วินัยเชิงบวก เป็นเรื่องที่ครูดีต้องเสริมสร้างให้แก่นักเรียนด้วย ก่อนครูจะจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน แน่นอนสิ่งแรกคือการทำความรู้จักกับนักเรียน หรือเราเรียกกันว่า รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล และต้องรู้ถึงความต้องการพื้นฐานของนักเรียนที่เราต้องจัดการเรียนรู้ด้วย
ความต้องการพื้นฐานของนักเรียน ได้แก่ 1. ความสงบสุข 2. ความสม่ำเสนอ 3. ความเป็นมิตร 4. ความใส่ใจ 5. การยอมรับ 6. การมีเหตุผล 7. การได้รับการปกป้องและรู้สึกปลอดภัย 8. แบบแผนที่สอดคล้องกัน 9. การฝึกวินัยอย่างเข้าอกเข้าใจ
การสร้างวินัยเชิงบวก ทำกันทำไม
1. การอบรมสั่งสอน และ การปลูกฝังวินัย เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม และเคารพกฎระเบียบในสังคม
2. เน้นที่พฤติกรรมที่เด็กจ้าเป็นต้องเรียนรู้ และพัฒนาการทางด้านอารมณ์ และสังคมของเด็กเป็นส้าคัญ ในขณะที่การสร้างวินัยเชิงลบมุ่งไปที่การควบคุมความประพฤติของเด็ก
3. เป้าหมายสูงสุดของการสร้างวินัยเชิงบวก คือ การพัฒนาพฤติกรรมให้เด็กเป็นคนที่มีวินัยในตนเอง และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
เหตุผลในการใช้เทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวก
1. ค้าพูดเป็นเรื่องส้าคัญ
2. การสร้างสัมพันธภาพที่ดีเป็นเรื่องส้าคัญ
3. การเคารพความต้องการและความรู้สึกของเด็กเป็นรากฐานแห่ง
ความส้าเร็จ
4. เด็ก ๆ จะมีพฤติกรรมเดิมเมื่อพฤติกรรมนั้นใช้ได้ผล
5. เป้าหมายของเรา คือการให้อ้านาจเด็กในการควบคุมชีวิตของตัวเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมี “วินัยที่ดี” เป็นสิ่งที่ครูทุกคนคาดหวังให้เกิดกับนักเรียน แต่การปลูกฝังวินัยส่วนใหญ่มักใช้วิธีหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ด้วยการตี หรือใช้คำว่า “ห้าม อย่า หรือหยุด” เพื่อหยุดพฤติกรรมด้านลบของนักเรียน วิธีเหล่านี้เป็นการหยุดพฤติกรรมแค่ชั่วคราว และถือเป็นการปิดกั้น หรือยับยั้งนิสัยที่จะสำรวจและเรียนรู้ของนักเรียนไปอย่างน่าเสียดาย
เวลานักเรียนทำอะไรบางอย่างผิด ไม่ควรตัดสินนักเรียนในทันที ไม่ว่าจะด้วยการตี หรือใช้คำพูดที่รุนแรง แต่ควรรับฟัง และให้โอกาสให้เขาได้อธิบายเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้หลักของเหตุและผลมากกว่าการใช้อารมณ์
เวลาที่นักเรียนถูกตัดสินว่าผิด สัก 10 ผิดนักเรียนก็เซ็งแล้ว ถ้าเป็นเรา เราก็คงเซ็งเหมือนกัน อยากให้ฟังเขาหน่อยว่าที่เขาทำไปเพราะอะไร เนื่องจากนักเรียนมีความรู้สึก มีความชอบ มีอารมณ์ สิ่งที่ครูควรทำ ก็คือ สังเกตเขา ดูว่าเขามีทีท่าอย่างไร มีอารมณ์อย่างไร แล้วลองตอบสนองเขาดู แต่ถ้าเราไม่เคยฟังนักเรียนเลย บางครั้งเราอาจมองข้ามศักยภาพ หรือความหวังดีของนักเรียนๆ ไปได้
นอกจากนั้น ครูควรรู้จักขอโทษ และอภัยนักเรียนให้เป็นด้วย เช่น “เมื่อสักครู่ครูหนูเสียงดังไปหน่อย ครูขอโทษด้วยนะ แต่ที่ครูดุหนูเพราะอยากให้หนูไม่เถียงครู ส่วนการให้อภัย เป็นสิ่งที่นักเรียนอยากได้จากครูด้วยเช่นกัน ดังนั้น ไม่ควรแสดงทีท่าว่าโกรธนักเรียนเสียมากมาย
ครูต้องเข้าใจด้วยว่า การง้อของนักเรียน บางทีอาจไม่ได้เข้ามากล่าวคำว่าขอโทษ แต่อาจจะเข้ามาถามอะไรสักอย่าง ซึ่งการเข้ามาง้อในลักษณะนี้ แสดงว่านักเรียนเริ่มรู้แล้วว่า เขาทำผิด และรอการให้อภัยจากครู แต่การที่ครูไม่ให้อภัยนักเรียน รู้หรือไม่ว่า เรากำลังทำร้ายความรู้สึกของนักเรียนโดยไม่รู้ตัว” กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กแนะ
การเป็นครูดีนี่เสมือนเป็นพ่อแม่ของเขาเลย ต้องแคร์ความรู้สึกของพวกเขา ก็พวกเราเป็น ครูดี นี่คะ
แวะมาเป็นกำลังใจให้ครุอ้อยนะครับ
ขอบคุณมากค่ะ น้องแสง
แสงแห่งความดี ขอให้มีความสุขมากๆๆนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์ น้องชาย
ขจิต ฝอยทอง
ขอบคุณมากค่ะ น้อง โอ๋
โอ๋-อโณ รักษาสุขภาพนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
คุณแจ๋ว