พรบ.สุขภาพแห่งชาติ: เครื่องมือใหม่ในการจัดการระบบสุขภาพ
บรรยาย : ผศ.ดร.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2250 ในฐานะ “ธรรมนูญสุขภาพของประเทศไทย” ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทย ที่จัดทำด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากสังคมตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสมบูรณ์อย่างมากที่สุดกว่า 4.7 ล้านคน ใช้ระยะเวลานานถึง 8 ปี และเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมทั้ง เรื่องสิทธิ หน้าที่และความมั่นคงด้านสุขภาพ กระบวนการมีส่วนร่วม และกลไกการทำงาน
นอกจากนี้ พ.ร.บ.สุขภาพฯ ยังกลายมาเป็น “เครื่องมือใหม่” ที่จัดให้มีกลไกเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายในสังคมมาทำงานเรื่องสุขภาพด้วยกัน ด้วยรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย กลไกต่างๆ ใน พ.ร.บ.สุขภาพฯ จึงมีหน้าที่หนุนเสริมกลไกต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลไกของรัฐบาลที่จำแนกเป็น กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ และกลไกใหม่ภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) พ.ร.บ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ให้ผสานตัวเข้าหากัน เพื่อช่วยกันทำงานพัฒนาสุขภาพหรือสุขภาวะที่มุ่งสู่ทิศทาง “สร้างนำซ่อม” ร่วมกันต่อไป
ในส่วนของการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องผ่านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือ Environmental Health Impact Assessment หรือ EIA ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ระยะหลังแนวคิดในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เน้นว่าคนคือศูนย์กลางในการพัฒนา เป้าหมายของการพัฒนาโครงการต่างๆ ท้ายที่สุดต้องไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะฉะนั้นการประเมินโครงการต่างๆนอกจากจะประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องทำการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (Health Impact Assessment หรือ HIA) ซึ่งความหมายของสุขภาพนั้น กินความกว้างถึงเรื่อง สุขภาพกาย จิต สังคม และปัญญา จึงต้องคำนึงถึงมิติของสังคมด้วย(Social Impact Assessment)
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิที่ มาตรา 11 กำหนดให้บุคคลหรือคณะบุคคลมีสิทธิร้องขอให้มีการประเมิน
มีสิทธิร่วมในกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ บุคคลหรือคณะบุคคลมีสิทธิได้รับรู้ข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของตนหรือของชุมชนและแสดงความเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว มาตรา 5 มีสิทธิในการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ มาตรา 10 มีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลแผนงาน โครงการและนโยบายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และมาตรา25(5) ให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ รวมถึงมาตรา 46 - 48 การจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกี่ยวพันกับการใช้สิทธิตาม ม.11
เจตนารมณ์ของพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฉบับนี้ ต้องการให้การประเมินผลกระทบทางสุขภาพเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบทางสุขภาพ
ที่อาจจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วกับประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เนื่องมาจากการดำเนินนโยบายการพัฒนา หรือกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยหวังผลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับการสร้างเสริมและคุ้มครองสุขภาพของทุกคนในสังคม การพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในพรบ.สุขภาพ พ.ศ.2550 จะมีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมัชชาสุขภาพในระดับต่างๆ เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน
กลไกสำคัญกลไกหนึ่งภายใต้พรบ.สุขภาพฯ คือ ‘สมัชชาสุขภาพ’ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยที่
สวรส.สนับสนุนและนำเสนอกรอบความคิดมาตั้งแต่ปี 2543 และมีการจัดสาธิตสมัชชาสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องทุกปีมาตั้งแต่ปี 2544จนกระทั่งเมื่อ พรบ.สุขภาพฯได้รับการประกาศใช้สมัชชาสุขภาพจึงได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ โดยมีการจัดทั้งสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นเฉพาะพื้นที่ และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มติสมัชชาสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะถูกส่งต่อและผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านช่องทางกลไกของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งให้ภาคประชาชนร่วมดำเนินการ โดยสวรส.เข้าไปร่วมทำงานวิชาการในเวทีและกิจกรรมที่ สช.ดำเนินการร่วมกันอย่างใกล้ชิด
อลิสา/สรุป
อ่านเพิ่มเติม