วันนี้ได้ทราบข่าวจากคุณสายชล นักศึกษาภาคบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ว่าลุงแกละ หรือนายสว่าง สังข์ทอง พี่ชายของลุงตู่ กำลังให้ปากคำเป็นพยานกับอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เราจึงโทรหาลุงแกละเพื่อสอบถามสถานการณ์ของการสอบปากคำครั้งนีี้
ลุงแกละเล่าว่า ทางอำเภอบางระกำ ให้คนขับรถมารับลุงแกละเพื่อมาให้ปากคำเป็นพยานยืนยันความเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยของลุงตู่ การสอบปากคำเริ่มตั้งแต่เวลา 8.00 จนกระทั่งประมาณเที่ยงวันจึงแล้วเสร็จ และขนขับรถกำลังขับไปส่งลุงแกละกลับบ้าน
ลุงแกละให้ปากคำในส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยืนยันนความเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยของลุงตู่ คือ
1. พ่อของลุงตู่ ชื่อ นายป่วน แม่ของลุงตู่ ชื่อ นางผิว ลุงแกละและลุงตู่เป็นพี่น้องและมีแม่คนเดียวกัน
2. ตอนที่ลุงแกละอยู่กับแม่ เคยเห็นแม่ตั้งท้อง ต่อมาย้ายไปอยู่กับคุณยายจึงไม่เห็นตอนแม่คลอดลุงตู่ แต่เมื่อกลับมาอยู่กับแม่ ก็เห็นแม่อุ้มลุงตู่แล้ว ลุงแกละและลุงตู่อาศัยอยู่กับแม่ในชุมชนนางเลิ้ง เติบโตมาด้วยกัน ชอบไปวิ่งเล่นที่หน้าโรงหนัง(ศาลาเฉลิมธานี)เป็นประจำ
3. ตอนสงครามโลก แม่อุ้มลุงตู่และพาลุงแกละวิ่งไปหลบระเบิดที่วัดแคนางเลิ้ง
4. ลุงแกละยืนยันว่าลุงตู่เป็นน้องชาย และลุงตู่มีสัญชาติไทย
ตามที่ลุงตู่ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในสถานะคนสัญชาติไทย ลุงตู่อ้างพยานบุคคลไว้ 5 คน คือ ลุงตู่ ลุงน้อย ป้าเล็ก ลุงล้วน และลุงแกละ ซึ่งตอนนี้พยานบุคคลทุกปากได้ให้การต่ออำเภอเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของปากคำลุงแกละนั้น หลังจากที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ส่งบันทึกปากคำมายังเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งเราต้องติดตามกันว่า เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
"จะแสวงหาพยานหลักฐานใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่" และ
"เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคำร้องแล้ว นายทะเบียนท้องถิ่นจะให้น้ำหนักพยานบุคคลทั้ง 5 ปากนี้อย่างไร"
เนื่องจากมาตรฐานคำพิพากษาฎีกาคดียี่เกียม(ฎ. 5843/2537) มีแนวทางวินิจฉัยว่า
- ในช่วงเวลานั้น(ก่อนปี พ.ศ. 2499)การทะเบียนราษฎร์ของประเทศไทยยังไม่เป็นระบบเรียบร้อยดังเช่นทุกวันนี้ การไม่มีสูติบัตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านจึงไม่ใช่ข้อที่จะพึงตำหนิ
- รับฟังพยานบุคคล ยืนยันสถานที่เกิดของนายยี่เกียม
- พยานเพื่อนบ้านตอนเด็ก
- ลูกพี่ลูกน้อง
- แม่เลี้ยง
- ลุง
- ความน่าเชื่อถือพยานบุคคล คือ ประกอบอาชีพสุจริต มีฐานะและหลักฐานเป็นที่ยอมรับของสังคม
ดังนั้น เคสของลุงตู่ จึงเป็นกรณีศึกษาตัวอย่างของคนเสมือนไร้รากเหง้า ที่มีข้อเท็จจริงเป็นองค์ประกอบของผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทย ซึ่งสะท้อนอุปสรรคในการพิสูจน์สิทธิของตน เพราะตราบใดที่ลุงตู่ยังไม่ถูกรับรองทางทะเบียน
- ลุงตู่อาจถูกสันนิษฐานให้เป็นคนต่างด้าว ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และเมื่อไม่มีเอกสารขออนุญาตเข้าเมือง ลุงตู่จึงอาจมีความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมายตามมาตรา 54
- แม้ว่าลุงตู่พิสูจน์ได้ว่าตนเกิดในประเทศไทย แต่หากฝ่ายปกครองสันนิษฐานว่าบิดามารดาของลุงตู่เป็นคนต่างด้าว ซึงเป็นผลให้ลุงตู่ถูกถอนสัญชาติไทยโดย ปว. 337 และลุงตู่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลุงตู่ก็อาจจะถูกพิจารณาเป็นลูกคนต่างด้าวซึ่งเกิดในประเทศไทย นอกจากจะไม่ได้สัญชาติไทยแล้ว ลุงตู่จะถูกถือว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ประกอบมาตรา 11 พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 อีกด้วย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อ 1 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 (พ.ศ. 2515) บัญญัติว่า “ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าว หรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะทีเกิด บิดาหรือมารดานั้นเป็น
(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นพิเศษเฉพาะราย
(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ
(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ทั้งนี้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น”
มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า "บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ข้อ 1 และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ข้อ 2รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน"
มาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 บัญญัติว่า "ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้นั้นเป็น
(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย
(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ
(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยู่ในราชอาณาจักรไทยในฐานะใด ภายใต้เงื่อนไขใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง"
มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า "บทบัญญัติ มาตรา 7ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วยเว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมี คำสั่งอันมีผลให้ได้รับสัญชาติไทย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง อาจได้สัญชาติไทยได้ตาม มาตรา 7ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ สัญชาติพ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้รัฐมนตรีจะสั่งให้ได้สัญชาติไทย เป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะรายก็ได้"