ขอนำเสนอตอน3 เกี่ยวกับเรื่องการจัดการองค์กรหลังจากการแยกหุ้นส่วนเป็นที่ชัดเจนแล้ว  องค์กรเดิมที่เจ้าของบอกว่าไม่มีระบบนั้น เขาพูดถูก พนักงานต่างคนต่างทำกันเท่าที่จะช่วยกันได้เจ้าของก็จะเดินหน้ากิจการไปเรื่อยๆ โดยจะเน้นหนักทางด้านการตลาด(เพราะตนเองและลูกจบมาทางนี้โดยตรง) การบริหารก็ทำไปแบบไม่มีระบบ นึกจะสั่งงานก็สั่งแบบซ้ำซ้อน จนพนักงานต่างก็งงไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร เหมือนการทำงานแบบหลงจู๊สมัยก่อนที่อะไรก็ได้เอาเงินไว้ก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถได้cost ที่ชัดเจนว่าขาดทุนกำไรเท่าไรเอาได้เงินไว้ก่อน ให้พนักงานเก็บต้นทุนให้โดยไม่มีหลักเกณฑ์ก็ยอมรับเพราะตนเองไม่มีความรู้ทางด้านนี้โดยตรงหรืออาจจะคิดว่าไม่สำคัญได้เงินมาก็พอใจแล้ว การทำงานมีเป้าหมายแต่บริหารไม่ตรงตามเป้าหมาย ใครทำงานถูกใจก็เป็นที่พอใจ ไม่ถูกใจไม่เก็บอารมณ์ เขาก็คิดว่าเมื่อก่อนเขาผ่านมาได้แต่ไม่ได้คำนึงว่าการผ่านมานั้นผ่านมาแบบประสพผลสำเร็จหรือไม่   ควรนำมาคิดทบทวนในสิ่งที่ทำไปโดยหาสาเหตุว่าประสพผลสำเร็จเพราะอะไร ไม่สำเร็จเพราะอะไร ถ้าสำเร็จควรนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น ถ้าไม่สำเร็จควรจะแก้ไขอย่างไร  ข้อคิดนี้ดิฉันจะบอกลูกให้ปฏิบัติและทบทวนทุกสิ้นปี

เมื่อประมวลเหตุการณ์ได้แล้ว ประการแรกคือต้องจัดตั้งองค์กรก่อนเพื่อการทำงานของแต่ละคนจะได้ชัดเจน เมื่อบุคคลากรน้อยก็พยายามเสริมงานให้ การจัดตั้งองค์กรเป็นไปตามระบบบริหารที่ศึกษามาร่วมกับประสพการณ์ โดยเบื้องต้นจัด organization chart  ให้เจ้าของเป็นประธานและดูแลเรื่องการตลาด(ตามความถนัด) ส่วนลูกดูแลเรื่องการเงิน ดิฉันเองดูแลเรื่องการบริหารจัดการภายในบริษัทและงานโครงการ พนักงานคนใดที่ว่ามีปัญหาก็ให้เข้ามาทำงานด้วยเพื่อจะได้หาสาเหตุและแก้ไข  ในที่สุดพนักงานที่มีปัญหานั้นได้รางวัลพนักงานที่มีการพัฒนาการดีเด่นโดยได้รับการโหวตจากผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานเมื่อวันจัดงานปีใหม่ที่ผ่านมา  ทำให้เห็นว่าการเป็นผู้บังคับบัญชานั้นควรปฏิบัติต่อผุ้ใต้บังคับบัญชาอย่างไร  การปกครองเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการเท่านั้น แต่ควรมีธรรมะประกอบด้วย ทำอย่างไรเราจะซื้อใจเขาได้ ให้เขาทำงานแบบสนุกไม่ต้องระแวงว่าเจ้านายจ้องจับผิดหรือไม่ นอกจากนี้เราควรให้ความรู้ด้วยเพราะจะได้นำประสพการณ์ไปใช้ที่อื่นได้เมื่อเขาต้องการความก้าวหน้า  มิใช่เพียงทำงานเช้าชามเย็นชามถึงเดือนก็รับเงินบางเดือนก็ได้แบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพนักงานถึงยอมรับได้ซึ่งแต่ละคนทำงานกันมามากกว่า5ปีขึ้นไป สิ่งนี้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ดิฉันเกิดความศรัทธาจึงตอบรับเข้ามาทำงานด้วย คือมองเบื้องต้นว่าเจ้าของดีลูกน้องถึงอยู่ได้นาน จนทุกวันนี้ยังไม่สามารถวิเคระห์ได้ว่าทำไมๆๆๆและทำไม ก็ได้แต่คิดถึงคำพระท่านว่าคงเป็นบุญกรรมที่เขาร่วมทำกันมา  หลังจากจัดตั้งองค์กรแล้วดิฉันได้แนะนำรุ่นน้องที่มีประสพการณ์บริหารองค์กรใหญ่ เป็นผู้ที่มีฐานะครอบครัวดี เป็นคนปรีกวิเวก ชอบเดินป่ารับใช้พระธุดงค์ เพราะเห็นว่าเขาอายุยังไม่มากควรทำประโยชน์ให้อนุชนรุ่นหลังถ้าทำได้ก็จะเห็นกันในชาตินี้ไม่ต้องชาติหน้า เขาก็เชื่อและมาช่วยดิฉันได้เดือนกว่าๆก็ต้องขอลาด้วยเหตุที่รับไม่ได้กับมนุษย์ที่ไม่มึความจริงใจ เอารัดเอาเปรียบโดยเฉพาะกับผู้น้อย หลายเรื่องที่เขาระบายออกมาเป็นจดหมายซึ่งเราก็ยอมรับเมื่อความจริงหนีความจริงไม่พ้น แต่สำหรับเราเองยังต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับปากไว้และยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ก็ต้องทำให้บรรลุุโดยใช้เวลาถึง 8 เดือน 15 วัน ซึ่งเพียงแค่เป้าหมายแรกเท่านั้น   สรุปด้วยเหตุผลของตัวเองคือ การบริหารจัดการที่ไม่มีธรรมะ ความศรัทธาจะไม่เกิด ความสำเร็จไม่รู้ว่าอยู่ที่ใหน  คำสอนของพระพุทธองค์เป็นสัจจธรรมอันประเสริฐสุด    ติดตามตอนต่อไปเรื่องการบริหารการเงินค่ะ