วงรอบทางประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา

การสร้างชาติด้วยไฟแห่งสงครามของพญาอินทรีอเมริกา

ข้าเริ่มได้ยินชื่ออเมริกาครั้งแรกเมื่อตอนญวนใต้ทำสงครามกับญวนเหนือจนพ่ายแพ้แตกกระสานซ่านเซน ต่อมาก็รู้จักอเมริกาอีกครั้งเมื่อรัฐบาลไทยปลุกระดมการต่อสู้กับการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะจากเวียดนาม ข้ายังจำความรู้สึกการกลัวที่จะต้องกลายเป็นคอมมิวนิสต์ได้เป็นอย่างดี ยังจำได้ถึงตอนที่วิ่งออกไปดูขบวนรถผู้อพยพชาวเขมรที่แตกพ่ายหนีการบุกยึดของเวียดนามเข้ามาพึ่งแผ่นดินไทย ช่วงนั้นรู้สึกชื่นชมอเมริกาเป็นพิเศษ แล้วต่อมาก็รู้จักอเมริกามากขึ้นเมื่อได้ดูละครซีรีย์เรื่องรูทส์ รวมไปถึงหนังคาวบอยโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้แย่งชิงดินแดนจากชนเผ่าอินเดียนแดง ในหลายปีหลังจากนั้นข้าจึงเริ่มรู้สึกชังอเมริกา

ข้าว่าอเมริกาก่อร่างสร้างประเทศด้วยสงครามในการแย่งชิงดินแดนมากกว่าจะสร้างชาติด้วยสันติภาพ
ไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่แสนร่างของชนเผ่าอินเดียนแดงต้องสังเวยให้กับการสร้างชาติของอเมริกา
ไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่แสนร่างของพวกคนขาวที่ต้องสังเวยให้กับสงครามการประกาศอิสรภาพจากเกรทบริเทน
ไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่แสนร่างของพี่น้องคนขาวและคนดำที่ต้องสังเวยให้กับสงครามกลางเมือง
และไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่ล้านร่างของฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะที่ต้องสังเวยให้กับสงครามโลกครั้งที่สอง หรือแม้แต่ในสงครามเกาหลี เวียดนาม และตะวันออกกลางจนถึงปัจจุบัน

ข้าไม่เคยไปอเมริกา ไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างจริงจัง และยังไม่เคยมีเพื่อนเป็นอเมริกันชน แต่ข้าก็ได้รับอิทธิพลในการใช้ชีวิตจากวัฒนธรรมอเมริกันไม่น้อย เชื่อว่าอเมริกาก่อกำเนิดดำรงชาติด้วยการว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏของการสงครามการต่อสู้การแย่งชิงเป็นหลัก และเชื่อต่อไปว่าประวัติศาสตร์อเมริกาได้เคลื่อนผ่านมาแล้วสามวัฏจักรและกำลังเข้าสู่วัฏจักรที่สี่

วัฏจักรที่หนึ่ง
เป็นช่วงวันเวลาแห่งการก่อร่างสร้างตัวปลดแอกจากการเป็นรัฐอาณานิคมของเกรทบริเทน

ข้าว่าความขัดแย้งในเรื่องการค้าและการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม ระหว่างรัฐอาณานิคมและเจ้าอาณานิคมเกรทบริเทนดำเนินไปอย่างหนักหน่วงในช่วงปีท้ายๆ ได้สะสมความชิงชังเคียดแค้นให้กับชาวอาณานิคมทั้งหลาย จนในที่สุดได้ปะทุกลายเป็นการรวมตัวกันลุกขึ้นต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมของสิบสามรัฐอาณานิคมที่มีประชากรถึงหนึ่งในสามของเจ้าอาณานิคม และตามมาด้วยสงครามประกาศอิสรภาพที่มีการสนับสนุนจากฝรั่งเศสศัตรูเก่าแก่ของเกรทบริเทน

