กริยาบอกเหตุ
กริยาบอกเหตุ หรือกริยาที่เป็นสาเหตุให้เกิด (causative) หรือ ณิชันตะ (บาลีว่า เหตุกัตตุวาจก) เราเคยเรียนมาพอสมควรแล้ว
ทบทวนเล็กน้อย
- ธาตุลงปัจจัย อย áya
- ทำคุณเสียงสระต้นหรือกลาง อิ อุ ฤ (ถ้ามีพยัญชนะซ้อนตามมา ไม่ต้องทำคุณ)
- สระอะ ต้น หรือกลาง ยืดเสียงมั่ง ไม่ยืดมั่ง
- สระท้ายคำ ทำวฤทธิ ก่อนลง อยะ áya
ในที่นี้มีกติกาเพิ่มเติม ดังนี้
1. ธาตุที่ลงท้ายด้วย อา และ ฤ จะเติม “ปฺ p” ก่อนลงปัจจัย อย ตำราเก่าๆ แปลว่า “ยังให้” เราอาจใช้ตามไปก่อนก็ได้ หรือจะแปลว่า “ทำให้” “สั่งให้” แล้วแต่กรณี
- √ทา > ทาปยติ ทำให้ให้ he causes someone to give
- √คา > คาปยติ ทำให้(ใคร) ร้องเพลง
- √ฤ > อรฺปยติ ทำให้ไป/ขว้าง
- √ศฺรา > ศฺราปยติ ทำให้สุก/หุง ต้ม
- √ชฺญา > ชฺญาปยติ (ชฺญปยติ ก็ใช้) ทำให้รู้(บอก)
- √สฺนา > สฺนาปยติ (สฺนปยติ ก็ใช้)ทำให้อาบน้ำ/พาไปอาบน้ำ
- แต่.. √ปา > ปายยติ (สร้างเหมือนกับใช้รูป ปี ทำ วฤทธิ ปี => ไป + อย => ปายฺ+อย+ติ > ปายยติ
2. ธาตุที่ลงท้ายด้วย อิ และ อี จะเติม “ป” เช่นกัน แต่มีการเปลี่ยนเสียงเล็กๆ น้อยๆ เช่น
√อิ+อธิ = อธฺยาปยติ (อธิ+อี= อธี => อธายฺ +ปฺ+อย+ติ = อธายฺปยติ => อธาปยติ>) รูปพิเศษ
3. สระอะ ที่ต้นหรือกลางธาตุ เมื่อเป็นเสียงเบา(ลฆุ) คือไม่มีพยัญชนะตามมา จะยืดเสียง แต่ไม่ยืดก็มี เช่น
- √ปตฺ > ปาตยติ
- √กมฺ > กามยเต
- √จมฺ > จามยติ
ธาตุส่วนใหญ่ที่ลงท้าย -อมฺ -ชนฺ -ตฺวรฺ -ปฺรถฺ -วฺยถฺ (อื่นๆ อีกเล็กน้อย) มักจะลง อะ ไว้ ไม่ยืดเป็น อา
- เช่น √คมฺ > คมยติ
4. กริยาบอกเหตุบางคำ มาจากนาม (นามธาตุ) แต่นักไวยากรณ์อินเดียว่าเปลี่ยนรูปมาจากธาตุ
- ปาลยติ < ปาล (มาจาก √ปา)
- ปฺรีณยติ < ปฺรีณ (มาจาก √ปฺรี)
- ภีษยติ < ภีษ (มาจาก √ภี)
- ฆาตยติ < ฆาต (มาจาก √หนฺ) *ห > ฆ เป็นการเปลี่ยนแปลงเสียง โดยที่เสียงฐานคอหายไป gh => h, dh => h พบได้มากในภาษาสันสกฤต
*** กริยาที่ให้ไว้ในแต่ละบท ล้วนเป็นกริยาที่สำคัญ ทั้งรูปพิเศษต่างๆ ควรจำให้ได้***
5. กรรมวาจกของกริยาบอกเหตุ เราพูดกันไปแล้วในบทก่อนๆเช่น
- ราโม คฺรามํ คมฺยเต. รามถูกยัง(ถูกสั่ง)ให้ไปบ้าน.
- ศูทฺระ กฏํ การฺยเต. ศูทรถูกยัง(ถูกสั่ง)ให้ทำเสื่อ.
6. รูปแบบกริยาบอกเหตุ มีสองแบบดังนี้
- ใช้กรรมสองตัว เช่น วิหคานฺ(กรรม พหุ.) ปิณฺฑานิ(กรรม พหุ.) ขาทยติ. (เขายังนกทั้งหลายให้กินก้อนข้าวทั้งหลาย.)
