หลงทางจึงทิ้งควาย

หลงทางจึงทิ้งควาย

 วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

 ๑๗๒ คือคนกะควายอมตะชี- ววิถีนราชน

 ครองชีพประสพคุณะกมล ขณะหยัดชิพีภาย

 ๑๗๓ ขวบเมื่อสมัยปัจจุสกาล นฤมานก็กลับกลาย

 ใคร่ได้และมีภวอบาย อวิชาสิครอบงำ

 ๑๗๔ เห็นแต่ประโยชน์ก็เฉพาะหน้า ฤติยาสิคราคร่ำ

 สายตาสิบอดรจนนำ ตะกละเห็นกะกำไร

 ๑๗๕ จึงมองประจักษ์รชตะย้ำ ผิวะทำและเป็นไป

 ทุกสิ่งประเสริฐอมตะใน นิรชอบมิใคร่ครวญ

๑๗๖ หัวไร่และปลายกสิกะเขต ลุเกษตรสินาสวน

 แผ้วถางพินาศวนะกระบวน บริบทนิเวศวาย

 ๑๗๗ เชิงเดี่ยวเกษตรก็จะผลิต ละชนิดละหนึ่งหมาย

 ไร่ปอสิแปงมหขยาย ระยะสุดคะเนนับ

 ๑๗๘ เพื่อผลผลิตทุติยะเพิ่ม จะประเดิมประดังจับ

 ขายส่งสิรวยรชตทรัพ- พยะมั่งและมีเกิน

 ๑๗๙ นั่งนับประหนึ่งสินิรมิต ผิผลิตมิขาดเขิน

 มั่งมีสิเราอมตะเทิน ทวิท่วมสิเงินทอง

 ๑๘๐ ตัดปอจะมัดกะเหมาะสิถ่าย และจะย้ายจะยกกอง

 แช่น้ำพะเนินพนมะล่อง ก็จะเน่าคละคลุ้งเหม็น

 ๑๘๑ ปูปลาสิตายสิละนที และจะมีทมิฬเป็น

 น้ำเน่าและเขินปรมะเวร จะวิบัตินิเวศวายฯ

 วิชชุมมาลาฉันท์ ๘

 ๑๘๒ ขายปอเป็นเงิน เพลิดเพลินบานใจ

 เห็นแต่กำไร ทุนเดิมไป่มอง

 ยูงยางกลางเถื่อน กล่นเกลื่อนเนืองนอง

 โค่นล้มลงกอง ไฟผลาญลวกลน

 ๑๘๓ โทษฐานหงำปอ ไป่ก่อโภคผล

 ความคิดของคน เห็นแก่เงินตรา

 ความจริงค่าล้ำ ต้นน้ำธารา

 หมดสิ้นผืนป่า แล้งแห้งมาเยือน

 ๑๘๔ ซ้ำร้ายลอกปอ โอหนอช่างเหมือน

 ถมห้วยปีเดือน ขุดดินถ่วงปอ

 ให้จมใต้น้ำ เปลือกลำเปื่อยพอ

 จึงลอกใยต่อ ตากแดดแห้งดี

 ๑๘๕ ลำปอทับถม ดินจมนที

 ซ้ำซากมากปี เดือนผ่านกาลพา

 พฤกษ์พงป่ากว้าง รกร้างหัวนา

 บุกเบิกเปิดป่า กำจายพื้นดิน

 ๑๘๖ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว หมายเกี่ยวเก็บสิน

 ขายหมายเงินยิน มิย่อท้อถอย

 ปอมากล้นเกิน ค่าเดินลงดอย

 ราคาร่วงผล็อย เขาว่าปอลง

 ๑๘๗ ข่าวใหม่แว่วมา อย่าช้ารีบจง

 พืชใหม่เสริมส่ง หัวมันสำปะหลัง

 เขาว่ามันแพง แทนปอจงฟัง

 หันหาความหวัง ดั่งบ้าหอบฟาง

 ๑๘๘ ยุคใหม่เป็นอ้อย ถอยรถไถต่าง

 ทิ้งควายหลงทาง หลงทิศเทียวเดิน

 ขายควายซื้อเหล็ก อันเอกดำเนิน

 น้ำมันพาเพลิน พาเพลิดเลิศเลอ

 ๑๘๙ เป็นไปตามยุค ใฝ่สุขเสพเจอ

 ตามแผนที่เพ้อ เพื่อรวยล้นเหลือ

 กู้หนี้ยืมสิน ทุนกินทำเพื่อ

 เงินมากหมายเจือ จานเลี้ยงชีวิต

 ๑๙๐ ยิ่งทำยิ่งท่วม หนี้อ่วมถูกผิด

 หางหมูพอกมิด มีแต่หนี้สิน

 กู้หนี้ทำทุน หวังหนุนทำกิน

 ขาดทุนทบถิ่น ที่เหลือคือหนี้

 ๑๙๑ อีนาทานัง ทุกขังโลกีย์

 ทุกข์ในโลกนี้ สุมอกหมกไหม้

 เกินกว่าไถ่ถอน ทุกข์ร้อนหัวใจ

 ไป่โทษฑัณฑ์ใคร ล้วนเลือกโดยตนฯ

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
๐ ความ-คำเพราะคัมภิระประพจน์
ระบุบทะบาทมี
เหมือนคอยจะปล่อยทิฐิวิถี
บทะธีระหนักหนา

๐ ยั่วแย้งแสดงวุฒิวิภาษ
ผิวะปราศก็แต่ปรา-
รมภ์ตนจะป่นอัตะสถา-
นะสภาวะรูปรอย

๐ จึงคำเพราะคำระบุระบือ
ก็กระพือซะเลิศลอย
เชื่องเชื่อก็เหลือจะผละจะถอย
จิตะคล้อยบ่อาจขืน

๐ พากย์ชี้วิถีวัตระประพฤติ
อัตะยึดก็หยัดยืน
นำทางระหว่างนิละทะมื่น
จะลุตื่น ณ ในตน ?

๐ แว่วเสียงก็เพียง..อุระระรัว
นิระกลัวจะหลงกล
แห่ห้อมตะล่อมสัทะระคน
นยะล้นพิมลหลาย

๐ สรรสรรพะศัพท์ธิระประดิษฐ์
ตละคิดก็คมคาย
ว่อนวางพยางคะอภิปราย
จิตะคล้ายจะเคลิ้มฝัน

๐ หวั่นไหวกระไร..สุภะประพจน์
มธุรสะโรมรัน
หลักการก็ควานและเสาะกระสัน
อภินันทนาไทย

๐ การเมือง ณ เบื้องปุระสยาม
ขณะทรามละลามนัย
เสียงสู่ก็รู้มุสะสมัย
สุตะใด-ประดาเดียว

๐ เมื่อทราม..ละลามระยะประเทศ
นยะเลศะกรูเกรียว
คมคำกระหน่ำ..ฤจะเฉลียว
ผิวะเขี้ยวจะขบลง

๐ พรรณนาประดานยะประดุจ-
บริสุทธิแผ่วง
ไหนเลยจะเคยจะพิสวง-
อุปสงคะดั้งเดิม


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตติยศิริกูล



ความเห็น (0)