505. "สมการแห่งการเปลี่ยนเเปลง (Change Equation)"


หลังปีใหม่ ผมอยากกลับมาทบทวนทฤษฎีด้านการพัฒนาองค์กรอื่นๆ นอกเหนือจาก Appreciative Inquiry ที่ผมทำอยู่ประจำ เพราะเห็นเป็นประโยชน์  และถึงแม้จะเริ่มเก่า แต่ก็สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี รวมทั้งบางครั้งกลับสามารถอธิบายช่องว่างของทฤษฎีใหม่ และเมื่อนำมาเก่า และใหม่มาผสมผสานกัน กลับทำให้ทั้งศาสตร์ใหม่ศาสตร์คลาสิกมีความกลมกล่อม สามารถนำไปใช้ได้ผลจริงมากย่ิงขั้น 

ในวันนี้ผมขอเริ่มด้วยทฤษฎี  Change Equation เช๊นท์ อีเควชั่น โดยหนึ่งในทีมผู้คิดคือ ศาตราจารย์ริชาร์ด เบ๊กคาร์ด (Richard Beckhard) ซึ่งท่านเป็นผู้หนึ่งในผู้สร้างคุณูปการ ให้กับวงการด้าน OD ทั้งทางด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติของโลก


Credit: http://organisationdevelopment.org/?tag=formula-for-change

ทฤษฎีนี้คือ 


Credit: http://newdirectionsconsulting.com/4639/blog/why-70-of-change-initiatives-fail-2/


   “D” = Dissatisfaction with the status quo ความไม่พอใจต่อสถานะปัจจุบัน

  “V” = Vision of possibility, more the absence of the pain the present situation ประมาณว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่มีความเป็นไปได้ ที่สะท้อนให้เห็นว่าหากสิ่งที่ไม่ดีที่เป็นอยู่หมดไป อะไรดีๆจะเกิดขึ้น

  “F” = First Steps in the direction of the vision  เป็นก้าวแรกของการที่จะทำให้วิสัยทัศน์เป็นจริง

  “R” = Resistance to change  แรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลง  

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คนในองค์กรไม่พอใจครับกับสภาพปัจจุบันครับ (D) แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเห็นภาพระยะไกล ในระดับที่เห็นความเป็นไปได้ครับ ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ (V) โดยรู้ว่าจะเห็นอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นชาว OD ไม่ได้เพียงเข้าไปทำอะไรบางอย่าง ให้เห็นภัยคุกคามต่อองค์กรว่า อะไรเกิดขึ้นบ้างในตอนนี้ ไม่ทำจะเกิดความเสียหายอะไร  ขณะเดียวกัน ก้าวแรก หรือแผนการขั้นแรกที่เราจะทำตามวิสัยทัศน์นั้นจะต้องมีความเป็นไปได้ ทำได้ครับ (F) และทั้งหมดนี้เราจะต้องทำให้มันดี มักถูกทางพอ ซึ่งถ้าถูกทางพอ มักจะมากกว่าแรงต้านครับ (R)

ในขณะเดียวกันหากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะเกิดแรงต้าน ก็ควรกลับไปดูที่สามปัจจัยแรกครับ เช่นอะไรครับ เอาง่ายๆ ครับ หลายองค์กรมักรีบสรุปกันครับว่า “เจอแรงต้านแน่นอน” เพราะอะไรล่ะ มักรีบสรุปให้เหตุผลกันว่า คนข้างในมันไม่ฟังกันเองหรอก โดยไม่พยายามที่จะคิดค้นหา D V F กันก่อน ด้วยเกิดความคิดฝังใจ (Mental Model โมเดล คำนี้แปลได้ตรงประเด็นมากโดยอาจารย์ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ) ครับ