- ใช้กรรมตัวหนึ่ง กับเครื่องมือ(กรณการก)
- วิหไคะ ปิณฺฑานิ ขาทยติ. (เขายังก้อนข้าวทั้งหลายให้ถูกกินโดยนกทั้งหลาย.) ความหมายเดียวกับข้างบน
- ราโช วีเรณารึ(วีเรณ อริมฺ) ฆาตยติ. พระราชายังศัตรูให้ถูกฆ่าโดยผู้กล้า.
- กรณีที่ใช้กรณการก มีความหมายเป็นกรรมวาจกกลายๆ ในส่วนของ"กรรม" (ปิณฺฑานิ และ อริมฺ) แต่ไม่มีการใช้กริยาอื่นเพิ่มเติมแล้ว ถ้ามีกรณการกตามมา ก็เข้าใจได้ว่ามีความหมายว่า "ถูก..."
-
อย่าสับสน.. กริยาบอกเหตุมีสองวาจก คือ "ยังให้ทำ"(กรรตุวาจก) กับ "ถูกยังใช้ทำ" (กรรมวาจก) ไม่มี "ยังให้...ถูกทำ" เพราะกรรตุหรือกรรมวาจก อยู่ที่ตัวประธานผู้สั่ง ไม่เกี่ยวกับกรรมผู้ถูกสั่ง
- กรณีอย่างนี้พบได้ในโครงสร้างอื่นด้วย นั่นคือ ถ้ามีกรณการก รองรับกริยาใดๆ ก็ตาม ให้พิจารณาว่าอาจมีความหมายในเชิงกรรมวาจกก็ได้
กริยาในที่ควรรู้
- √อศฺ กิน. [เหตุ] อาศยติ āśáyati ทำให้กิน, ให้อาหาร
- √อิ+อธิ ศึกษา อ่าน. [เหตุ] อธฺยาปยติ adhāpáyati สอน
- √กฺฦปฺ कॢप् เตรียม [เหตุ] กลฺปยติ, กลฺปยเต kalpáyate kalpáyati ทำ, กำหนด, แต่งตั้ง
- √ชนฺ เกิด [เหตุ] ชนยติ janáyati, ให้เกิด
- √ชฺญา + อา รับรู้ [เหตุ] อาชฺญาปยติ ājñāpáyati, สั่ง
- √ทา1 ให้. [เหตุ] ทาปยติ dāpáyati, ยังให้, จ่าย
- √ทฺฤศฺ เห็น [เหตุ] ทรฺศยติ darśáyati, แสดง
- √ธา1+ปริ วางใกล้ๆ [เหตุ] ปริธาปยติ paridhāpáyati, ให้สวมเสื้อผ้า(กรรมสองตัว)
- √นี+อป นำไป [เหตุ] อปนายยติ apanāyáyati ให้นำไป
- √ปฺรถฺ กระจาย [เหตุ] ปฺรถยติ pratháyati, แผ่ไป ประกาศ
- √มฺฤ ตาย. [เหตุ] มารยติ māráyati, ทำให้ตาย, ฆ่า
- √ยชฺ สังเวย, บวงสรวง [เหตุ] ยาชยติ yājáyati,ทำพิธีสังเวยให้คนอื่น
- √วทฺ+อภิ พูด [เหตุ] อภิวาทยติ abhivādáyati, ไหว้ ต้อนรับ
- √วิทฺ รู้ [เหตุ] เวทยติ vedáyati, บอก(ใช้กับสัมประทานการก)
- √วิทฺ+นิ [เหตุ] นิเวทยติ nivedáyati, บอก(ใช้กับสัมประทานการก)
- √วฺฤธฺ เติบโต วรฺธเต, [เหตุ] วรฺธยติ, วรฺธยเต vardháyati vardháyate, ทำให้เติบโต, เลี้ยงดู
- √วฺยถฺ เจ็บปวด [เหตุ] วฺยถยติ vytháyati, ทรมาน
- √ศฺรุ ได้ยิน, [เหตุ] ศฺราวยติ śrāváyati, ทำให้ได้ยิน นั่นคือ ท่อง สวดให้ฟัง ประกาศ (ตามด้วยกรรม)
- √สฺถา ยืน, [เหตุ] สฺถาปยติ sthāpáyati, วาง, แต่งตั้ง, หยุด
- √สฺถา+ปฺร ปฺรติษฺฐเต pratiṣṭhate, ออกเดิน, [เหตุ] ปฺรสฺถาปยติ prasthāpáyati, ส่งไป
แบบฝึก
แปลสันสกฤตเป็นไทย
1. สฺถาปย 2.อาชฺญาปยติ 3.ศฺราวเยสฺ 4.ปริธาปเยยุสฺ 5.มารยนฺติ 6.ปฺราสฺถาปยนฺ
ข้อ 2 ...
