ว่านหางช้าง ... กล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุด กอนี้บานครั้งแรก @ บ้านสวนถ้ำทะลุ 




  • กล้วยไม้กอนี้ มีชื่อว่า เพชรหึง หรือ หางช้าง บ้างก็เรียกว่า ว่านหางช้าง ว่ากันว่า มีสรรพคุณทางยา ด้วย 


เราทำความรู้จักกับกล้วยไม้ชนิดนี้กัน ที่ใครๆบอกว่าเป็นกล้วยไม้ที่ใหญ่ทีสุดในโลก 




  • ภาพใบ ของว่านหางช้าง

ลำต้น : คล้ายลำอ้อย 
ใบ : จะออกสลับกันเป็นสองแถว ตรงปลายแหลม คล้ายใบมะพร้าว 




  • ภาพดอกตูม ของว่านหางช้าง (01-12-2555)
ดอก : จะแทกช่อดอกออกจากโคนต้น


  • ภาพก้านดอก ที่ยืดยาว รอวัน บานโชว์ความงาม 
 ก้านดอก : ออกเป็นช่อ ยาวประมาณ  2 เมตร 



  • ภาพดอกจะเริ่มบาน เป็นดอกแรกจากโคนต้น (19-12-2555)



  • ดอกบานใหม่ ๆ มองด้านหน้า (19-12-2555)



  • ดอกบานใหม่ ด้านหลัง (19-12-2555)



  • ดอกตูมที่ปลายก้านช่อ ที่รอบาน ต่อๆ ไป (19-12-2555)



  • เจ้ามดแดง เฝ้าไม่ยอมห่าง
......


<p></p>

ผ่านไป 1เดือนกว่า  เราได้เจอหน้ากันอีกหน ...





  • ภาพดอกที่ยาวนาน หนึ่งเดือนกว่า ยังบานไม่หมดช่อเลย  
มุมนี้มองจาก โคนต้น



  • กอนี้ ออกดอก3ช่อ 
มุมนี้มองจากด้านนอก เข้ามา



  • มุมนี้ จากปลายช่อ 



  • ภาพดอกใกล้ๆ 
กลีบดอกพื้น สีเหลือง มีสีน้ำตาลแกมม่วงเป็นจุดๆ หากดูไปแล้วก็คล้ายกับลายเสือดาว


  • ภาพมองย้อนแสง ยามเย็น (1)



  • ภาพมองย้อนแสง ยามเย็น (2)



  • ภาพมองย้อนแสง ยามเย็น (3) เจ้ามดแดงยังไม่ไปไหน(1) 


  • ภาพมองย้อนแสง ยามเย็น (4) เจ้ามดแดงยังไม่ไปไหน(2) 



ปิดท้ายบันทึกนี้ ด้วยสาระเกี่ยวหางช้าง เล็กน้อย 

  • เพชรหึง หรือ หางช้าง 
  • ชื่อทางวิทยาศาสตร์    Belamcanda chinensis DC.
  • ลักษณะทั่วไปเป็นพรรณไม้ขนาดเล็ก ลำต้นกลมเป็นข้อ ๆ มีความสูงประมาณ50-120 ซม.
  •  ลำต้น นั้นจะเป็นสีเหลือง และมีรากฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก
  • ใบ จะออกสลับกันเป็น 2 แถว มีลักษณะเป็นแผ่นแบนคล้ายใบว่านน้ำ ตัวใบจะเป็นตรงยาว ตรงปลายแหลม 
  • ดอก จะออกเป็นช่อ ตรงยอด และจะแตกแยกเป็น 2-3 ช่อมีกลีบรองดอกเป็นแผ่นยาว และบานตรงปลายแหลม ดอกไม้วัดผ่าศูนย์กลางได้ 3-5 ซม. ดอกหนึ่งจะมีอยู่ประมาณ 5 กลีบ เป็นดอกสีเหลือง มีจุดเป็นสีแดงเข้ม มีเกสรตัวผู้อยู่ 3 อัน เกสรตัวเมียมี 1อัน มีลักษณะเป็นเส้นยาวหนา ที่ตรงปลายจะแยกเป็นรอยตื้น ๆ ประมาณ 3 รอย และมีรังไข่อยู่ประมาณ 3 ห้อง
  • ผล  จะมีลักษณะเป็นผลยาวมี 3 พู เมื่อผลสุกก็จะแตกออกเป็น 3 กลีบ ภายในจะมีเมล็ดกลมเป็นสีดำ


