สถานการณ์ในภาคใต้ช่วงนี้เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น อันนี้จริงก็ได้รุนแรงมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว มาถึงปีนี้เป็นปี 2556 เกือบ 9 ปี ผมในฐานะที่อยู่ภาคใต้ เรียนมาในทางพัฒนาชนบทเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าสถานการณ์เกิดจากอะไรกันแน่ และจะแก้ได้อย่างไร

ในฐานะที่เรียนมาจากสังคมวิทยามานุษยวิทยา ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในภาคใต้นั้นมีที่มาจาก 2 สาเหตุ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับประชาชนมลายูมุสลิม 2. ความสัมพันธ์ระหว่างคนมลายูมุสลิมกับบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือมลายูมุสลิมด้วยกัน นอกจากนี้ความสัมพันธ์ทั้งระหว่างรัฐและระหว่างมลายูมุมุสลิมกับคนรอบข้างมีความเป็นพลวัตรต่อเนื่อง ไม่แน่นอน ไหลไปเรื่อยๆ ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเสมอ ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับมลายูมุสลิมเป็นแบบกดขี่หรือไม่ ถ้าเป็นเป็นเพราะอะไร ฯลฯ

ผมก็เลยลองศึกษาวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เริ่มแรกผมจะขอพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับมลายูเสียก่อน ดังนี้

1 . ยุคก่อนประวัติศาสตร์ลังกาสุกะ ( ก่อน พ.ศ. 700 )

  ดินแดนแถบนี้เคยเป็นที่อยู่ของพวกพวกโอรัง อัสลี คือพวกซาไก และเซมัง ผสมกับชนผ่ามองโกลอยด์ ก็คือพวกซีนอน พวกนี้ถือเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่มาในดินแดนแถบนี้ และได้สร้างหลักฐานเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำศิลป์ จังหวัดยะลา และเครื่องมือใช้สอยอย่างขวานหินพบตามที่ราบและถ้ำมากแห่งแถบภูเขาสันกาลาคิรี

  ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์ ราว 2 พันปีถึง พ.ศ. 700 ปี  มีชาวอินเดียและชาวอาหรับเดินทางมาในแถบนี้นำศาสนาและวัฒนธรรมมาเผยแพร่ด้วย ปรากฏรอยศาสนาพราหมณ์และการค้าตามปากน้ำขยายเป็นชุมชนเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เช่น เมืองตักโกลา  และเมืองพันพัน  เป็นต้น

  2 . ยุคลังกาสุกะช่วงแรก ( พ.ศ. 700-1400 )

  ปรากฏขึ้นในยุค พ.ศ. 700-1400 มีหลักฐานชาวจีนว่ามีรัฐต่างๆเกิดขึ้นในดินแดนแถบนี้รวมถึงรัฐลังกาสุกะบนสมุมทรมลายูด้วย รัฐนี้ตกอยู่ในการปกครองของอาณาจักรฟูนัน ช่วงราวพ.ศ11-14  ลังกาสุกะเป็นรัฐอิสระ เป็นยุครุ่งเรืองมีแหล่งโบราณลังกาสุกะที่ท่าสาป จ. ยะลา และ อ. ยะรัง จ. ปัตตานีที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา มีหลักฐานการส่งทูตไปจีนในปี พ.ศ. 1058, 1066, 1111

  3 . ยุคลังกาสุกะอยู่ในอำนาจอาณาจักรศรีวิชัย ( พุทธศตวรรษที่ 14-15 )

  ชาวลังกาสุกะก็นับถือพุทธมหายานและอยู่ในปกครองของอาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรศรีวิชัยก็มีมีกองทัพเรืออันเกรียงไกรและเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธฝ่ายมหายานด้วย  มีศาสนสถานทางพุทธสร้างขึ้นหลายแห่งบนคาบสมุทรมลายู  รวมถึงพระนอนองค์ใหญ่ในวัดถ้ำคูหาภิมุข จ. ยะลาด้วย.

  อาณาจักรศรีวิชัยไม่มีตำแหน่งที่แน่นอนแต่ขึ้นอยู่กับผู้นำของแต่ละท้องถิ่นว่าใครสมควรจะได้รับการยอมรับทั้งในทางการเมืองและการค้าก็จะย้ายศรีวิชัยไปอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ดังนั้นศูนย์กลางของศรีวิชัยอาจจะอยู่ทั้งที่บริเวณหมู่เกาะหรือบนคาบสมุทรมลายู  จากหลักฐานทางโบราณคดีสามารถสรุปลักษณะเด่นใหญ่ๆของศรีวิชัยได้ว่า 1. รูปแบบทางการเมือง เมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่บนคาบสมุทรหรือบนหมู่เกาะก็ตาม ต่างก็มีความสัมพันธ์กันในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในลักษณะที่เป็นสมาพันธรัฐที่มีศูนย์กลางทางอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันแปรทางการเมืองและเศรษฐกิจ 2.. รูปแบบทางศิลปวัฒนธรรม เมืองต่าง ๆ เหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกันบางประการ ได้แก่ การนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ซึ่งแสดงออกด้วยรูปแบบทางศิลปกรรมที่เรียกว่า “ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย”

  4 . ยุคลังกาสุกะอยู่ใต้ปกครองอาณาจักรโจฬะ  ( พ. ศ. 1567-1587 )

  นับแต่ พ.ศ. 1535-1567  กองทัพโจฬะแห่งอินเดีย  ได้บุกตีเมืองต่าง ๆ บนคาบสมุทรมลายูของอาณาจักรศรีวิชัย  เพื่อคุมเส้นทางการค้าขายผ่านช่องแคบมะละกาและหลายมุมเมืองรวมถึงลังกาสุกะได้อยู่ใต้ปกครองของโจฬะในปี พ.ศ. 1567 ในปี พ.ศ. 1587  กองกำลังลังกาสุกะยึดคืนมาได้ แม้ศรีวิชัยกลับมามีอำนาจแต่ก็แพ้รัฐตั้งใหม่คืออาณาจักรมัชปาหิต ในปี พ.ศ. 1836 และช่วงนี้พ่อค้าชาวอาหรับและนักเผยแพร่ศาสนานำศาสนาอิสลามเข้ามามากขึ้นในแถบนี้

  5 . ยุคลังกาสุกะสมัยสุโขทัย-มัชปาหิต ( พ.ศ. 1838-1907 )

อาณาจักรมัชปาหิตก็แผ่อำนาจมาปกครองโดยลังกาสุกะก็อยู่ใต้ปกครองด้วยในปี พ.ศ. 1884-1907 พร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาอิสลามเข้ามามากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณเมืองปาไซและมะละกา

ในต้นรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ราวปี พ.ศ. 1838 กรุงสุโขทัยส่งกองทัพมาตั้งไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราชร่วมกับกองทัพเรือเมืองนครศรีธรรมราชทำสงครามเพื่อปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ไปทั่วปลายแหลมมลายูคือเตมาสิก ( ประเทศสิงคโปร์ปัจจุบัน )ไปจนถึงเมืองปาไซ บนเกาะสุมาตรา  ในตำนานนครศรีธรรมราชกล่าวว่า...ไทยได้ส่งเจ้าเมืองไปปกครองหัวเมืองมลายู   ได้แก่  เมืองตานี ( ลังกาสุกะ ) เมืองสาย ( สายบุรี ) เมืองกลันตัน  เมืองปาหัง  เมืองไทร ( ไทรบุรี ) เมืองอะเจ ( อาเจห์ )  ฯลฯ

กล่าวโดยสรุปตั้งแต่คริสต์ศรวรรษที่ 8 ลังกาสุกะมีท่าเรือที่สำคัญมากเพราะมีภูมิประเทศเหมาะสมสำหรับเทียบเรือและหลบมรสุม นอกจากนี้ ลังกาสุกะยังมีอำนาจในการควบคุมเส้นทางการค้าจากตะวันออกไปยังตะวันตกโดยผ่านทางคอคอดกระ และยังมีอำนาจควบคุมตั้งแต่บริเวณคาบสมุทรจนถึงอ่าวเบงกอล ทำให้ผู้คนดั้งเดิมในบริเวณนี้มีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับชนต่างถิ่นที่ต่างเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ซึ่งเดินทางโดยเรือมาเพื่อค้าขายที่นั่น
  กิจกรรมการเดินเรือและการค้าทางทะเลนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธ (หรือแม้แต่อิสลามในภายหลัง) หลั่งไหลเข้ามาสู่สังคมลังกาสุกะในสมัยนั้น พร้อม ๆ กับที่มีการถ่ายเทวัฒนธรรมอินเดียแบบฮินดูและวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบชวาให้กับสังคมลังกาสุกะ จนกลายเป็นบ่อเกิดของเอกลักษณ์ “วัฒนธรรมฮินดู-พุทธ” และ “วัฒนธรรมฮินดู-ชวา” ในสังคมมลายูลังกาสุกะในช่วงต่อมา เห็นได้จากร่องรอยประติมากรรมที่เป็นศิลปกรรมในพุทธศาสนาแบบอมราวดี (ที่ปรากฏในชุมชนยะรัง จังหวัดปัตตานี) และมีแหล่งถ้ำศิลป และแหล่งถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ ขวานหินลักษณะต่าง ๆ ที่บริเวณท่าสาบและท่าชี อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีมงกุฎสำหรับกษัตริย์ปัตตานีทรงสวม ฯลฯ รวมทั้งมีอาหารคาว-หวาน เช่น สะเต๊ะและรอเฌาะ  แบบชวา แกงการี  แกงเปรี้ยว  แบบอินเดีย โรตี ฯลฯ

หนังสืออ้่่างอิง

กฤตยา อาชวนิจกุล, กุลภา วจนสาระ,และหทัยรัตน์ เสียงดัง. ความรุนแรงและความตายภายใต้นโยบายรัฐ : กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. http://www.ipsr.mahidol.ac.th/IPSR/AnnualConference/ConferenceII/Article/Article12.htm เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

วศินสุข. ข้องใจในประวัติศาสตร์ปัตตานี.

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/12/K4950974/K4950974.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556.

อ. อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์(อับดุลสุโก ดินอะ). ยุทธศาสตร์การเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาชุมชน

มุสลิมจังชายแดนภาคใต้. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=84138 เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556.

อุทัย เอกสะพัง. เล่าเรื่องเมืองลังกาสุกะ. http://www.gotoknow.org/posts/431630. เข้าถึงเมื่อวันที่ 17 กุึมภาพันธ์ 2556.