ขจัดช่องว่างและอคติต่อผู้ป่วยจิตเภทและครอบครัว 

อย่าไปยุ่งกับเค้าเลยลูก เดี๋ยวติดเชื่อบ้า

อย่ารับเข้าทำงานเลย คนโรคจิตจะทำอะไรได้                  

                 นี้อาจจะเป็นประโยคที่คุ้นหูสำหรับผู้ป่วยจิตเภทและครอบครัว บุคคลอื่นอาจจะฟังเป็นเรื่องสนุกสนาน หยอกล้อ ครอบครัวของผู้ป่วย แต่ในสภาพจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัวนั้น เจ็บปวดและเสียใจเป็นอย่างมาก                

               คนส่วนใหญ่ประมาณ 90 % เข้าใจผิดว่าโรคจิตเภทนั้นเป็นโรคที่น่ากลัว เป็นโรคที่เมื่อเข้าใกล้ด้วยแล้ว จะติดเสมือนโรคติดต่อทางกายภาพทั่วไป                 โดยที่เชื่อเช่นนี้เพราะโรคจิตเภทเป็นโรคจิตที่พบบ่อยที่สุดประมาณกันว่าในคนทั่วไป 100 คน จะพบผู้ป่วยที่เป็นหรือผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคจิตเภทประมาณ 0.3 1 คน ในทุก ๆ ปีจะมีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้น 1 คนต่อประชากร 10,000 คน สถิติอันนี้แลดูน่ากลัว และคนส่วนใหญ่ก็พลอยกลัวกับสถิติที่เกิดขึ้นและกลัวว่าเมื่อเข้าใกล้ก็จะติดโรคนี้ตามไปด้วย                

               ก่อนที่เราจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้เรามารู้จักโรคจิตเภทกันก่อนดีกว่า โรคจิตเภท เป็นโรคที่มีความผิดปกติของความคิด อารมณ์ การรับรู้และพฤติกรรมเป็นลักษณะสำคัญ โดยผู้ป่วยโรคจิตเภทมีจิตสำนึกที่ดีและไม่มีโรคทางกาย ส่วนมากจะเกิดกับวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวมากกว่าที่จะเกิดกับวัยผู้ใหญ่และวัยเด็ก  วัยรุ่นช่วงอายุที่เกิดประมาณ 12- 20 ปี                

           เรามาดูสาเหตุของโรคนี้กันก่อน โรคจิตเภทเกิดขึ้นได้อย่างไร                       

                ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุหลักเป็นเรื่องของความผิดปกติของระบบในร่างกาย ซึ่งเป็นมากจาก

               1. กรรมพันธุ์ จากการศึกษาพบว่าญาติของผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทสูงกว่าประชากรทั่วไป ยิ่งมีความใกล้ชิดทางสายเลือดมากยิ่งมีโอกาสสูง ความหมายตามตารางที่ * คือหากติดตามคนทั่วๆ ไป ไปเรื่อยๆ 100 คนจะพบว่ามีผู้ที่เกิดป่วยเป็นโรคจิตเภท 1 คน หากติดตามพี่น้องของผู้ที่ป่วยเป็นโรคจิตเภทไปเรื่อยๆ 100 คนจะพบว่าเกิดป่วยเป็นโรคจิตเภท 8 คน จะเห็นว่ายิ่งมีความใกล้ชิดทางสายเลือดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตคือแม้แต่แฝดไข่ใบเดียวกัน   คู่แฝดที่มีหน้าตาเหมือนกันเพศเดียวกัน) คนหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่งก็ไม่ได้พบว่าเป็น100 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าถึงแม้กรรมพันธุ์จะมีส่วนในการเกิดโรคแต่ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุ ไปทั้งหมด

                       2. ระบบสารเคมีในสมอง เชื่อว่าโรคนี้เป็นจากสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปา ในบางบริเวณของสมอง มีการทำงานมากเกินไป และพบว่าการที่ยารักษาโรคจิตรักษาโรคนี้ได้เป็นจากการที่ยาไปออกฤทธิ์ยับยั้งการออกฤทธิ์ของสารโดปามีน

