เมื่อ ๒ วันก่อน เราสองแม่ลูก (แม่ + พี่ภัคร) ได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ ซึ่งครั้งนี้นับว่าเกือบครึ่งชั่วโมงทีเดียวที่พี่ภัครได้คุยกับแม่นานมาก เพราะปกติ แค่ไม่ถึง ๕ นาที ก็จบเรื่องพูดกันแล้ว แต่คราวนี้ เราได้คุยกันนานพอดู แม่บอกพี่ภัครว่า...แม่จะเข้าไปประชุมเรื่องการทำผลงานวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในวันที่ ๒๐ - ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นี้ พี่ภัครก็บอกแม่ว่า...มันเป็นเรื่องปกติของแม่ เพราะพี่ภัครรู้อยู่ว่า...มันเป็นหน้าที่ของแม่ ส่วนพี่ภัครก็บอกแม่ว่า...จะกลับบ้านวันศุกร์นี้ ให้แม่มารับด้วย...เราพูดคุยกันถึงเรื่องโน้น เรื่องนี้อีกหลายเรื่อง เพราะว่า ไม่ค่อยบ่อยครั้ง เราจะได้คุยกันนาน ๆ แบบนี้...บางครั้งหนูก็จะสัพยอก หยอกแม่บ้าง ตามวิสัยของหนูที่ชอบพูดจริงแกมเล่น บางครั้งก็หยอกแม่เล่นบ้าง...แม่เคยว่าพี่ภัครไปว่า..."ชักติดนิสัยการเป็นอาจารย์แล้วนะ...พี่ภัครก็หัวเราะ"...
สุดท้าย พี่ภัครก็บอกแม่ว่า...เวลาที่พี่ภัครสอบวิทยานิพนธ์ พี่ภัครอยากจะให้แม่ไปนั่งฟังด้วย เพราะแม่จะได้รู้ว่า ในการเรียนมาตั้งแต่ปริญญาตรี - โท ลูกแม่คนนี้ได้รับความรู้อะไรมาบ้าง? พี่ภัคร เรียนเอกภาษาไทย ในระดับ ป.ตรี แต่สาขาวรรณคดีไทย ในระดับ ป.โท ซึ่งในความคิดแม่ ๆ ก็จะบอกว่า "งั้น ๆ เพราะมันคนละศาสตร์กับความรู้ของแม่ที่มีมา เพราะแม่เรียนเรื่องการบริหารจัดการ ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมันคนละศาสตร์กันเลย...พี่ภัครบอกแม่ว่า...อยากให้แม่ได้มาเห็นว่า...เวลาที่ผ่านมา ลูกของแม่มีความรู้อะไรบ้าง? สิ่งสำคัญ หนูบอกแม่ว่า...อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ จะให้ศาสตราจารย์ ดร. มาสอบหนูทั้ง ๓ คน (ซึ่งสอนที่จุฬา เพราะอาจารย์ที่สอนพี่ภัครส่วนใหญ่จะให้อาจารย์ที่จุฬา เป็นคนสอน) เล่นเอาแม่หนาวเลยแหล่ะ!!!...เพราะบทความของหนูจะไปแย้งกับศาสตราจารย์ ดร. อีกคนหนึ่ง...แม่บอกว่า...จะจบหรือจะเอาแบบไม่จบ...พี่ภัคร!!! ก็บอกแม่ว่า...ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนแนะนำให้อยู่แล้ว...ภัครมีความเชื่อมั่นว่า ภัครลึกในเรื่องที่ภัครทำ ภัครมีเหตุผลนะ...อีกอย่าง วิทยานิพนธ์ของภัครจะการันตรีด้วยผลงานที่ว่า มีศาสตราจารย์ ดร.มาสอบถึง ๓ คน เพราะภัครจะนำความรู้จากวิทยานิพนธ์นี้ไปสอนนักศึกษาด้วย...แม่ไม่ต้องกังวล เมื่อภัครรู้แบบนี้ ภัครก็ต้องเตรียมตัวให้มากและดีที่สุด...แต่ในวันที่ภัครสอบ แม่ต้องไปฟังภัครนะ แม่จะได้รู้ว่า "ลูกของแม่มีความคิดอย่างไร?"
พี่ภัคร คุยกับแม่ต่อว่า...ในการที่ภัครจะไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ภัครจะขอนำตัวอย่างที่ดีของแม่ในเรื่องของการทำงานมาเป็น idol (ตัวอย่าง) ให้กับตัวภัคร เพราะภัครรู้ + เห็นว่าแม่เป็นคนตรง เป็นคนจริงจังกับการทำงาน เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่คิดคดโกงบ้านเมือง เป็นคนจริงใจ มีความมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่เห็นสักครั้งที่จะเห็นว่า...แม่ไม่ทำงาน...สิ่งเหล่านี้ ภัครจะถือนำเอามาเป็นแบบอย่างในการประพฤติตัวโดยเฉพาะความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ความกตัญญูู การให้เกียรติผู้อื่น ซึ่งตอนนี้มันเริ่มเลือนหายไปจากวงการการทำงานแล้ว...ภัครจะถือเอาแม่มาเป็นแบบอย่างให้กับภัครในการทำงาน...ฟังเท่านี้...ก็ทำให้แม่รู้แล้วว่า..."ลูกไม้ย่อมไม่หล่นไกลต้นเลยนะ" พ่อ - แม่ อยากให้ลูกเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับที่พ่อ - แม่ ทำตัวนั่นเอง...ทำดี ลูกก็จะนำสิ่งดีไป ทำไม่ดีลูกก็จะนำสิ่งไม่ดีไป...พ่อ - แม่ คือ แบบอย่างของลูกดี ๆ นี่เอง...แม่ก็หวัง ๆ ว่า...ลูกคงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์หรือรุ่นต่อ ๆ ไปได้ดูเป็นแบบอย่างเช่นเดียวกับที่แม่ได้กระทำมา...การทำดีไม่จำเป็นที่จะให้คนอื่นได้รับรู้ ขอเพียงแค่ให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว คือ คนในครอบครัวได้รับรู้ว่าเราได้ทำดีแล้ว เท่านี้ก็คงพอสำหรับการทำดี...
อ่าน จดหมายถึงลูกทุกฉบับ ได้จากที่นี่...จดหมายถึงลูก.
..
คิดดี ทำดี
ชีวิตก็ได้พบแต่สิ่งดีๆครับ
คิดว่า...คุณลูกคงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์หรือรุ่นต่อ ๆ ไปได้เหมือนกันครับ ขอให้กำลังใจคุณลูกด้วยครับ
น่าชื่นชมยินดีที่แผ่นดินไทยมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทั้งทางวิชาการและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เช่นอาจารย์และคุณภัครพลค่ะ
เชื่อมั่นว่าคุณภัครพลจะผ่านการสอบอย่างงดงามค่ะ