คำประกาศเอกราชเกิดขึ้นไม่นานหลังสงครามอย่างเป็นทางการได้ระเบิดขึ้น เมื่อวันที่สี่ของเดือนกรกฎาคมปีพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบหก เวลาที่แน่นอนในการประกาศเอกราชยังเป็นที่ถกเถียงจนปัจจุบัน ตามมาด้วยการรบพุ่งกันขนานใหญ่กับเกรทบริเทนอยู่หลายปีกว่าจะเอาชนะลงได้ สูญสิ้นชีวิตผู้คนไปเป็นแสนชีวิต หลังสงครามความเป็นชาติก็ยังไม่ปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง ความวุ่นวายสับสนภายในระหว่างรัฐแต่ละรัฐและส่วนกลางเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป กว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้แล้วเสร็จก็ปาเข้าไปเป็นสิบปีหลังวันประกาศอิสรภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งต่อสู้กันทางความคิดและผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายนิยมอำนาจหลักให้อยู่ที่แต่ละรัฐกับฝ่ายนิยมอำนาจหลักให้อยู่ที่ส่วนกลาง รวมทั้งความขัดแย้งในเรื่องระบบทาสและการค้าทาสที่เฟื่องฟูในแถบรัฐทางใต้ ถึงสามทศวรรษให้หลังคำประกาศเอกราชที่รัฐทางเหนือได้ประกาศเลิกระบบทาสหมดแล้ว แต่รัฐทางใต้ยังคงระบบทาสและแนวคิดอำนาจอิสระของแต่ละรัฐอย่างเหนียวแน่น

ต้นศตวรรษที่สิบเก้าแม้ความขัดแย้งระหว่างรัฐทางเหนือและทางใต้ยังคงอยู่ ก็ถือได้ว่าความเป็นชาติได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน อำนาจอิสระของแต่ละรัฐมีความผ่อนคลายมากขึ้น พร้อมๆกับความปรารถนาในการขยายดินแดนก็เข้าครอบงำอเมริกา ไล่ตั้งแต่การซื้อที่ราบภาคกลางหลุยส์เซียน่าจากฝรั่งเศสซึ่งเป็นพื้นที่อุดมผืนใหญ่พอๆ กับอเมริกาสมัยนั้นในปี 1803 การรุกเข้าโจมตีแย่งชิงดินแดนในอาณานิคมของเสปนแถบฟลอริดากับชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกในช่วงทศวรรษที่พันแปดร้อยสิบ ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่มีการประนีประนอมกันระหว่างฝ่ายที่ชื่นชอบอำนาจส่วนกลางและฝ่ายที่ชื่นชอบอำนาจอิสระของแต่ละรัฐมากเป็นพิเศษ

การออกแถลงการณ์เรื่องลัทธิมอนโรในเวลาต่อมา รวมถึงการขยายอาณาเขตข้ามเทือกเขาร็อคกี้ไปทางฝั่งตะวันตก ซึ่งเชื่อว่ามันต้องไปพร้อมกับไฟสงครามและการลุกไล่บีบบังคับให้ชนเผ่าอินเดียนแดงต้องอพยพหนีตายไปยังดินแดนแห้งแล้งทางฟากฝั่งตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ เข้าใจว่าชนพื้นเมืองคงพลีชีพให้กับการขยายตัวของชาติอเมริกาจนเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ การแย่งชิงดินแดนสิ้นสุดลงเมื่ออเมริกาเอาชนะสงครามเม็กซิโก ได้ครอบครองดินแดนจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก ที่มาพร้อมกับยุคตื่นทองในปลายทศวรรษที่พันแปดร้อยสี่สิบ