- { อธิ (อุปสรรค) + √อิ (ธาตุ) } = อธี (สนธิ)
ที่งงคือว่าแล้ว อธี กลายเป็น อธายฺ เพราะสนธิอะไรค่ะ หรือเอาอธีไปทำพฤทธิ์
อาจารย์ค่ะ มนต์พระสรัสวตีขอวันนี้นะค่ะ อิอิ
แล้วแต่อาจารย์จะสะดวกให้บทไหนก็ได้คะ ถ้าไม่ทัน กวจ
ขอบพระคุณคะ
ฤคเวท มัณฑละที่ 10 สูกตะที่ 17 มันตระที่ 7-9
7. เหล่าสาธุร้องเรียกพระสรัสวตี พวกเขาบูชาพระสรัสวดีขณะการสังเวยดำเนินไป
เหล่าสาธุร้องเรีบกพระสรัสวตีแต่ก่อน พระสรัสวตีประทานพรแก่เขาผู้ให้
8. พระสรัสวตี ผู้มาพร้อมบรรพบรุษ ขอสำราญกับเครื่องสังเวยของเรา
โปรดประทับบนหญ้าศักดิสิทธิ์โดยสำราญ และประทานอาหารเพื่อเราจักไม่เจ็บป่วย
9. พระองค์ เหล่าบรรพบุรุษได้ร้องเรียกพระสรัสวตี ผู้มาสู่พิธีของเรา
โปรดประทานอาหารและความมั่งคั่งแก่ผู้สังเวย ณที่นี้ อันเป็นส่วนค่านับพัน
อธี ทำพฤทธิตามข้อบังคับ สระท้าย ก่อนลงอยะ
โอ้ ขอบพระคุณอาจารย์มากๆคะ ^ ^
เดี๋ยวว่างๆหนูจะลองมานั่งแยกสนธิ จากบทข้างบนนี้ดูนะค่ะ
ศัพท์ยาก ไวยากรณ์ยุ่ง แปลพอได้ความเฉยๆ ครับ
- { √อศฺ กิน.} คำนี้ไม่ยืดเสียงก็ได้ใช่ไหมค่ะ เข้ากฎข้อสาม หรือว่าให้จำรูป อาศยติ ไว้เพราะนิยมใช้มากกว่า
- { √กฺฦปฺ เตรียม กลฺปยติ } ทำไมเป็น ล ละค่ะ ทำอะไรกับตัว ฦ หรือเปล่า
- { √นี+อป นำไป [เหตุ] อปนายยติ } ทำไมถึงเป็น นาย เสียงอาละคะ
อปนี ทำคุณ อปเน + อย = อปนยฺ
- { √มฺฤ ตาย. [เหตุ] มารยติ } ข้อนี้เข้ากฎข้อหนึ่งหรือเปล่าค่ะ ลงท้ายด้วย ฤ ก็ทำคุณที่สระต้นธาตุ
แต่ มารยติ รูปนี้ของอาจารย์เหมือนเอาไปทำพฤทธิ์เลยคะ แถมไม่เติม ปฺ ตามกฎข้างบนอีก
- 3. สระอะ ที่ต้นหรือกลางธาตุ เมื่อเป็นเสียงเบา(ลฆุ) คือไม่มีพยัญชนะตามมา จะยืดเสียง แต่ไม่ยืดก็มี
ข้อนี้เห็นว่าจะจำตามกฎไม่ได้แล้วมั้งคะ เพราะบางคำก็ไม่เป็นไปตามกฎ คงต้องจำรูปเค้ากริยาสำเร็จไปเลย
อาจารย์ว่าอย่างไรค่ะ อย่าง ยชฺ นี่ถือว่ามีพยัญชนะตามาไหมค่ะ คือว่าเดี๋ยวยืดเดี๋ยวไม่ยืดหนูงงค่ะ
- ควรจะจดธาตุทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในหมวดที่สิบใช่ไหมค่ะ แล้วเขียนกริยาบอกเหตุกำกับไว้ด้วย
- √ศฺรุ ได้ยิน, [เหตุ] ศฺราวติ ทำไมเป็น อา ละค่ะ ที่หนูยัง งง คือ ไอที่ยืด อะ เป็น อา เนี่ยละคะ สับสนจัง
- ไสยาสน์ , อนันตศายิน มาจากคำใดในสันสกฤตคะอาจารย์ แปลว่านอนหรือเปล่าคะ ทั้งยังมีคำอื่นที่คล้ายกันอีกไหมเอ่ย ?
