
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 ผู้เขียนไปฟังการเสวนาธรรม ครั้งที่ 3 ที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ จัดโดยท่านศาสตราจารย์ผาสุก อินทราวุธ เนื่องในวาระครบรอบการถึงแก่อนิจกรรมของ พลตรี เดช ตุลวรรธนะ ซึ่งเป็นคุณพ่อของท่าน ท่านนิมนต์พระอาจารย์วินัยธรปรัชญา จากจังหวัดลำปาง และพระอาจารย์สหกรณ์ จากจังหวัดพะเยา มาเป็นผู้บรรยายและร่วมเสวนาธรรมกับผู้เข้าร่วมฟัง ประเด็นที่เสวนาคือคำสอนที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา พระอาจารย์ทั้งสองรูปได้บรรยายธรรมว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องการรู้ทุกข์ และการดับทุกข์ เท่านั้น มีผู้ฟังได้ระบุประเด็นคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องนี้หลายท่าน เช่น ทำไมคนสมัยก่อนจึงบรรลุธรรมได้ง่าย และ เร็ว เหตุใดคนสมัยปัจจุบันจึงบรรลุธรรมได้ยาก เราจะนิพพานได้อย่างไร ถ้าขณะใดที่เกิดความอยากในจิตจะไม่มีทางบรรลุธรรมใช่หรือไม่ คำตอบของพระอาจารย์ทั้งสอนท่านสรุปได้ว่า การที่จะนิพพานซึ่งหมายถึงการดับทุกข์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ต้องวางความยึดมั่นถือมั่นต่อขันธ์ห้า อันได้แก่ รูป และ นาม (สัญญา เวทนา สังขาร วิณญาณ )
เมื่อกลับจากการฟังธรรมได้อ่านหนังสือของพลตรีเดช ตุลวรรธนะ เรื่องการเรียนพุทธศาสนาอย่างปัญญาชน เล่ม 1 (ผู้จัดการเสวนาได้แจกหนังสือหลายเล่ม) ผู้เขียนสนใจมากคือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสอนว่า "ภิกษุทั้งหลาย ในกายยาววา หนาคืบ ที่พร้อมด้วยสัญญาและใจนี้แหละ เราบัญญัติว่าเป็นโลกที่มีพร้อมทุกอย่าง คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้ดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ พวกเธอทั้งหลาย จงใช้ร่างกายกับใจนี้ เป็นการทดลอง ค้นคว้าหาความจริงเอาด้วยตนเองเถิด" จากพุทธภาษิตที่กล่าวนี้เป็นการยืนยันให้ผู้เขียนเห็นชัดเจนว่า การปฏิบัติธรรม คือ การเฝ้าสังเกต กาย ใจ ของเรานี้เอง ให้เห็นด้วยจิตอย่างแจ่มแจ้ง ว่ากายนี้ ใจนี้อยู่ภายใต้กฏธรรมชาติ(Law of Nature ) ที่เรียนว่ากฏไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกขัง ทนสภาพเดิมไม่ได้ และอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ตัวอย่างเชิงประจักษ์ เช่น ร่างกายของเรา เดิมเป็นเด็ก ต่อมาเป็นผู้ใหญ่ นานไปเป็นคนแก่ แล้วก็ตายไป ถ้าสังเกตจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทุกคน นี่คือความเป็นอนิจจัง เราจะทนเป็นเด็กไปตลอดได้ไหม ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ นี่คือทุกขัง และความเป็นอนัตตา คือบังคับให้เป็นไปตามใจเราไม่ได้ ไม่อยากแก่ ไม่อยากตาย ก็ต้องแก่ ต้องตาย สรรพสิ่งในโลกต้องอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ทั้งหมด นี่คือความจริงที่ทุกคนต้องเรียนรู้
ขณะที่เดินออกมาจากสวนโมกข์กรุงเทพฯ เห็นป้ายเขียนคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ประทับใจจึงนำมาเป็นของฝากค่ะ "ดูท่อนไม้นี่สิ... สั้นหรือยาว สมมุติว่าคุณอยากได้ไม้ที่ยาวกว่านี้ ไม้ท่อนนี้มันก็สั้น แต่ถ้าคุณอยากได้ไม้สั้นกว่านี้ ไม้ท่อนนี้มันก็ยาว หมายความว่าตัณหาของคุณเอง ที่ทำให้มีสั้น มียาว ต่างหาก มีดี มีชั่ว มีสุข มีทุกข์ ที่มา ละตัณหาเสียได้เท่านั้น ทุกอย่าง ก็จบ
ขอบคุณคติธรรมดีๆที่นำมาแบ่งปันกันค่ะ..
มาฟังธรรม ด้วยค่ะ