วิศวกรขอคิดช่วยชาวนากุ้งให้เลิกขาดทุน

กุ้งเป็นสินค้าส่งออกปีละมากกว่าข้าวไปแล้ว  หลายแสนล้านบาท  แต่วันนี้ชาวนากุ้ง บ่อปลา เจ๊งกันมาก  ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ  ค่าไฟในการตีน้ำเพื่อผสมออกซิเจนมีราคาประมาณ ๒๐% ของต้นทุนทั้งหมด  ทำให้ชาวนากุ้งเคยเดินขบวนขอให้การไฟฟ้า ลดราคาไฟฟ้าให้เป็นกรณีพิเศษ


ผมมาคิดได้ว่า  ที่ค่าไฟแพงมากเป็นเพราะไปใช้เครื่องตีน้ำแบบนั้น ที่ตีปั่นให้น้ำกระเซ็นเป็นฟองล่องลอยไปในอากาศ  ผมดูปร๊าดก็เห็นว่าพลังงาน ๙๐%  ถูกใช้ไปในการต้านน้ำ โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  ส่วนอีก ๑๐% ที่วิดสาดขึ้นไปในอากาศนั้นก็เติมอซย. ได้นิดเดียว  ปสภ. ประมาณ ๑๐%  ดังนั้นปสภ.โดยรวมคือ  ๑%  เท่านั้นเอง  สรุปว่า รายจ่าย ๒๐ ส่วนนี้ได้คืนมาจริงๆ เพียง ๐.๒  เท่านั้นเอง 


เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงทำโครงการผสมน้ำแบบใหม่  ให้เด็กป.ตรีทำเป็นโครงงานวิศวกรรมศาสตร์  ใช้เงินค่าหน่วยกิตเด็กไป ๖ พันบาท ผมควักจ่ายสมทบอีกประมาณ หมื่นบาท  เครื่องตีน้ำแบบใหม่เป็นดังวิดีโอแนบท้ายครับ  (ไม่รู้จะเอาขึ้นได้ไหม)    (ลองแล้วคือเอา vdo ขึ้นไม่ได้   ...ได้รับข้ัอมูล ไม่สามารถติดต่อแม่ข่ายได้) 


ผมเชื่อว่าเครื่องนี้จะลดค่าใช้จ่ายจาก ๒๐ เหลือ ๒ แน่ๆ  (แต่รับว่ายังไม่ได้คำนวณ)  เหตุผลมันยาวมากครับ  คงอธิบายในที่นี้ไม่ไหว 


จากนั้นผมมาคิดได้ใหม่ว่า ยังมีดีกว่านี้อีก  จาก ๒ ผมน่าจะลดเหลือสัก  ๐.๕  ยังได้เลย  ซึ่งก่อนนี้ผมอยากขอเก็บไว้เป็นความลับเพื่อหากิน  แต่วันนี้เบื่อรวยแล้ว เลยยกให้ฟรีๆ (อีกอย่าง) 


วิธีใหม่นี้ (ซึ่งผมยังไม่ได้ทดลองนะ แต่รับรองว่าไม่พลาดหรอก เพราะผมคิดอะไรรอบคอบเสมอ)  คือ การสูบน้ำจากมุมนาหนึ่ง ไปยังอีกมุมนาหนึ่งที่ทแยงมุมกัน  ยกปลายท่อขึ้นสูงสักสองเมตร  แล้วปล่อยให้น้ำมันไหลลงผ่านม่านตาข่ายที่ถักทอกันแบบโปร่งๆ  จบ

งบลงทุนน้อยมาก  ค่าไฟก็น้อยมาก  เหตุผลอธิบายยากและยาวอีกแล้ว  สั้นๆ ก็คือ  การสูบน้ำมันมีปสภ. ถึง ๙๐%  ส่วนการปล่อยน้ำผ่านม่านตาข่ายนั้นมันเพิ่มพื้นที่สัมผัสอากาศ และหน่วงเวลาสัมผัสอากาศได้นานเป็นนาที ในขณะที่เวลาคุณตีน้ำนั้นมันมีพื้นที่สัมผัสน้อย และมีเวลาลอยตัวสัมผัสอากาศเพียง วิเดียวกระมัง  ดังนั้นระบบนี้จะประหยัดค่าไฟกว่าระบบตีน้ำ ประมาณ หนึ่งพันเท่าครับ 

ท่านใดอยากทำใช้  ให้ติดต่อผมโดยตรง  แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามทำขาย แต่ทำเป็นวิทยาทานเท่านั้น

...คนถางทาง (๑๖  มค. ๒๕๕๕)