                       3. ความผิดปกติในส่วนอื่นๆ ของสมอง พบผู้ป่วยโรคจิตเภทอยู่จำนวนหนึ่งที่มีช่องในสมอง โตกว่าปกติ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอาการด้านลบเป็นอาการเด่น บางการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าลดลง และการทำงานของสมองส่วนหน้ามีไม่เต็มที่                ในแง่ของครอบครัวนั้น พบว่าสภาพครอบครัวมีผลต่อการกำเริบของโรค โดยในครอบครัวของผู้ป่วยที่อาการกำเริบบ่อย ๆ พบว่ามีการใช้อารมณ์ต่อกันสูง ได้แก่ ชอบตำหนิติเตียนผู้ป่วย มีท่าทีไม่เป็นมิตร หรือเข้าไปจู้จี้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วยมากเกินไป                 ตราบจนปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคจิตเภท เชื่อว่าโรคจิตเภทเป็นกลุ่มอาการซึ่งเป็นมาจากหลาย ๆ สาเหตุ แนวคิดที่ยอมรับกันในปัจจุบันเชื่อว่า ผู้ป่วยนั้นมีแนวโน้มหรือจุดอ่อนบางอย่างอยู่แล้ว เมื่อพบกับสภาพกดดันบางประการทำให้เกิดอาการของโรคจิตเภทขึ้นมา โดยแนวโน้มหรือสภาพกดดันนี้อาจเป็นเรื่องทางร่างกาย ยาหรือสารต่างๆ เรื่องของจิตใจหรือสภาพแวดล้อมที่กดดัน หรือเป็นจากหลายๆ ประการร่วมกันตารางความสัมพันธ์ของความเสี่ยงโรคจิตเภท 

ญาติผู้ป่วย โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคด้วย (ร้อยละ)
ประชากรทั่วไป 0.9
พี่น้องที่เกิดจากบิดาและมารดาเดียวกัน 14.2
คู่ฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน แยกกันอยู่ 77.6
คู่ฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน  อยู่ด้วยกัน 91.5

                   

                           โดยจากสาเหตุข้างต้นที่ได้กล่าวมานั้นโรคจิตเภทไม่สามารถติดต่อได้โดยการที่อยู่ด้วยกันหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยหรือคนในครอบครัว แต่จะเป็นได้โดยทางพันธุกรรมและสารเคมีที่เกิดขึ้นในสมองนั้นเอง ตอนนี้เราเราก็วางใจได้ว่าโรคจิตเภทไม่สามารถติดได้เมื่ออยู่กับผู้ป่วยจิตเภทและครอบครัวของผู้ป่วย                 ต่อมาเรามาทราบถึงการเข้าใจและดูแลผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วยจิตเภทกันเพื่อจะได้ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง และคุณได้มีส่วนร่วมในการดูแลและเยียวยาผู้ป่วยและสภาพครอบครัวได้ด้วย                  

                 1.  การช่วยเหลือด้านจิตใจ ผู้ป่วยอาจมีความคับข้องใจ รู้สึกเครียด ไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งปัญหาภายในตนเองและปัญหาที่มีกับคนรอบข้าง เราจะให้คำแนะนำที่ผู้ป่วยสามารถนำไปปฏิบัติได้ เช่น ช่วยผู้ป่วยในการหาวิธีแก้ปัญหาในแบบอื่นๆ ที่เขาพอทำได้ ช่วยผู้ป่วยค้นหาดูว่าความเครียดหรือความกดดันอะไรที่เขามักทนไม่ได้ เป็นต้น         

             2.  การเข้าใจแก่ครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท เป็นการให้ความเข้าใจแก่ญาติและผู้ดูแลผู้ป่วย เกี่ยวกับเรื่องของโรคและปัญหาต่างๆ ของผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้น โดยปกติคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นเพราะตนเลี้ยงดูไม่ดีจึงทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคจิต เกิดความรู้สึกผิด หรือกล่าวโทษตนเอง นอกจากนี้บางครอบครัวมีการใช้อารมณ์ต่อกันสูง และอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานานในแต่ละวัน ซึ่งอาจเป็นการไปเพิ่มความกดดันแก่ผู้ป่วย ทั้งสองกรณีนี้ การทำครอบครัวบำบัดหรือให้ความรู้ในเรื่องโรค รวมทั้งสิ่งที่ญาติควรปฏิบัติต่อผู้ป่วย จะช่วยได้เป็นอย่างยิ่ง        เมื่อเราเข้าใจแล้วเราก็ต้องดูแลและเห็นใจผู้ป่วยโรคจิตเภทและครอบครัวของเขาด้วยสังคมควรจะขยายความรู้และหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องช่วยกันเพื่อเป็นเกร็ดความรู้ของคนในสังคมและไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและจะได้ไม่เข้าใจผิดกันอีก  

นายเข้มนที  ศรีสุขล้อม
อาจารย์ประจำแผนกสังคม วิชาจิตวิทยาทั่วไป
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตศรีวิชัย