ป่า ตู้เย็น ที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก

จากประสบการณ์การไปทำงาน นิเทศโรงเรียนในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร โครงการภายใต้แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ผู้เขียนได้ไปร่วมงาน ก็ได้พบวัฒธรรมของชาวไทยโส้ อย่างหนึ่ง ( คำว่าโส้ หรือ โซ่ หรือกระโซ่ เป็นคำที่เรียกชื่อชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในภาคอีสาน ชาวโส้จะมีลักษณะชาติพันธุ์ของมนุษย์ในกลุ่มมองโกลอยด์ ตระกูลออสโตร – เอเชียติก มอญ – เขมร เป็นกลุ่มเดียวกับพวกแสก และกะเลิงจากบันทึกกรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการที่มณฑล อุดรและมณฑลอีสาน เมื่อปี พ.ศ. 2449 อธิบายว่ากระโซ่ คือพวกข่าผิวคล้ำกว่าชาวเมืองอื่น มีภาษาพูดของตนเอง อาศัยอยู่ในบริเวณมณฑลอุดร มีมากเป็นปึกแผ่นที่เมืองกุสุมาลย์มณฑลในจังหวัดสกลนคร นอกจากนี้พบว่ามีชาวโส้อาศัยกันเป็นกลุ่ม ๆ กระจายอยู่ทั่วไป เช่น ที่อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง อำเภอดอนตาล อำเภอคำชะอี อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ที่มา : เอกสารประกอบการสอนวิชาวัฒธรรมแอ่งสกลนคร. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2548. )


วัฒนธรรมชาวโส้จะไม่สะสม เมื่อหมดแล้วจะไปหาใหม่ หากผู้ใดที่พบเจอเพียงผิวเผิน จะดูว่าชาวโส้ รักสบาย ไม่ขวนขวายทำมาหากิน แต่ที่แท้จริงเมื่อพิจารณาดูให้ลึกซึ้ง จะพบว่า วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นวัฒนธรรมแห่งความพอเพียงของชาวโส้เอง เป็นวัฒนธรรมในการรักษาสมดุลธรรมชาติ เป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับป่า


ตัวแปรที่เปลี่ยนไปคือ สภาพแวดล้อม ผู้เขียนเองได้คิดย้อนกลับไป ว่าวัฒนธรรมดังกล่าวจะสอดคล้องกับชีวิตที่อยู่กับป่า เมื่อของกินของใช้หมดก็ไปหาเอาใหม่ในป่า ป่าเปรียบเหมือนตู้เย็นของชาวโส้ตู้เย็นที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก ขาดเหลือสิ่งใดก็ไปหาได้ในป่าเอาออกมาจากป่าพอเพียงแก่การกิน การใช้ในแต่ละครั้ง ใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ เห็ด สัตว์เล็ก สัตว์น้อย สัตว์ครึ่งเล็กครึ่งน้อย


ในสมัยก่อนป่าภูพานยังอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ชาวโส้ที่ยึดมั่นในวัฒนธรรมดังกล่าวก็อยู่ได้อย่างสบาย ต่อเมื่อกลไกราคา ของกลุ่มบริโภคนิยม สะสมทุน แพร่กระจายเข้ามา ป่าหมดไป ถูกแปรรูป ไปเป็นทุนในธนาคาร ผู้ที่ยังยึดถือวัฒนธรรมดังกล่าวก็พบกับความลำบากมากยิ่งขึ้น


จึงเป็นเหตุให้ต้องคิดว่า ชาวไทยทั้ง ชาวโส้ และไม่ใช่ชาวโส้ จะต้องปลูกป่าเพื่อเป็นตู้เย็นขึ้นแล้วกระมัง
ได้ไปทำงานที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ก็ได้ไปแนะนำให้สมาชิกนิคมสหกรณ์ดังกล่าว ปลูกป่าตู้เย็นส่วนตัวขึ้น โดยแนะนำผู้จัดการสหกรณ์นิคมดอนตาลสอง จำกัด และเจ้าหน้าที่ตลาดของสหกรณ์นิคมดอนตาลสอง จำกัด ให้ช่วยแนะนำสมาชิกสหกรณ์ได้ช่วยแบ่งพื้นที่ทำกินที่ได้รับ หากมีที่ทำกิน 20 ไร่ ขอสัก 2 ไร่ปลูกเป็นป่าเพื่อเป็นตู้เย็นส่วนบุคคล


โดยให้ปลูก ต้นไม้ 7 ระดับ ประกอบด้วย ระดับที่ 1 ไม้ชั้นบน หรือไม้ยืนต้น อายุ 10 ปีขึ้นไปจึงจะใช้ประโยชน์ได้ เช่น ประดู่ ยางนา สัก มะค่า ถือเป็นไม้ที่สร้างบำเหน็จ บำนาญ และมรดก รับที่ 2 ไม้ชั้นกลาง อายุ 3 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นไม้ผล อาทิ มะม่วง ลำไย กระท้อน ขนุน ระดับที่ 3 ไม้ทรงพุ่ม อายุ 1 ปีขึ้นไป เช่น มะนาว มะละกอ มะเขือพวง กล้วย ระดับที่ 4 พืชหน้าดิน ได้แก่ พืชผักสวนครัว ระดับที่ 5 พืชหัว คือพวกที่อยู่ใต้ดิน ประเภท ขิง ข่า กระชาย เผือก มัน ระดับที่ 6 พืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด บัว และระดับที่ 7 พืชเกาะเกี่ยว จำพวกตำลึง มะระ ถั่วฝักยาว บวบ ฯลฯ(ที่มาhttp://www.thaienv.com/content/view/812/39/)