ที่ฮิตมากๆ ตั้งแต่องค์กรใหญ่น้อยของไทยสำคัญแค่ไหน ตั้งมานานแค่ไหน ผู้บริหารก็ปลูกฝังกันมาไม่รู้กี่รุ่นนั่นคือ “เชิญผู้เชี่ยวชาญข้างนอก” เข้าไปครับ ไม่ว่าจะเป็นการเชิญไปเป็นวิทยากร จ้างที่ปรึกษา มีเงินมากหน่อยก็จ้างดังๆหน่อย แล้วที่สุดก็บ่นเหมือนๆกันครับ ล่าสุดเจอผู้บริหารองค์กรขนาดยักษ์บอกว่า “ข้างในไม่เชื่อกันหรอก ต้องเชิญที่ปรึกษา OD จากภายนอก แล้วพวกนี้ก็ทิ้ง “ขี้” ให้เราต้องปวดหัวตามเก็บต่อ”  “แต่เขาขายไอเดียเก่งนะอาจารย์ คนที่ผู้เป็นผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษา จะเข้ามาแก้ปัญหาให้ทันที” 

ก็เชื่อกันอย่างนี้ก็รับผลกันอย่างนี้ไปครับ  จ่ายแพง เจอแรงต้าน แถมตามเก็บขี้ครับ แล้วลองดูนะครับ กี่ปีแล้วที่เราคิดกันอย่างนี้ บริษัทดังๆของเราไปไกลขนาดไหนกันเหรอครับ ล่าสุดผมไป IKEA ครับ เห็นเลยว่าน่ากลัวมากๆ ของถูก ทน ดีไซน์สุดยอด บ้านเราก็มีป่ามาก ตัดป่ามาทำเฟอร์นิเจอร์จนป่าหมดแล้ว กลับสู่ IKEA ไม่ได้ น่ากลัวไหมครับ

สรุปการเปลี่ยนแปลงสูตรที่ฮิตมากๆ เป็นดังนี้ครับ

 D = ไม่พอใจ เรื่องสภาพปัจจุบัน การบริหาร ขอยกตัวอย่างจริง เช่น มีเสียงบ่นเรื่องบริการของลูกค้า

 V = เราจะปรับปรุงงานบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เราจะว่าจ้างที่ปรึกษา 8,000 ล้าน เพราะเรื่องอย่างนี้ ถ้าทำกันเองคงไม่เป็นผลหรอก เพราะไม่มีใครฟังใคร

 F = ว่าแล้วก็จ้างที่ปรึกษา เป็นขั้นแรก เอาระบบเขามาใช้ ครับ ตอนติดตั้ง เหมือนเพื่อนผมพูดครับ “อาจารย์โย มั๊นก็เข้ามาถามคนข้างในนั่นแหละ ว่าจะทำอย่างไร” 

ตัวหลังนี่แหละครับสำคัญ F ที่เพื่อนผมว่า “อาจารย์โย มั๊นก็เข้ามาถามคนข้างในนั่นแหละ ว่าจะทำอย่างไร”  นี่แหละครับ สรุปแล้วที่ปรึกษามักเข้ามาด้วยกรอบแนวคิด Framework (เฟรมเวิ๊อก) ที่เขาพัฒนาต่อยอดมาครับ หรือไม่ก็เทคโนโลยีอะไรบางอย่าง ที่ที่สุดก็เข้ามาค้นหา เพื่อถามเอาคำตอบจากคุณอยู่ดีครับ คำถามคือ แล้วเราจะถามกันเองไม่ได้หรือครับ คำตอบคือได้ครับ เรามีถามด้วยคำถามดีๆ ที่ทำให้เกิดการต่อยอดได้ เราเรียกว่า Generative Conversation (เจนเนอเรทีฟ คอนเวอร์เซชั่น) เพราะถ้าถามไม่เป็น ไปต่อยากครับ เช่นแนว Problem-based พร๊อบเล่มเบส เอาปัญหาเป็นตัวตั้งช่นแนวทาง 5 Why (5 วาย หรือถามว่าทำไม ลึกต่อไปเรื่อยๆ 5 ครั้ง) เพราะคนบางทีตั้งตัวไม่ทัน หาคำตอบออกไม่ได้ เสียหน้าไปก่อนครับ แต่แนว Generative Conversation เช่นแนว Appreciative Inquiry (AI) ทำแล้ว มันอยากคุย อยากสานต่อครับ เช่นในเรื่องงานบริการ ลูกศิษย์ผม รับซ่อมเครื่องจักรโรงงาน เขามาเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ครับผมสังเกตเจอว่าบางครั้งไปส่งสินค้า เอารถต่างกันไปไม่เหมือนกันครับ ส่วนใหญ่จะเอารถเก่าๆไปส่ง มีวันหนึ่งเร่ง ผมเลยเอารถจิ๊ฟ เชอร์โรกี ไปส่งของ ได้เรื่องครับ ต่อมาลูกค้ารายนั้น ลูกค้าเลยต่อราคาแหลก เพราะเขาคิดว่าผมรวย จากการคิดราคาเขาแพงๆครับ รายไหนรายนั้นครับ เลยมานั่งคิดว่าต้องอย่าเอารถหรูไปส่งของ ดีกว่า


