ครุ (คะ-รุ) หมายถึง คำหรือพยางค์ในภาษาไทยที่มี "เสียงหนัก" ซึ่งมีลักษณะข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้

 คำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวและ อำ ใอ ไอ เอา ในแม่ ก กา 
 ปู นา ขา เก ตัว ใหญ่ เสีย ไม่ มี ฯลฯ 
 คำหรือพยางค์ที่มีตัวสะกด ไม่ว่าสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว 
 เดือน เพ็ญ สวย เย็น เห็น (อ)ร่าม ฯลฯ


ลหุ (ละ-หุ) หมายถึง คำหรือพยางค์ในภาษาไทยที่มี "เสียงเบา" ซึ่งประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา เช่น สุ จิ ปุ ลิ ส(งบ) สะ(อาด) ส(ว่าง) ฯลฯ

 ครุ และ ลหุ มักใช้เป็นตัวกำหนดฉันทลักษณ์ในบทร้องกรองเช่น ฉันท์ กาพย์ เป็นต้น

ครุ ลหุ เอก โท

 ครุ

 คือพยางค์ที่มีเสียงหนัก ได้แก่ พยางค์ที่ประกอบด้วย สระเสียงยาว (ทีฆสระ) และ สระเกินทั้ง ๔ คือ สระ อำ ใอ ไอ เอา และพยางค์ที่มีตัวสะกดทั้งสิ้น เช่นตา ดำ หัด เรียน ฯลฯ

 ครุ (เสียงหนัก) เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในมาตราแม่ ก.กาและมีตัว สะกด รวมทั้งประสมด้วย อำ ไอ ใอ เอา เช่น จำ ได้ ไป เขา รัก ลูก

 คำครุ แปลว่า เสียงหนัก สัญลักษณ์ “ อั “ ประกอบด้วย

1.  พยางค์ที่มีสระเสียงยาวไม่มีตัวสะกด เช่น มาหา พารา

2.  พยางค์ที่มีตัวสะกดทั้ง 8 แม่ เช่น รัก ชิด ชอบ ฯลฯ

3.  พยางค์ที่มีสระ อำ ไอ ใอ เอา เช่น เรา จำ ใจ ไป

ลหุ

 คือพยางค์ที่มีเสียงเบา ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วย สระสั้น(รัสสระ) ที่ไม่มีตัวสะกด เช่น พระ จะ มิ ดุ แกะ ฯลฯ

 ลหุ คำที่มีเสียงเบา เป็นพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น เช่น จะ ดุ ติ ผิว กระทะ ฤ

ครุ-ลหุ มีสัญลักษณ์แทนดังนี้

 คำลหุ แปลว่า เสียงเบา สัญลักษณ์ “ อุ “ ประกอบด้วย

1.  พยางค์ที่มีสระเสียงสั้นไม่มีตัวสะกด เช่น มะลิ ชิชะ ก็ เถอะ

2.  พยางค์ที่มีตัวพยัญชนะตัวเดียว เช่น ณ บ ธ

เอก

 คือพยางค์ หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอก และบรรดาคำตายทั้งสิ้น ซึ่งในโคลง และร่าย ใช้เอกแทนได้ เช่น พ่อ แม่ พี่ ปู่ ชิ ชะ มัก มาก ฯลฯ

โท

 คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท เช่น น้า ป้า ช้าง นี้น้อง ต้อง เลี้ยว ฯลฯ

 เอก-โท ที่บังคับด้วยรูปวรรณยุกต์ เอก โท นิยมใช้กับคำประพันธ์ประเภทร่าย โคลง

วสันตดิลกฉันท์๑๔

แผนผังวสันตดิลกฉันท์๑๔

วสันตดิลก หมายถึง รอยแต้มที่กลีบเมฆในฤดูฝน น่าจะหมายถึง ฉันท์อันมีลีลาว่าฤดูฝนได้เริ่มต้นแล้ว

คณะและพยางค์
ฉันท์ บทหนึ่งมี  ๒  บาท  บาทหนึ่งมี  ๒ วรรค  วรรคต้นมี ๘ คำ วรรคท้ายมี ๖ คำรวมทั้งบาทมี ๑๔ คำ

สัมผัส มีสัมผัสในบทสองแห่ง  คือ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑  สัมผัสกับคำที่ ๓  ของวรรคที่  ๒  และ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒  สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓

สัมผัสระหว่างบท  คือ  คำสุดท้ายของบท  สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทต่อไป

คำครุ  ลหุ  บทหนึ่งมีคำครุทั้งหมด  ๑๔  คำ  คำลหุ  ๑๔  คำ  บังคับ ครุ และลหุ

ตัวอย่างวสันตดิลกฉันท์ ๑๔ (1)
เสนออรรถพิพัฒนศุภมง              คลลักษณ์ประจักษ์ความ
ครบสี่และมียุบลตาม                    ชินราชประกาศแสดง
ชาติชายไฉนจะละอุสา                 หะมิกล้าจะฝึกปรือ
ปราศวิทย์เพราะปราศวิริยะคือ      พิณแห้งพินิจเห็น

ตัวอย่างวสันตดิลกฉันท์ ๑๔ (2)
แสงดาววะวาวระกะวะวับ              ดุจะดับบเดนดวง
แขลับก็กลับพิภพรสรวง                มิสรพรึบพะพราวเพรา
เคยเห็น ณ เพ็ญพระรศมี               รชนีถนัดเนา
เหนือนั่นแน่ะจะสละเงา                 กลเงินอร่ามงาม
โดย : ชิต  บุรทัต

นอกจากคำครุและลหุแล้ว ยังมีวิธีจดจำเป็นกลุ่ม เรียกว่า "คณะ"(คือการจัดคำครุแลหลหุเป็นกลุ่ม กลุ่มละสามเสียง) ดังนี้

"มะ"คณะ ย่อมาจาก "มารุต" แปลว่าลม ประกอบด้วย "ครุ ครุ ครุ"  

"นะ"คณะ ย่อมาจาก "นรา" แปลว่าฟ้า ประกอบด้วย "ลหุ ลหุ ลหุ"  

"ภะ"คณะ ย่อมาจาก "ภูมิ" แปลว่าดิน ประกอบด้วย "ครุ ลหุ ลหุ"

"ยะ"คณะ ย่อมาจาก "ยชมาน"แปลว่าพราหมณ์บูชายัญ ประกอบด้วย "ลหุ ครุ ครุ"

"ชะ"คณะ ย่อมาจาก "ชลน"แปลว่าไฟ ประกอบด้วย "ครุ ลหุ ครุ"

"ระ"คณะ ย่อมาจาก "รวิ" แปลว่าพระอาทิตย์ ประกอบด้วย "ครุ ลหุ ครุ"

"สะ"คณะ ย่อมาจาก "โสม" แปลว่าพระจันทร์ ประกอบด้วย "ลหุ ลหุ ครุ"

"ตะ"คณะ ย่อมาจาก "โตย" แปลว่าน้ำ ประกอบด้วย "ครุ ครุ ลหุ"