2.การให้ผลต่างตอบแทน (reciprocity)
สิ่งนี้เป็นความคิดรวบยอดที่อยู่คู่กับการห้ามรักระหว่างสายเลือด (ซึ่งน่าจะอยู่ในความคิดของ Levi-Strauss) และดำรงอยู่ในจิตไร้สำนึกของมนุษย์ การให้ผลต่างตอบแทน (reciprocity) ซึ่ง Levi-Strauss ได้รับอิทธิพลมาจาก Marcel Mauss Mauss กล่าวว่า พื้นฐานของสังคมมีความจำเป็นมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของ การให้ของขวัญรวมทั้งพันธะที่มีให้ต่อกัน จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันระหว่างปัจเจกบุคคลและสังคมถูกสร้างขึ้นมา สำหรับ Mauss แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างแลกเปลี่ยนของขวัญเป็นพื้นฐานของสัญญาทางสังคม (social contract) และสุดท้ายก็ถึงสังคมในตัวของมันเอง
อย่างไรก็ตามสำหรับ Levi-Straussสิ่งที่ต้องการมิใช่ของขวัญและพันธะที่มีต่อกันและกันเท่านั้น แต่สิ่งที่จำเป็นในที่นี้คือการแลกของขวัญเพื่อแลกความเปลี่ยนแปลงและความไว้เนื้อเชื่อใจกันLevi-Strauss มองว่าการให้ของขวัญเป็นวิถีในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่ Mauss มองว่าการให้ของขวัญก็เพียงพอแล้วต่อการสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคม
Levi-Straussได้เสนอทฤษฏีเกี่ยวกับระบบเครือญาติในฐานะที่เป็นตัวอย่างของการแสดงออกซึ่งการให้ผลต่างตอบแทน (reciprocity) ในทฤษฎีเกี่ยวระบบเครือญาติส่วนที่เป็นพื้นฐานที่สุดหรือส่วนที่เล็กที่สุดในการเปลี่ยนก็คือผู้หญิง ผู้ซึ่งจะถูกแลกเปลี่ยนภายในหมู่เครือญาติ และเพื่อให้สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ได้การห้ามร่วมรักระหว่างสายเลือดจะต้องดำรงอยู่ เพราะมิฉะนั้นก็จะมีคนกล่าวหาว่าผู้ชายในคนกลุ่มหนึ่งพยามที่จะมีผู้หญิงที่หมายปองไว้เป็นของของตน (ตรงนี้อาจกลายเป็นสาเหตุของการรบราฆ่าฟันในหมู่มนุษย์ เหมือนพวกสัตว์ที่ตัวไหนแข็งแรงสุด ก็จะเป็นผุ้รับได้รับสาวงามมาเป็นของตน)
โดยนัยแง่นี้การให้ผลต่างตอบแทนเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านจากธรรมชาติสู่วัฒนธรรม และการห้ามร่วมรักระหว่างสายเลือดจึงเป็นการแสดงออกของการเปลี่ยนผ่านอันนั้น เป็นการเพียงพอที่จะรู้ว่าการห้ามการร่วมรักระหว่างสายเลือดเป็นผลผลิตของการให้ผลต่างตอบแทน และLevi-Straussพยายามทำให้เราเห็นว่าการแลกเปลี่ยนผู้หญิงคือความสัมพันธ์ทางสังคมขั้นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาสำหรับความตรงกันข้ามกันระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเขา ใน Elementary Structures of Kinshipเขากล่าวว่าปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถจะอธิบายได้โดยมุมมองทางวัฒนธรรม เช่น ทางสังคมวิทยา/มานุษยวิทยา ในขณะที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural sciences) ไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่เรื่องนี้ได้ กระนั้นเขาไม่ได้ปฏิเสธว่า วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural sciences) ไม่ให้ความเข้าเข้าใจแก่การห้ามรักร่วมสายเลือด แต่เขาพยายามที่จะปฏิเสธการให้ความสำคัญแก่การอธิบายเรื่องนี้ไปให้แก่ธรรมชาติหรือวัฒนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งนั่นนำไปสู่ข้อขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ดี และมันก็มิใช่การผสม (mixture) ระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม แต่เป็นการเปลี่ยนผ่าน (transition) จากสิ่งหนึ่ง (ธรรมชาติ) ไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง (วัฒนธรรม)
สรุปสุดท้าย Levi-Straussเห็นว่าเขาไม่ได้ต้องการที่จะปฏิเสธบทบาทของธรรมชาติที่มีต่อการห้ามการร่วมรักระหว่างสายเลือดโดยสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาต้องการยืนยันที่ให้ความสัมพันธ์ที่มีต่อวัฒนธรรมเหนือธรรมชาติ เพราะเห็นว่าภาษา (ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรม) ซึ่งเป็นตัวแยกระหว่างสภาพมนุษย์และสภาพสัตว์ป่า เมื่อมันมีภาษา ก็แสดงว่ามันมีสภาพของสังคมและวัฒนธรรมรวมอยู่ด้วย
หนังสืออ้างอิง
Altiskis Elliot-Graves. The incest taboo European Social Political Research Vol.13 (2006-2007)
Gayle Green and Coppelia Kahn. Feminist scholarship and the social construction of woman. in Gayle Green and Coppelia Kahn (eds). (1985). Making Difference: Feminist Literary Criticism.