พอย่างเข้าทศวรรษที่พันแปดร้อยห้าสิบ หลังจากอเมริกาได้ครอบครองแผ่นดินจากฝั่งแอตแลนติกจนถึงฝั่งแปซิฟิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาก็วกกลับมาเรื่องความขัดแย้งเก่าระหว่างรัฐเหนือและรัฐใต้ ว่าด้วยระบบทาสและการจัดสรรอำนาจอย่างรุนแรง โดยเริ่มต้นจากการผ่านกฎหมายสำคัญแคนซัส-เนบราสกาที่ให้อิสระแก่การคงอยู่และขยายตัวของรัฐทาสอีกครั้ง ความขัดแย้งเป็นไปอย่างหนักหนาสาหัสจนถึงขั้นที่รัฐใต้ขอแยกตัวเป็นอิสระจากอเมริกา ความขัดแย้งแบบไม่มีใครยอมใครเช่นที่ว่านำไปสู่สิ่งที่เชื่อว่าเป็นการสิ้นสุดของวัฏจักรที่หนึ่งได้ปลดแอกอาณานิคมและสิ้นสุดของยุคค้าทาสและระบบทาส นั่นคือสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของชาติในไม่กี่ปีถัดมา

วัฏจักรที่สอง
เป็นช่วงวันเวลาแห่งการรวมชาติ การปฏิวัติสังคมอุตสาหกรรมและการขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจ

ข้าว่าตั้งแต่เริ่มแรกของการประกาศความเป็นเอกราชก็มีความขัดแย้งด้านแนวคิดในการจัดสรรอำนาจสองแบบที่สวนทางกันดำรงอยู่แล้ว คือฝ่ายหนึ่งนิยมการจัดสรรอำนาจให้กับส่วนกลางมากกว่าให้กับแต่ละรัฐ ผู้ที่นิยมแนวคิดนี้ส่วนใหญ่เป็นรัฐทางเหนือ ในขณะที่อีกฝ่ายนิยมการจัดสรรอำนาจให้กับแต่ละรัฐมากกว่าส่วนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐทางใต้ ยังไม่นับความขัดแย้งหลักอีกด้านจากรูปแบบการทำมาหากินและแนวคิดในการจัดการเรื่องระบบทาสที่มีมาก่อน สงครามประกาศเอกราช โดยรัฐทางเหนือไม่นิยมระบบทาสในขณะที่รัฐทางใต้ยังต้องการระบบทาสเนื่องจากเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก ความขัดแย้งในสองเรื่องนี้เรื้อรังอย่างยาวนานบางเวลาก็มีการประนีประนอม บางเวลาก็มีการเขม็งปีนเกลียวกันอย่างรุนแรง สะสมเพิ่มพูนความอึดอัดซึ่งกันและกันตลอดมา

จนถึงต้นทศวรรษที่พันแปดร้อยหกสิบการแตกหักถล่มทลายครั้งประวัติศาสตร์ก็มาถึง เมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการแยกตัวเป็นอิสระในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการคงความเป็นหนึ่ง เกิดมหาสงครามระหว่างพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ จากแยกเป็นอิสระจนรวมเป็นชาติ จวบรวมเป็นชาติจนแยกเป็นอิสระ ช่างยอกย้อนและย้อนแย้ง ฝ่ายเหนือไม่ต้องการให้ฝ่ายใต้แยกตัวออกไป ฝ่ายใต้ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระ สงครามดำเนินอยู่หลายปีสังเวยชาวอเมริกาไปกว่าหกแสนชีวิต สิ้นสุดลงด้วยการพ่ายแพ้ของฝ่ายใต้ ฝ่ายเหนือผู้ชนะก็เข้าควบคุมรัฐฝ่ายใต้อย่างเบ็ดเสร็จกว่าสิบปี ประกาศความเป็นอเมริกาที่แบ่งแยกไม่ได้ ประกาศอำนาจที่เบ่งบานของส่วนกลาง และประกาศการสิ้นสุดระบบทาสทั่วทั้งประเทศ

ช่วงปลายทศวรรษที่พันแปดร้อยเจ็ดสิบการผ่อนคลายทางการเมืองทำให้รัฐฝ่ายใต้สามารถมีบทบาทในการเมืองระดับชาติได้มากขึ้น พร้อมๆ กับการหลั่งไหลของผู้อพยพจากยุโรปและเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขนานใหญ่ของประเทศ เมื่อครบรอบร้อยปีของการประกาศเอกราช ฝรั่งเศสจึงได้สร้างเทพีเสรีภาพเพื่อเป็นของขวัญร่วมเฉลิมฉลองถึงแม้ว่าแล้วเสร็จล่าช้าไปเป็นสิบปี เป็นช่วงเวลาแห่งความคาดหวังของผู้คนอย่างแท้จริง

