ผมชอบเพลง “แสงสุดท้าย” ของตูนส์ Bodyslam ครับ

เนื้อเพลงเป็นดังนี้ครับ
รอนแรมมาเนิ่นนานเพียงหนึ่งใจ กับทางที่โรยเอาไว้ด้วยขวากหนาม
ดูแหลมคม ทิ่มแทง จนมันแทบจะทนไม่ไหว
ชีวิตถ้าไม่ยากเย็นขนาดนั้น สองมือจะมีเรี่ยวแรงขนาดไหน
แต่หัวใจ ของคน ยังยืนยันจะไม่ถอดใจ
* ในค่ำคืนที่ (ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้)(ฟ้าท้าทายใจคน) (และ)ฉันยังคงก้าวไป
ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำไปในคืนที่หลงทาง
วันเวลาไม่เคยจะหยุดเดิน อย่างไรเราคงต้องเดินไปกับมัน เก็บทุกความ ผิดพลั้ง เป็นคำเตือนให้เราเข้าใจ
ชีวิตเริ่มต้นที่คำว่าฝ่าฟัน ขอเพียงใจเราเท่านั้นไม่หวั่นไหว บทชีวิตของเรา เราจะทำให้มีความหมาย
( * )
** กับที่ๆความฝัน นั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ ฉันยังมีจุดหมาย
ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย
กับความเดียวดาย ในคืนเหน็บหนาว แหงนมองฟ้ายังนึกถึงวันเก่า มันคงชินที่ทางยาวไกล กร่อนหัวใจ
ภาวนากับความมืดมิด ขอให้รักยังคุ้มครองเราอยู่ เตือนคืนวันให้ใจดวงนี้ ไม่ยอมแพ้
( * , ** )
จนถึงแสงสุดท้าย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้า ตราบใดที่ปลายท้องฟ้า
Cr: http://chordtabs.in.th/song.php?posttype=webmaster&song_id=2852
ผมอนุมานเอาเองว่า “เนื้อหาเพลงนี้” คงมาจากชีวิตจริงของใครคนใดคนหนึ่งครับ ซึ่งก็น่ายกย่องมากที่อุปสรรคเยอะ แต่ก็มีหลักคิด รวมทั้งสามารถฝ่าฟันมาจนประสบความสำเร็จได้ เอาเป็นว่าถ้าเป็นจริงดังนั้น ก็ถือว่าเป็นแง่มุมที่น่าสนใจจริงๆ ที่น่าเอามาคิดต่อ
ผมลองตั้งคำถามสองสามคำถามแล้วลองตอบดังนี้ครับ
คำถามแรกคือ “เราต้องลำบากขนาดนั๊นหรือ จึงจะไปได้ไกลอย่างในเพลง”
ขอเริ่มตอบด้วยงานวิจัยดีๆ นะครับ
มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาบวกชิ้นหนึ่งทดลองให้คนฟังเพลงโหด เครียด ก่อนปีนเขา แล้วลองให้พวกเขาทายว่าภูเขามีความชันเท่าไหร่ ปรากฏว่าโดยเฉลี่ยคนจะทายว่าภูเขาชันประมาณ 30 กว่าองศา อีกกลุ่มให้ฟังเพลงเบาๆ ประเภทมีความสุขสวยงาม จากนั้นลองให้ทายว่าภูเขามีความชันเท่าไร ปรากฏว่าโดยเฉลี่ยกลุ่มหลังทายว่า 19 องศา

Cr: http://preview.ait-themes.com/impression/wp1/
มีการทดลองอีกเช่นให้ยืนบนกล่อง เทียบกับยืนบนเสก๊ตบอร์ด ปรากฏว่าคนยืนบนเสก็ตบอร์ดที่โยกไปโยกมาไม่มั่นคง ทายว่าภูเขาชันมากๆ ขณะที่คนยืนบนกล่องทายว่าชันน้อยกว่า
ก็ตอบสักทีครับว่า “มันต้องลุยแน่ครับ แต่ระหว่างทางอย่าเครียดมากไปครับ ให้สร้างสภาพแวดล้อมบวกๆ ความรู้สึกดีๆ ด้วยครับ จะเป็นตัวช่วยมาก เพราะถ้าเราคิดดีๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆ สมองเราจะตีความความท้าทายของคุณในอีกมุม เรื่องเดียวกันคนอื่นว่ายาก คุณกลับคิดว่ามันไม่น่ากลัวนัก แล้วคุณก็ก้าวมันไปเฉยเลย”
คำถามข้อสองครับ จริงหรือที่เราต้อง “..เก็บทุกความ ผิดพลั้ง เป็นคำเตือนให้เราเข้าใจ..”
ขอตอบข้อนี้นะครับ เริ่มจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาบวก แล้วเรื่อง The Bowling Experiment (เดอะ โบวลิ่ง เอ็กเพอริเม๊นต์) เป็นการทดลองง่ายๆครับ เอาคนมีความสามารถมาแบ่งเป้นสามทีม ทีมแรกซ้อมกันไปเอง ทีมสองซ้อมไปจะมีคนถ่ายวิดีโอ เฉพาะที่ทำพลาด จากนั้นโค้ชก็เอามาวิเคราะห์และสอนคนในทีมครับ ส่วนทีมที่สามก็ทำคล้ายกับทีมที่สอง ต่างกันเพียงถ่ายวิดีโอเฉพาะจุดที่ไกล้ดี หรือดีแล้วเอามาสอนครับ เกิดอะไรขึ้นครับ ที่สุดเอามาแข่งกันหลังจากฝึกมานับเดือน ปรากฏว่าทีมที่สามชนะครับ พัฒนาการที่สูงขึ้นกว่า 100% และไม่ว่าจะเอาการทดลองแบบนี้ไปทำการทดลองที่ไหน ผลก็ออกมาเหมือนกันครับ
เลยสรุปว่า ถ้าจะให้สำเร็จมากขึ้น แนะนำครับว่าคุณควรเก็บประสบการณ์ดีๆ ที่ทำได้ดี แม้จะสักเล็กน้อย ก็เอามาคิด เอามาขยายดีเถอะครับ ชีวิตคุณจะไม่ลำบากมากๆ แถมสำเร็จมากกว่า
คำถามข้อสาม ผมชอบประโยคนี้ครับ “...กับความเดียวดาย ในคืนเหน็บหนาว แหงนมองฟ้ายังนึกถึงวันเก่า มันคงชินที่ทางยาวไกล กร่อนหัวใจ ภาวนากับความมืดมิด…” คำถามคือ มีอะไรมากกว่า ความเดียวดาย และการภาวนาในคืนที่มืดมิดไหมครับ
อยากตอบเร็วๆครับ เอาเป็นว่าเริ่มต้นด้วยงานวิจัยทางจิตวิทยาบวกครับ จำได้ว่าครั้งหนึ่งมีการศึกษาครับ (ดู Positivity) นักวิจัยไปค้นพบว่าทีมงานที่ชนะในทุกความท้าทาย เรียกว่าเป็นทีมที่มีขีดความสามารถสูง สมาชิกในทีม มีอัตราส่วนการคิดบวกต่อคิดลบ 3:1 ครับ ในทางตรงข้ามทีมที่ทำผลงานธรรมดาๆหรือแพ้นี่ 1:1 ครับ

Credit: http://personalexcellence.co/challenges/2012/02/positivity-challenge/
มาถึงคำตอบในประเด็นนี้คือ อย่าเดียวดายครับ คบชาวบ้าน ทำงานเป็นทีมครับแล้วคิดบวก เห็นภาพดีๆ มากๆ จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้มากกว่า ไม่ใช่สำเร็จแต่ซึมเศร้า
ขอเพิ่มเติมหน่อยครับ ถ้าคุณดูประวัติศาสตร์นะครับ เช่นจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง (ดูหนังสือ The Iconoclast) ที่เข้าไปเจาะลึกบุคคลที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์ ในระดับที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่เลย เช่นแวนโก๊ะ และปิก๊าสโซ่ ที่ทั้งสองท่านสร้างประวัติศาสตร์งานด้านศิลปะ ชนิดพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะไปเลย นี่คือความเหมือน เหมือนอีกอย่างคือภาพของท่านทั้งสอง หลังตายขายได้แพงที่สุดในโลก โดยภาพของทั้งสองท่านติดห้าอันดับแรก ตลอดกาล แต่ที่น่าเศร้าคือ ตอนมีชีวิตแวนโก๊ะกับขายภาพได้ภาพเดียวจาก 2,000 ภาพ ทำให้ต้องซึมเศร้า เครียดจนฆ่าตัวตายในที่สุด หากแต่ปิก๊าสโซ่กลับประสบความสำเร็จทั้งรวยและมีอิทธิพลในยามมีชีวิต