Credit: http://thepositivepear.com/2011/11/17/change-the-way-you-see-what-you-see-changes/


เห็นไหมครับการตั้งข้อสังเกตดีๆ แบบ AI คือมีอะไรต่างระหว่างดีกับไม่ดี ทำให้เราเจอ D ครับ แล้วเราก็เกิด Generative Conversation เจอ V ขึ้นมาเอง จะเริ่มก้าวแรกก็ทำได้ง่าย (F) แล้วตามมาด้วย ซึ่งจะเห็นว่าเกิดแรงต้านน้อย หรือแทบไม่มีเลย เพราะมันคือการค้นพบเรื่องดีๆ แล้วเอามาหารือกันเกิดการต่อยอดได้ง่ายๆ เพราะมันสบายใจ ไม่ได้รู้สึกน่าอึดอัดเหมือนกับการตั้งคำถามแนว Problem-based ที่ฮิตกันมากๆ ที่ถ้าไม่เก่ง ไม่เก๋าจริง รับรองได้อาย ได้เหนื่อย ที่สุดกลายมาเป็นอึดอัด ปิ้นกั้นแล้วตามมาด้วยการต่อต้านในที่สุดครับ

และหลายครั้งการปิดกั้นก็มาจาก “ความฝังใจ (Mental Model)”  ของใครหลายๆคนในองค์กร และบางครั้งก็ไม่รู้ว่ามันฝังใจอยู่ ที่ในทาง OD แล้วเรามีเครื่องมือดีๆ นอกเหนือจาก AI ครับที่ช่วยคลายความฝังใจได้ เช่น Dialogue และ U-theory ที่ถ้าทำเป็นครับ คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แรงต้านหายไปเอง เกิดปัญญาใหม่ ความรู้ใหม่ การสร้างสรรค์ร่วมกันในรูปแบบใหม่ๆ มีคนทำเรื่องนี้เก่งๆ เช่นดร.วรภัทร์ ที่ผสมผสานมิติด้านจิตวิญญาณเข้าไปอย่างลงตัว ที่ในมุมมองของผมถือว่าก้าวไกลกว่าฝรั่งเอง (ผมไปงานประชุม OD ระดับโลกติดต่อมาหลายปี ฝรั่งเองก็พูดเรื่องจิตวิญญาณครับ ตอนเช้ามีสอนโยคะด้วย เช่นงาน OD Summit (โอดีซัมมิท) ที่แคนาดา ผมเองผมก็เขียนเรื่องนี้ไว้หลายตอน แต่การทำก็ต้องฝึกและมีศิลปะในตัวมันเอง ซึ่งก็ไม่เกินความสามารถที่เราจะฝึกเองในที่ทำงานก็ได้ ผมยกตัวอย่างนะครับ ลูกศิษย์ผมเจออะไรครับ

D ความไม่พึงพอใจกับงานปัจจุบัน เพราะทะเลาะกับลูกค้า เจอลูกค้าด่าสาดเสียเทเสียทุกวัน

V แต่เดิมครับ “ผมไม่ผิดอาจารย์”

F ทุกครั้ง “เขาด่ามาเราก็สวนกลับ”