ปลายศตวรรษที่สิบเก้าจนถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ถือว่าเป็นช่วงขยายอิทธิพลของอเมริกาออกไปข้างนอกเป็นครั้งแรก นับจากการยึดครองฮาวาย จัดการกับเสปนอย่างเบ็ดเสร็จ ได้ครอบครองคิวบา เกาะกวม เปอร์โตริโก จนถึงฟิลิปปินส์ การเข้าแทรกแซงโคลอมเบียเพื่อจัดตั้งรัฐปานามาและการขุดคลองปานามาเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร การเปิดนโยบายต่างประเทศกับจีนแผ่นดินใหญ่ รวมไปถึงการเข้าร่วมรบในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เนื่องจากไม่ได้รับความบอบช้ำจากสงครามเช่นชาติในยุโรป ดังนั้นหลังสงครามจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการกอบโกย เป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง

เป็นเวลาหลายปีที่ชาวอเมริกันสนุกสนานกับความมั่งคั่งและการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ จนกระทั่งทศวรรษที่พันเก้าร้อยสามสิบมาเคาะประตูบ้านแจ้งข่าวการมาเยือนแบบไม่ตั้งตัวของเดอะเกรทดีเพรสชั่น นำไปสู่ความปั่นป่วนทางสังคมครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของประเทศ ลามไปยังยุโรปที่กำลังฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนในที่สุดสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยปรากฏก็อุบัติขึ้น แล้วอเมริกาก็ต้องถูกฉุดให้กระโจนเข้าสู่สงครามไม่นานหลังจากมันได้เริ่มขึ้น เป็นการสิ้นสุดของวัฏจักรที่สองของอเมริกาและสิ้นสุดยุคล่าอาณานิคมด้วยกำลังทหารโดยตรงอย่างสิ้นเชิง

วัฏจักรที่สาม
เป็นช่วงเวลาแห่งการครอบครองโลก

ข้าว่าก่อนหน้าการถือกำเนิดของอเมริกาความขัดแย้งแย่งชิงกันเป็นผู้นำระหว่างชาติหาอำนาจในยุโรปดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะแรงผลักดันเรื่องการล่าเพื่อเป็นเจ้าอาณานิคม จนเป็นแรงกดดันให้เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในหมู่มหาอำนาจยุโรป อเมริกาได้เข้าร่วมรบในตอนท้ายแล้วก็ผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำแทนที่ชาติมหาอำนาจเดิม หลัง สงครามใหญ่ในครั้งนั้นความขัดแย้งไม่เคยจางหาย หากได้สะสมตัวขื่นแค้นขึ้นที่ละน้อยๆ เป็นเวลานับสิบๆ ปี ในขณะที่ฝากฝั่งอาทิตย์อุทัยก็ได้รับแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมเช่นกัน จึงพยายามปฏิวัติเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยกระดับตัวเองให้ทันสมัยเพื่อผงาดขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจที่เข้มแข็งชาติหนึ่งให้ได้ มีการโหมพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารโดยเฉพาะกองเรือที่เข้มแข็ง การประกาศศักดาต่อมหาอำนาจยุโรปให้เป็นที่ประจักษ์คือการรบเอาชนะจักรวรรดิรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ที่พอร์ตอาร์เธอร์และฐานทัพเรือของรัสเซียที่เช่าจากจีน เมื่อตอนต้นๆ ของศตวรรษที่ยี่สิบ

ปลายทศวรรษที่พันเก้าร้อยสามสิบเมื่อความแค้นระอุถึงจุดเดือดและความพร้อมมาถึงเยอรมันผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็ประกาศสงครามโดยไม่ลังเล ในขณะที่จักรวรรดิญี่ปุ่นได้นำร่องไปก่อนหน้าแล้วในสงครามที่ยืดเยื้อเพื่อยึดครองจีนแผ่นดินใหญ่ กลายเป็นมหาสงครามที่เปิดแนวรบไปทั่วทั้งโลก ปะทะกันทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ สงครามครั้งใหญ่ที่สุดนี้กินเวลาหลายปีนองเลือดรุนแรงเป็นที่สุดและสูญเสียชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้าน มากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อเมริกากระโจนเข้าร่วมสงครามอย่างเต็มตัวเมื่อญี่ปุ่นโจมตีท่าเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปลายปีพันเก้าร้อยสี่สิบเอ็ด เป็นสงครามที่ไม่ได้มีสมรภูมิรบบนแผ่นดินแม่แม้แต่น้อย เป็นสมรภูมิที่เกิดขึ้นนอกบ้านของอเมริกาทั้งสิ้น จากนั้นก็กลายเป็นชาติผู้นำที่ทำการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สองด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร แล้วก็ก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกหลังจากสงครามนี้จบลง สามารถชี้นำความเป็นไปของรัฐชาติต่างๆ ได้เกือบค่อนโลก มีการจัดตั้งสหประชาชาติที่มีอเมริกาเป็นแกนนำหลัก การออกข้อตกลงเบรตตัน วูดส์ ที่ต้องการส่งออกดอลล่าร์เป็นสกุลเงินหลักของโลกโดยใช้ทองคำหนุนหลัง การจัดตั้งไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกเพื่อช่วยเหลือ (และควบคุม ) ระบบเงินตราในประเทศต่างๆ นอกจากนี้หลายๆ ประเทศที่เคยเป็นรัฐอาณานิคมก็ทยอยได้รับอิสรภาพ เกิดประเทศใหม่ๆ ขึ้นมากมายหลายประเทศ เป็นการสิ้นสุดยุคล่าอาณานิคมของชาติยุโรปด้วยกำลังทหารอย่างถาวรและถือกำเนิดของยุคล่าอาณานิคมแบบใหม่ที่ชื่อทุนนิยมเสรี

ภายหลังสงครามความแตกต่างขัดแย้งในแนวคิดทางการเมืองของระบบเสรีนิยมที่มีอเมริกาเป็นแกนนำและระบบคอมมิวนิสต์ที่มีโซเวียดและจีนเป็นแกนนำได้ปรากฏอย่างเด่นชัดบนเวทีโลก จนต่อมาเกิดเป็นแนวรบด้านใหม่ที่เรียกว่าสงครามเย็น โดยที่ทั้งสองฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งๆ หน้า หรือบางครั้งก็ระเบิดเป็นสงครามตัวแทน เช่นสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีในต้นทศวรรษที่พันเก้าร้อยห้าสิบ จนถึงวิกฤติคิวบาและสงครามเวียดนามในช่วงต้นทศวรรษถัดมา ในช่วงเวลานี้สำหรับอเมริกาถือเป็นช่วงเวลาแห่งเสรีนิยมขนานแท้ เป็นช่วงเวลาแห่งการเบ่งบานของบุบผาชนที่ต่อต้านสงครามและส่งเสริมการร่วมรักอย่างเสรี พร้อมส่งกลิ่นอันอบอวลของมาลีฮวนน่าหอมฟุ้งไปทั่วทั้งอเมริกา