สรรพคุณทางยา


  •  ใบ โดยนำเอาใบมา 3 ใบ แล้วปรุงเป็นยาต้ม ใช้เป็นยาระบายอุจจาระและ รักษาระดูพิการของผู้หญิงได้ดี
  •  เหง้า ใช้แห้งประมาณ 5-10 กรัม นำไปต้มหรือบดเป็นผงกิน หรือใช้สด โดยการตำคั้นเอาแต่น้ำกิน ใช้สำหรับภายนอก โดยการนำไปบดให้เป็นผงเป่าคอ หรือใช้ผสมทา เหง้าจะมีรสขม และเย็นจัด แต่มีพิษ 
ใช้เป็นยารักษาอาการต่าง ต่าง ดังนี้คือ 


  1.  รักษาโรคคางทูม โดยใช้เหง้าสดประมาณ 10-15 กรัม นำไปต้มกินหลังอาการวันละ  2 เวลา
  2. รักษาอาการท้องมาน โดยใช้เหง้าสด นำมาคั้นเอาแต่น้ำกินบ่อย ๆ 
  3. รักษาอาการไอ หรืออาการหอบหืด ใช้เหง้าแห้งประมาณ 6 กรัม มั่วอึ้งแห้งประมาณ 3 กรัม ขิงแห้งประมาณ 3 กรัม โส่ยชินแห้งประมาณ 2 กรัม โงวบี่จี้แห้งประมาณ 2 กรัม จี่อ้วงแห้ง 10 กรัม และลูกพุทราจีนประมาณ 4 ผลนำมาต้มรวมกันเอาแต่น้ำกิน 
  4. รักษาอาการเจ็บคอ โดยใช้เหง้าสดประมาณ 15 กรัม ผสมกับน้ำส้มสายชู ตำคั้นเอาช้ำชุบสำลีอมกลืนแต่น้ำช้าๆ
  5. รักษาฝีที่เต้านมบวมมีหนองในระยะเริ่มแรก ให้ใช้เหง้าแห้ง 1 เหง้า รากดอกไม้จีนแห้งประมาณ 10 กรัม นำมารวมกันบดให้เป็นผง แล้วผสมน้ำผึ้งกิน
  6. รักษาฝีประคำร้อยให้ใช้เหง้าแห้งเหลี่ยงเคี้ยว แห่โกวเช่าแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน นำไปบดเป็นผง ผสมทำเป็นยาเม็ด กินครั้งละ 6 กรัม หลังอาหาร
  7. รักษาอาการผื่นคืนมีน้ำเหลืองที่ขาจากการทำนา ใช้เหง้าแห้ง ใส่น้ำแล้วต้มให้เดือดผสมเกลือแกงเล็กน้อย แล้วทาตามบริเวณที่เป็น ทาวันละ 2 เวลาเช้า-เย็น   
ที่มา:  http://www.oknation.net/blog/chabatani/2010/11/03/entry-1



ขอขอบคุณทุกๆท่านที่แวะมาเยี่ยมเป็นกำลังใจให้เสมอๆ 

นารี ชูเรืองสุข 

วันที่ 25 มกราคม 2556

สวัสดีค่ะ:)




เพิ่มเติม 22-02-2556

ระยะเวลาที่ยาวนานกว่าจะบานหมดช่อ

ภาพนี้บันทึกอีกครั้ง 19-02-2556

ดอกที่บานแล้ว เริ่มกลายเป็นผลแล้ว นะคะ



...