ด้วยที่แบคทีเรียของปลายรากพืชคนละชนิดกันจะไม่แย่งอาหารกัน การปลูกป่าไม่ต้องจัดระเบียบ ธรรมชาติและความอยู่รอดจะจัดรูปทรงของป่าเอง


“... การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้สามอย่าง แต่มีประโยชน์สี่อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กิน ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำและปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียวประโยชน์ที่สี่คือ ได้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ...” (ที่มา :http://www.vcharkarn.com/varticle/39438)(ตามแนวพระราชดำรัสเกี่ยวกับป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ที่ได้พระราชทาน ณ โรงแรมริมคำ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2523)


การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแนะนำในการ
พลิกฟื้นทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ให้กลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม โดยอาศัยหลักการของกฎ
ธรรมชาติที่แยบยล เรียบง่ายและประหยัด แต่ได้ผลกลับมาอย่างมหาศาลดังพระราชดำรัส ความตอน
หนึ่งว่า “… ทิ้งป่านั้นไว้ ๕ ปี ตรงนั้นไม่ต้องไปทำอะไรเลย แต่ป่าเจริญเติบโตเป็นป่าสมบูรณ์โดยไม่ต้องปลูกสักต้นเดียว คือว่าการปลูกป่านั้น สำคัญอยู่ที่ปล่อยให้เขาขึ้นเอง…” (ที่มา : http://www.huaysaicenter.org/forest.php)


ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน เกิดภัยธรรมชาติมากมากย เช่น แผ่นดินไหว 9.0 ริคเตอร์ เกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น เป็นเพราะโลกร้อนขึ้น จากป่าไม้ถูกทำลาย และภัยธรรมชาติครั้งนี้ยังทำให้ชาวโลกเกิดความกังวลกับโรงไฟฟ้านิเคลียร์ หากจะใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิเคลียร์ คงจะต้องพิจารณากันใหม่ คงต้องหันกลับมาพิจารณาโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก ซึ่งจะหาเชื้อเพลิงได้จากป่าตู้เย็นส่วนบุคคลนี่ละครับ เราจะได้ความชุ่มชื้นจากไอน้ำ จากป่าที่ปลูก ได้ก๊าซออกซิเจนจากการปรุงอาหารของพืชในป่าตู้เย็นส่วนบุคคล ได้ทุนทางสังคมสำหรับลูกหลานจากการมีป่าไม้ ซึ่งเป็นผลดีอย่างมาก


ในอนาคต ประชาคมโลกอาจต้องใช้ไฟฟ้าจากโรงงานไฟฟ้าชีวมวล แยกน้ำด้วยไฟฟ้า เอาไฮโดรเจนไปใช้เป็นพลังงานขับเคลือนเครื่องจักรและรถยนต์ แล้วปล่อยออกซิเจนสู่อากาศ เพื่อป้องกันรังสีที่จะทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายมากทำให้น้ำท่วมในพื้นที่การแยกน้ำด้วยไฟฟ้าจะทำให้ลดน้ำลง เพิ่มออกซิเจนในอากาศ ระหว่างที่ออกซิเจนอยู่ในอากาศก็จะเปลี่ยนเป็น โอโซน( โอโซนเป็นก๊าซที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนพื้นผิว โลกและในชั้นบรรยากาศสูงขึ้นไป ที่เรียกว่า Lower Stratosphere ในระดับความสูง 14.4-30.4 กม. จากพื้นพิวโลก ) ชั้นโอโซนในบรรยากาศมีประโยชน์ปกป้องอันตรายที่เกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์
ช่วยลดโลกร้อนได้ และมีไฮโดรเจนไว้ใช้เป็นพลังงานขับเครื่องจักรกลที่มีความสะอาด ด้วยครับ


จึงขอนำเสนอ การปลูกป่าตู้เย็นส่วนตัว ซึ่งจะเริ่มได้จากผู้ที่มีที่ดินในครอบครองโดยแบ่งที่ดินสัก 10 % ปลูกไม้เนื้อแข็งที่มีรากลึกตามพระราชดำริ ในที่ดินส่วนบุคคล(ปลูกแซมกระจาย ไม่ต้องปลูกเป็นโซน) คู่ขนานไปกับการปลูกป่าในพื้นที่สาธารณะ จะทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร มีเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าพลังชีวมวล รักษาสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน ทำให้วัฒนธรรมการอยู่กับป่าด้วยความพอเพียงกลับมาใช้ได้ สิ่งดีงามก็จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย


พีระพงศ์ วาระเสน
2012