ทศวรรษที่พันเก้าร้อยเจ็ดสิบซึ่งอยู่ในช่วงหลังสงครามเวียดนาม เศรษฐกิจของอเมริกาตกต่ำสุดนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปีพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเอ็ดอันเนื่องจากภาวะถังแตก อเมริกาจำต้องประกาศยกเลิกข้อตกลงเบรตตันวูดส์ ที่ให้ใครก็ได้นำเงินสกุลดอลล่าร์มาแลกเป็นทองจากอเมริกาในอัตราที่ตายตัว แล้วเบนความสนใจมายังภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างจริงจังโดยการเข้าควบคุมการค้าน้ำมันด้วยระบบสกุลเงินดอลล่าร์ หลังจากเกิดวิกฤติการณ์น้ำมันสองครั้งที่ทำให้ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว จากนั้นอเมริกาก็สนุกสนานกับการพิมพ์เงินดอลล่าร์ส่งออกไปทั่วโลกได้อย่างเสรี จากนั้นเป็นต้นมาดูเหมือนว่าโลกทั้งโลกจะจมอยู่กับคำว่าเงินตราเท่านั้น โดยมีเงินสกุลดอลล่าร์เป็นแกนขับเคลื่อนหลัก ค่าเงินของประเทศต่างๆ ผันผวนขึ้นลงสลับไปมา ยกเว้นค่าเงินดอลล่าร์ที่ไม่ผันผวนโดยมีทิศทางอ่อนตัวต่อเนื่องจนในที่สุดในช่วงปลายทศวรรษกลุ่มประเทศยุโรปต้องจัดตั้งระบบการเงินยุโรปใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ค่าเงินดอลล่าร์ได้แข็งค่าขึ้นมากในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษที่พันเก้าร้อยแปดสิบจนเป็นปัญหาต่อผู้ส่งออกของอเมริกา และนำมาสู่ข้อตกลงพล่าซ่าแอคคอร์ดเพื่อทำให้ค่าเงินดอลล่าร์กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง ในทางเศรษฐกิจระดับโลกก็มีการผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศรอบแกตต์ใหม่โดยองค์การค้าโลก พอเข้าทศวรรษที่พันเก้าร้อยเก้าสิบอเมริกาก็เข้าไปมีบทบาทอย่างเด่นชัดในตะวันออกกลางในกรณีสงครามอ่าวครั้งที่หนึ่ง การสิ้นสุดสงครามเย็นหลังการพังทลายของค่ายโซเวียดในต้นทศวรรษนี้ ก็ทำให้ด้านหนึ่งอเมริกามีสถานะทางทหารแข็งแกร่งมากที่สุดในโลก การผลักดันเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือและเม็กซิโกเป็นผลสำเร็จ เหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาค่อยๆ กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ซบเซามาอย่างยาวนาน

จนก้าวเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ผ่านช่วงฟองสบู่ธุรกิจการสื่อสารแตก เหตุการณ์นายวันวัน สงครามอัฟกานิสถาน สงครามอ่าวครั้งที่สอง เศรษฐกิจก็ยังเติบโตได้ดีท่ามกลางไฟสงครามและความหวาดระแวงกลุ่มผู้ก่อการร้าย ความสุขสมหวังเพลิดเพลินของผู้คนในเรื่องราคาบ้าน ที่ดินและตลาดหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ลืมเรื่องพวกนี้ไป แล้วในที่สุดเสียงฟ้าฟาดก็ดังสะท้านไปทั้งโลก เมื่อโคตรพายุที่สมบูรณ์แบบได้พัดพาความโกลาหลปั่นป่วนอย่างที่สุดมาลงตรงใจกลางของระบบทุนนิยมในชื่อเดอะแฮมเบอร์เกอร์ไครซีส แล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกระจายไปทั่วทุกประเทศบนโลกใบนี้ในปีสองพันแปด

เหตุการณ์จะเป็นเช่นไรต่อไปข้าไม่อาจคาดเดา แต่เชื่อว่านี่คือการสิ้นสุดของวัฏจักรที่สามของอเมริกา นี่อาจเป็นการสิ้นสุดยุคทุนนิยมอย่างถาวร นี่อาจเป็นการเริ่มต้นวัฏจักรที่สี่ของอเมริกาที่ต้องมีพิธีการผ่านพ้นชะตากรรมบางอย่างที่ใหญ่หลวง หรือนี่คือการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันสมัยใหม่...คงมีโอกาสได้เห็นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