- นึกออกว่าเขาพนมรุ้งมีอีกชื่อว่า “รมยคีรี '' (ภูเขาที่น่ารื่นรมย์- แก่การบำเพ็ญพรต) เหมือนคำที่เรียนกับอาจารย์มาเลย
ป.ล. ช่วงนี้ดูหนังฮินดีแล้วสนุกมากคะ บางคำฟังพอรู้เรื่องบ้าง เพราะได้ศัพท์สันสกฤตที่มาเรียนกับอาจารย์
แม้จะไม่รู้เรื่องทั้งหมดก็ตาม มันขึ้นซับอิ้งตาเราก็ดู หูเราก็ฟังเสียงไปด้วย บางคำเหมือนสันสกฤตมาก
ว่าแต่ในภาษาฮินดีนี่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นแล้วมีสันสกฤตอยู่ประมาณเท่าไหร่ค่ะ ไม่นับคำยืมพวก อาราบิค เปอร์เซีย อังกฤษ
กริยาบอกเหตุมีข้อยกเว้นมาก ส่วนหนึ่งคงเพราะต้องการหลบไม่ให้สับสนกับการเติม ย ในกรณีอื่น จึงต้องจำมาก
กติกานั้นให้ดูตามบทก่อนที่เคยพูดมาแล้ว ในบทนี้จะเป็นกรณีพิเศษ และเพิ่มเติม
อศฺต้องใช้ อาศยติ ครับ (ปกติทำวฤทธิ สระ อะ ที่ตามด้วยพยัญชนะตัวเดียว)
สระ ฦ ทำคุณเป็น อลฺ ทำวฤทธิเป็น อาลฺ
นี ทำ วฤทธิ เพราะเป็นสระท้่าย
มฺฤ ทำวฤทธิ เพราะเป็นสระท้าย นี่เป็นกรณีส่วนใหญ่, ส่วนที่ทำคุณแบบ ธาตุ ฤ นั้นมีน้อย
ยชฺ yaj ถือว่าสระ อะ มี ชฺ ตามมา (แต่ไม่ใช่พยัญชนะซ้อน อะ เป็นสระกลาง.) กรณีที่อะ ตามด้วยพยัญชนะตัวเดียว ส่วนมากทำวฤทธิ กรณีนี้ดูเหมือนจะเขียนไว้แล้วในตอนที่พูดถึงกริยาบอกเหตุครั้งแรก บทก่อนๆ
(พยางค์หนักคือ สระเสียงยาว และสระสั้นที่ตามด้วยพยัญชนะซ้อน ที่เหลือเป็นพยางค์เบา)
ศฺรุ สระท้าย ทำวฤทธิ śru =>śrāu + aya = śrāvaya- ข้อนี้ปกติ (ภาษาไทยเขียนผิด แก้แล้ว)
จดไว้เป็น causative ดีกว่า เพราะถ้าจดเป็นหมวด 10 จะงง
ไสยาสน์, เทียบ ภาษาสันสกฤต มาจากธาตุ ศี แปลว่านอน, ไสยาสน์ เป็นคำสมาสจากคำบาลีครับ (เสยฺย + อาสน). เทียบสันสกฤตคงจะได้ ศาย+อาสน
ศายินฺ ก็แปลว่านอน มาจาก ศี เหมือนกัน คำคล้ายกันยังนึกไม่ออก
คำฮินดีน่าจะมีเกินครึ่งจากภาษาสันสกฤต แต่รูปและเสียงเปลี่ยนไปครับ
แบบฝึก
แปลสันสกฤตเป็นไทย
1. สฺถาปย = เธอจงหยุด
2.อาชฺญาปยติ = เขาสั่ง
3.ศฺราวเยสฺ = ท่านพึงได้ยิน
4.ปริธาปเยยุสฺ = ท่านทั้งหลายควรจะสวมเสื้อผ้า
5.มารยนฺติ = เขาทั้งหลายฆ่า
6.ปฺราสฺถาปยนฺ = เขาทั้งหลายได้ส่งไปแล้ว
ถูกหมดครับ ขึ้นบทใหม่เลย.
ข้อ 6 นึกว่าจะตอบไม่ถูกซะอีก ;)
ปฺฤถิวฺยามีศฺวระ ชนาญชนยติ = พระผู้เป็นเจ้ายังชนทั้งหลายให้เกิดมาบนโลกใบนี้
ชนา ธรฺมํ สาธุภิะ ศฺราวฺยนฺเต = ชนทั้งหลายถูกยังให้ได้ยินซึ่งธรรมะโดยเหล่านักบุญ
พอได้ไหมค่ะ ?
ปฺฤถิวฺยามีศฺวโร ชนาญฺชนยติ .
ชนา ธรฺมํ สาธุภิะ ศฺราวฺยนฺเต.
เก่งมากครับ