วิเคราะห์ความเหมือนความแตกต่างของวรรณกรรมสากลกับวรรณกรรมพื้นบ้าน
วรรณกรรมสากลเรื่อง เมาคลี
เมาคลี เป็นเด็กชายที่พ่อแม่ลืมทิ้งไว้ในป่า เมื่อครั้งที่มาหาฟืนแล้วถูกเสือโคร่งชื่อ แชร์คาน ซุ่มทำร้ายเด็กน้อยได้รับความช่วยเหลือจากหมาป่า และได้เป็นสมาชิกของครอบครัวหมาป่านับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เนื่องจากเด็กน้อยไม่มีขนเหมือนลูกกบ พ่อแม่หมาป่าจึงเรียกว่า เมาคลี ซึ่งแปลว่า ลูกกบนั่นเอง
ในคืนวันนัดประชุมรับรองลูกสัตว์ป่าเข้าฝูง ที่ผาประชุม หัวหน้าฝูงหมาป่าชื่อ อาเคล่า เป็นประธาน พ่อแม่หมาป่าได้พาเมาคลีมาให้ที่ประชุมรับรองการเป็นสมาชิกด้วย แชร์คานได้พยายามยุแหย่หมาป่าบางตัวให้คัดค้านไม่ยอมรับเมาคลี ในที่สุดหมีเฒ่า บาลู และเสือดำ บาเคียร่า ก็ให้การรับรองทำให้เมาคลีได้เข้ามาอยู่ในฝูงอย่างมีความสุข
วันเวลาผ่านไป เมาคลีเติบโตเป็นเด็กที่สุภาพอ่อนน้อม โอบอ้อมอารีจึงเป็นที่รักของฝูงสัตว์ แม้แต่พวกลิง บันดาโล้ก ซึ่งสกปรกไม่มีระเบียบ เมาคลีก็คบหาด้วย บาลูและบาเคียร่าเคยเตือนและห้ามแล้ว แต่เมาคลีก็ไม่เชื่อฟัง กลางดึกในคืนหนึ่ง พวกลิงบันดาโล้กได้มาลักพาตัวเมาคลี เพื่อให้เป็นหัวหน้าฝูง พญาเหยี่ยวจิล มาพบจึงนำข่าวไปบอกบาลู และบาเคียร่า จิล บาลู และบาเคียร่า ได้ไปขอความช่วยเหลือจากพญางูเหลือมชื่อ คา ซึ่งชอบจับพวกลิงกินเป็นอาหาร เมาคลีถูกช่วยออกมาอย่างปลอดภัย
เมื่อเมาคลีอายุ ๑๓
ปี อาเคล่าหัวหน้าฝูงก็แก่ตัวลงมาก แชร์คานคอยยุแหย่ให้พวกหมาป่าหนุ่มๆ เลิกนับถืออาเคล่า และให้เกลียดเมาคลี บาเคียร่าจึงได้เตือนให้เมาคลีระวังอันตรายจากแชร์คาน แต่ในที่สุดเมาคลีก็ต้องออกจากป่าในวันนัดประชุม เพราะคำยุแหย่ของแชร์คาน
เมาคลี ออกจากป่าด้วยความจำใจ
เมื่อเข้ามาถึงหมู่บ้านก็ได้พบกับนางเมซซัว ผู้เป็นแม่ ซึ่งจำเมาคลีได้ว่าคือ นาธู
ลูกชายของตน นางจึงพาเมาคลีมาอยู่ที่บ้าน แล้วสอนให้นุ่งเสื้อผ้า
และพูดภาษาคน
เมาคลีได้ช่วยต้อนควายมาเลี้ยงที่ชายป่าทุกวัน จึงได้พบกับ เกรย์ ลูกของพ่อแม่หมาป่า มาส่งข่าวว่า แชร์คานจะมาดักฆ่าเมาคลี
เมาคลี วางแผนฆ่าแชร์คาน โดยต้อนฝูงควายเข้าไปในช่องเขา ส่วนอาเคล่าต้อนควายอีกฝูงไปปิดช่องเขา แชร์คานจึงถูกฝูงควายเหยียบตาย เมาคลีได้ถลกหนังแชร์คานออก เมื่อนายพรานชื่อ บันเดโอ ผ่านมาพบก็เข้าแย่งผืนหนัง แต่ถูกเกรย์ขัดขวางไว้
ต่อมาบันเดโอได้ยุแหย่ให้ชาวบ้านเกลียดชังและขับไล่เมาคลีออกจากหมู่บ้าน เมาคลีตัดสินใจกลับเข้าป่า และเอาหนังแชร์คานปูที่ลานหินให้อาเคร่าขึ้นนั่ง ทำให้ฝูงหมาป่ายอมรับอาเคล่าและเมาคลีอีกครั้ง
หลังจากกลับคืนสู่ป่าได้ไม่นาน เมาคลีก็แอบได้ยินบันเดโอพูดคุยกับคนตัดฟืนว่า นางเมซซัวและสามีถูกจับตัวเพื่อรอประชาทัณฑ์ เมาคลีจึงรีบกลับไปช่วยแม่ และพาหนีไปอยู่ที่เมือง ข่านหิวาระ จากนั้นเมาคลีได้ไปขอร้อง พญาหัตถี (ช้าง) ให้มาช่วยแก้แค้นพวกชาวบ้านที่หูเบา โดยนำฝูงสัตว์เข้าทำลายหมู่บ้าน จนกลายเป็นหมู่บ้านร้าง
วันหนึ่ง คา ได้พาเมาคลีไปดูถ้ำมหาสมบัติซึ่งมี งูเห่าเผือก เฝ้าสมบัติอยู่ เมาคลีได้แย่งเอาของ้าวจากงูเห่าเผือก เพราะเห็นว่าสวยดีบาเคียร่าบอกเมาคลีว่า ของ้าวเป็นสิ่งชั่วร้ายเมาคลีจึงโยนของ้าวทิ้งไป แต่ของ้าวกลับเป็นสาเหตุให้คนฆ่ากันตายถึง ๖ คน เมาคลีจึงนำของ้าวกลับไปคืนให้งูเห่าเผือก