เกิดอะไรขึ้นครับ จากการศึกษาของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้พบว่าแวนโก๊ะอาศัยอยู่อย่าง “เดียวดาย” ในชนบทครับ ในขณะที่ปิกาสโซ่อาศัยอยู่ในเมือง มีเพื่อนฝูงมากมาย หลายอาชีพ ที่คอยส่งเสริมคอยอธิบาย “ช่วยขาย” งาน ให้ปิก๊าสโซ่
สรุปแล้ว ตอบเลยครับ มีอะไรมากกว่า “ความเดียวดายในความมืดมิดแน่นอนครับ” และอาจมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด ที่เรียกว่าถ้าไม่รู้แล้วอยู่เดียวดายเกินไป ก็อาจ “ตายอย่างเขียด” ได้ครับ
คำถามสุดท้าย "เพลงนี้มีอะไรดีๆบ้างไหม ดูอาจารย์มองเพลงนี้ไม่ค่อยดีเลย"
มีดีครับ มีดีมากๆด้วย เพลงนี้สะท้อนแนวคิด "Personal Mastery เพอร์ซัลเนิล มาสเตอรีย์" ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดหลักสำคัญขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ประมาณว่าคุณเคยเห็นไหม ถ้าใครค้นพบตัวเอง รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร รับรองความสามารถคุณและความสำเร็จของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพลงนี้สะท้องคำว่า Personal Mastery ออกมาได้ดีมากๆครับ ลองเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ไปวันๆ หายใจทิ้ง ยังค้น "ตัวเอง"ไม่พบสิครับ จะไม่ได้เซ๊นต์อย่างนี้เลย

Cr: http://www.kjaggers.com/2012/02/picturequote_08.html
ก็เสริมอีกครั้ง เพลงนี้มีพลังจริงครับ เพราะบ่งบอกของการค้นพบตัวเอง แต่อยากเสริมว่าลองพิจารณาแนวคิดเชิงบวกด้วยนะครับ เริ่มจากสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีๆ จากนั้นคิดดีๆ แล้วแวดล้อมด้วยคนดีๆ เรื่องยากๆ ที่คนอื่นดูเป็นอุปสรรค จะกลายเป็นเรื่องที่คุณสามารถก้าวข้ามไปได้ อย่างชิลล์ๆครับ
เพียงเล่าให้ฟัง ลองพิจารณาดูนะครับ
ปล. สำหรับผู้ที่สนใจงานวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านความสุขแนะนำ หนังสือเล่มนี้ เรื่อง ความสุข ปลดล๊อกสู่ความมั่งคั่ง ครับ ดีมากๆ
ชอบเพลงนี้ทีเดียวครับ ;)...
ชอบเพลงนี้ครับ ฟังแล้วทำให้ผมมีพลังหลังดูคนไข้ที่คลินิกกิจกรรมบำบัดครับผม
ชอบมากค่ะ ฟังบ่อยๆ ซื้อแผ่นด้วยค่ะ
เก็บทุกความ ผิดพลั้ง เป็นคำเตือนให้เราเข้าใจ..” ไม่มีใครเดินผิดทุกวันค่ะ ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่หากรู้ว่าทำไมถึงผิด ก็จะทำให้ก้าวต่อๆ ไป ผิดน้อยลงใช่ไหมค่ะ
ชอบเพลงนี้เหมือนกันค่ะอาจารย์
ทิมดาบก็ชอบเพลงนี้ครับอาจารย์...