย์เป็นพหูพจน์ละคะ ?
เอ+ส เปลี่ยน ส เป็น ษ เพราะสระื่อื่นที่ไม่ใช่อะ-อา
คำอื่นๆมีความหมายแตกต่างไปเล็กๆ น้อยๆครับ ไม่เหมือนกันทีเดียว
อ้าว เขียนผิด แก้แล้วครับ