เมื่อเมาคลี อายุ ๑๕
ปี ได้รับข่าวว่า ฝูงหมาแดง โธเล่
จะบุกมาฆ่าฝูงสัตว์ป่า เมาคลีจึงวางแผนล่อฝูงหมาแดงไปที่ผาผึ้ง แล้วตีรังผึ้งให้ฝูงผึ้งรุมต่อยฝูงหมาแดง ปรากฎว่าฝ่ายเมาคลีชนะ แต่ก็ต้องสูญเสียอาเคล่าไป
เมื่อเมาคลี อายุ
๑๗ ปี
เขาได้พบกับนางเมซซัวอีกครั้ง นางได้ขอร้องให้เมาคลีไปอยู่ด้วย เมาคลีจึงกลับมาปรึกษากับพี่น้องหมาป่า คา บาลู
และบาเคียร่า สัตว์ทุกตัวต่างสนับสนุนให้เมาคลีกลับไปอยู่กับนางเมซซัว
เมาคลีตัดสินใจกลับมาอยู่กันนางเมซซัว ต่อมาเขาได้เป็นเจ้าหน้าที่รักษาป่าไม้และแต่งงานกับหญิงงามคนหนึ่ง ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
วรรณกรรมพื้นบ้านกำเนิดต้นข้าว
ในสมัยโบราณนานมาเมล็ดข้าวเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องปลูก และมีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่ากำมือของมนุษย์ประมาณ 5 เท่า เมล็ดข้าวนั้นมีสีเงินและมีกลิ่นหอม มนุษย์ก็ได้ใช้หุงกินกันมานาน ต่อมามีหญิงหม้ายคนหนึ่ง สร้างยุ้งฉางให้ข้าวมาเกิดในยุ้งฉาง แม่หม้ายคนนั้นเป็นคนที่มีจิตใจหยาบช้า ตีข้าวเมล็ดใหญ่ด้วยไม้ เมล็ดข้าวแตกหักและปลิวไป ที่ปลิวไปตกในป่าก็กลายเป็นข้าวดอย ที่ปลิวไปตกในน้ำก็กลายเป็นข้าวนาดำมีชื่อว่านางพระโพสพ นางพระโพสพอาศัยอยู่กับปลาในหนองน้ำ นางพระโพสพโกรธมนุษย์จึงตัดสิ้นใจจะไม่กลับไปอีก มนุษย์จึงต้องอดอยากไม่มีข้าวกินไปถึงพันปี ต่อมามีลูกชายของเศรษฐีไปเที่ยวป่าแล้วเกิดหลงทางจนมาถึงหนองน้ำก็นั่งร้องไห้ ปลากั้งเกิดความสงสารจึงขอให้นางพระโพสพบอกทางให้และกลับไปอยู่กับมนุษย์ นางพระโพสพจึงได้เล่าถึงความใจร้ายของแม่หม้าย ลูกชายเศรษฐีจึงได้อ้อนวอนให้นางพระโพสพกลับไป แต่นางก็ไม่ยอมกลับ เทวดาจึงแปลงตัวเป็นปลากับนกแก้วมาอ้อนวอนให้นางกลับไปดูแลมนุษย์และพระศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าจะไปเกิดอีก นางพระโพสพจึงยอมกลับไปเมืองมนุษย์แต่ข้าวนั้นจะเล็กลง และต้องทำการเพาะปลูก ถ้าจะตำข้าวจะต้องทำพิธีขอเพื่อที่จะขออนุญาตต่อนางพระโพสพ และเมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วต้องทำพิธีสู่ขวัญข้าวด้วย
วิเคราะห์
จะเห็นได้ว่าวรรณกรรมสากลเรื่องเมาคลี กับวรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องกำเนิดต้นข้าวมีความเหมือนกันตรงที่เป็นเรื่องที่อาศัยจินตนาการ ไม่ได้เป็นเรื่องจริงล้วนๆ ดังเรื่องเมาคลี ที่ลูกมนุษย์จะสามารถเข้าไปอยู่ในฝูงหมาป่าและใช้ชีวิตในป่าได้ วึ่งในความเป็นจริงไม่น่าจะเกิดขึ้น และเรื่องกำเนิดต้นข้าว ที่ว่าหญิงหม้ายตีเมล็ดข้าวใหญ่ด้วยไม้ เมล็ดข้าวแตกหักและปลิวไปตกในป่า และปลิวไปตกในน้ำก็กลายเป็นข้าวนาดำมีชื่อว่านางพระโพสพ นางพระโพสพอาศัยอยู่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสองเรื่องต้องอาศัยจินตนาการในการสร้างขึ้นมา ส่วนความต่างนั้นที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือวิถีชีวิตของคนที่ถูกนำมาใส่ในเรื่อง จะเห็นได้ว่าเรื่องเมาคลีนั้นชาวบ้านจะทำอาชีพตัดฝืน ส่วนในเรื่องกำเนิดต้นข้าวนั้น คนจะทำอาชีพปลูกข้าวและเชื่อในเรื่องพระแม่โพสพ เชื่อในเรื่องเทวดา ดังเห็นได้จากการทำพิธีสู่ขวัญข้าว
ที่มา : http://www.thaithesims3.com/topic.php?topic=51653
นางสาวพัณณิตา ตุนพร ชั้น ม.6/5 เลขที่ 3