สมการนี้ไม่ เคยเอาชนะแรงต้าน ทีมนี้เจอ “แรงต้าน” ทั้งจากลูกค้าและจากสำนักงานใหญ่ กลายเป็น Bad boy (แบ็ดบอย) ไปที่สุดหลังฝึก Dialgoue ซึ่งเน้นการห้อยแขวน ไม่ด่วนตัดสิน ที่สุด ก็เจอเรื่องมหัศจรรย์ “อาจารย์ครับ แต่ก่อนเขาว่ามาหนึ่ง ผมเถียงครับ เรื่องไม่เป็นเรื่องจากเรื่องเดียวกลายเป็นสิบเรื่องให้ได้ตามล้างตามเช็ด พอพวกผมฟัง อ๊อ ไอ้ที่เขาบ่นสิบเรื่องนี่ จริงๆ แกนของเรื่องมันเรื่องเดียว คือเขาเองเป็นรองผู้อำนวยการฝ่าย IT เป็นผู้บริหารระดับสูง ต้องประชุมผู้บริหารทุกเช้า เวลาเกิดเรื่อง เช่นตู้เอทีเอ็มเสีย นี่เขารู้ทีหลังแผนกอื่น ทุกที ทำให้เสียหน้าครับ ก็ไม่มีใครผิด ก็ขั้นตอนเป็นงั๊นเอง เป็นองค์กรใหญ่ต้องรายงานหลายขั้นตอน กว่าจะรู้คนอื่นก็โวยแล้ว ที่สุดนี่เองที่ทำให้เราต้องทะเลาะกัน ต่อต้านกันมาตลอด เราก็เลยเอาเรื่องนี้มาหารืกันสองฝ่าย ที่สุดนำมาสู่การปรัปปรุงขั้นตอนรายงานครับ ตอนนี้เวลามีปัญาโทรหาเขาก่อน ตีสองก็รีบมารับสาย ปรากฏว่า ตอนหลังแกแฮ๊ปปี้มากๆ เพราะอะไร เพราะแกรู้ปัญหาก่อนใคร ตอนนี้เรากลาย เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกันมากๆครับ ไม่เหมือนเดิมแล้ว”  ผมได้เขียน Dialgoue ไว้หลายตอน ลองตามดูที่ Link ข้างล่างนี้นะครับ

ที่สุดวันนี้ผมได้พาทุกท่านมาเดินทางผ่านทฤษฎีดีๆ ของศาสตรจารย์ Richard Beckard ผู้สร้างคุณูปการให้วงการ OD ทั้งทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ วันนี้ได้นำเสนอ The Formula of Change ที่ว่าเราจะเปลี่ยนอะไรต้องคำนึงถึงสมการนี้นะครับ

 DxVx F > R  และได้พาคุณเชื่อมโยงมาถึง Generative Conversation ต่อด้วย AI ตามด้วย Dialogue และ U-theory ครับ สาระสำคัญของวันนี้อยู่ที่ว่า “อย่างพึ่งปักใจเชื่อผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก” จนกลายเป็นเรื่องเสพติดผู้เชี่ยวชาญไป แล้วก็มาบ่นทีหลัง ในทาง OD เรามีเครื่องมือระดับโลก ที่เป็นของฟรีอย่าง AI/Dialogue/U-theory ที่เราสามารถฝึกปรือได้ไม่ยาก ราคาไม่แพงบ้าเลือดอย่างที่หลายบริษัทชอบทำ (แล้วมาแพ้ต่างชาติในที่สุด)  จำนวนมาก “ฟรี แถมดีกว่า” หรือ “ถูก เข้ากับคนไทย แล้วซูเปอร์ดีกว่าครับ”

และวันนี้ผมก็ได้เขียนบทความเพื่อระลึกถึงปรมาจารย์ OD ที่สุดยอดที่สุด คนหนึ่งครับ ผมจะเขียนเรื่องราวของปรมาจารย์ OD มาเรื่อบๆ นะครับ เป็นของขวัญปีใหม่ ติดตามตอนต่อไปนะครับ 

หมายเลขบันทึก: 514821เขียนเมื่อ 2 มกราคม 2013 10:58 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 มกราคม 2013 17:20 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท