ตรวจแถวหุ้นบริวาร "ระบบทักษิณ" "ไทยรักไทย" สิ้นอำนาจ-หุ้นสะเทือน

หุ้นในเครือชินคอร์ปทั้งกระบิ อยู่ในกลุ่มเป้าหมายต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการลากเรื่องเก่าที่ยังไม่สะเด็ดน้ำขึ้นมา "เชือดซ้ำ..ย้ำแผลเก่า" ในประเด็นเรื่องสัญชาติไทย หรือต่างด้าว ของ "บริษัท กุหลาบแก้ว" ที่ใครๆ ก็รู้ว่าบริษัทนี้ชื่อไทยหัวใจสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์เคยชี้มูลมาแล้วว่า ผลสอบ "บริษัท กุหลาบแก้ว" ไม่กระทบฐานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนของ SHIN เนื่องจากไม่มีเกณฑ์ควบคุมเรื่องสัญญาชาติ แต่ขอให้ดูแลเฉพาะเกณฑ์ "ฟรีโฟลท" โดย SHIN ต้องกระจายหุ้นเพิ่มให้ครบ 15% ภายใน 2 ปี

สำหรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อ ADVANC หากกระทรวงพาณิชย์ตัดสินว่า SHIN เป็นบริษัทต่างด้าว จะมีผลกระทบใน 2 กรณี

ประเด็นที่หนึ่ง..ถ้ากฎหมายใหม่มีผลเฉพาะดีลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น ถ้าหวยออกมารูปนี้สัมปทานซึ่ง ADVANC ได้รับก่อนหน้านี้ก็จะไม่ถูกกระทบจากประเด็นดังกล่าว

ประเด็นที่สอง..ถ้ากฎหมายมีผลย้อนหลัง กฎหมายก็จะให้เวลาในการแก้ไขเงื่อนไขที่ขัดต่อกฎหมายก่อนที่จะมีการบังคับตามกฎหมาย โดยอาจจะเป็นการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่

แม้จะมีช่อง "ซิกแซ็ก" แต่นั่นต้องอยู่ในสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่สถานการณ์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้น หุ้น SHIN และหุ้น ADVANC จะหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดกับ "ระบอบทักษิณ" ได้ยาก

ถัดมากรณี SATTEL หากเกิดกรณี SHIN ถูกตัดสินว่าเป็นบริษัทนอมินีต่างชาติ จริงๆ ในประเด็นนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นตัวนี้ เพราะในข้อเท็จจริง SATTEL มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเพียง 4.52% ขณะที่ SHIN ถือหุ้น SATTEL เพียง 41.34% บวกกันยังไงก็ไม่ถึง 49% จึงไม่ขัดต่อกฎหมายโทรคมนาคมแห่งชาติ

แต่เพราะ SATTEL เป็นบริวารของระบอบทักษิณ จึงกลายเป็นสินค้า "ด้อยคุณภาพ" ในช่วงเวลานี้ เหตุว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากอำนาจแต่การเจรจา "ดาวเทียมไอพีสตาร์" ในเชิงพาณิชย์กับจีนอาจไม่สำเร็จ และการรอสัญญาให้บริการกับอินเดีย ซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง หากพลาดงานนี้หมายถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่น้อย

ส่วน ITV เป็นยิ่งกว่า "หนังชีวิต" เพราะเจอ 2 เด้ง ถูกกล่าวหาว่ารับใช้ระบอบทักษิณ และยังมีคดีความเรื่องค่าสัมปทานกับสำนักปลัดสำนักนายก (สปน.) ที่ยังจบไม่ลง ในยกแรกถูกตัดสินแพ้ไปแล้ว โดย ไอทีวี ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 แต่สถานการณ์ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ทิ้งบ้าน สู้อีกกี่ศาลก็เหนื่อย!! เพราะฉะนั้นหุ้นตัวนี้ต้นทุนความน่าเชื่อถือ "ต่ำกว่าพาร์" เรียบร้อย

จะว่าไปแล้วหุ้นในเครือข่ายระบอบทักษิณ ทำจุด "พีค" ไปหมดแล้วตั้งแต่ปี 2548 ถึง ทักษิณ ไม่ลงจากอำนาจก็แค่ประคองไม่ให้ลงเหวเท่านั้นเอง

หุ้นในกลุ่มวงแหวนชั้นในยังรวมถึง "เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น" (SC) "เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น" (MLINK) และ "วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค" (WIN) โดยเฉพาะ 2 ตัวหลังที่เป็นของ "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อาการน่าเป็นห่วงมากๆ เพราะพื้นฐานธุรกิจจัดว่า "แย่"

MLINK ในวันนี้มีสิทธิถูกตัดสิทธิเป็นตัวแทนจำหน่าย 1 ใน 3 รายในประเทศไทย ของ "โนเกีย" ขณะที่ WIN อนาคตผูกติดกับนโยบายรัฐมากเกินไป

หุ้นที่หมดอภิสิทธิ์ทางการเมืองก็มีสิทธิหมดอนาคต ยังรวมถึง อาณาจักรธุรกิจของ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นั่นคือ หุ้น "ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น" (STEC) ถัดมาก็หุ้น 3 ตัวของ "อดิศัย โพธารามิก" รับรองว่าเหนื่อยแน่!!! ได้แก่ "จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล" (JAS) "จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์" (JTS) และ "ทีทีแอนด์ที" (TT&T)

จากนั้นให้จับตา "หุ้นปั้น" ของ "เสี่ย พ." พายัพ ชินวัตร ที่ร่วมกับพันธมิตร มี 4-5 บริษัท ดังๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ASL BNT IEC PLE และ D1 หุ้นพวกนี้มีโอกาส "ดับ" มากกว่า "ดัง"

การโค่นทักษิณยังสะเทือนไปถึงหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่ใกล้ชิด "พรรคไทยรักไทย" อีกหลายค่าย ที่ผ่านงานมาทาง "เจ๊แดง" สาย "เฮียเพ้ง" และสาย "สุริยะ" ให้จับตาประเภท "งานล้นมือ" แต่ "มาร์จิน" เรี่ยติดดิน

ส่วนอาณาจักรปตท. ไม่ว่าจะเป็นตัวแม่ ปตท. (PTT) ปตท.สผ. (PTTEP) ปตท.เคมิคอล (PTTCH) อะโรเมติกส์ (ATC) ไทยออยล์ (TOP) ทีพีไอ (TPI) น่าจะถูกหางเลขแค่ช่วงสั้น เพราะหุ้นพวกนี้แข็งแกร่ง และโตได้ด้วยตัวเอง ลงลึกๆ ให้เก็บ

รวมถึงหุ้นรัฐวิสาหกิจตัวอื่นๆ อาทิเช่น TMB KTB AOT THAI หรือ MCOT แม้ใครๆ ก็รู้ว่า "นายใหญ่" ขององค์กรเหล่านี้ มาได้เพราะฝีมือบวกความแนบแน่นกับบิ๊กทางการเมือง แต่โครงสร้างธุรกิจถ้าการเมืองไม่อยู่เผลอๆ จะดีกว่าเก่าด้วยซ้ำไป

แต่ที่จะละสายตาไปไม่ได้อีกกลุ่ม ก็คือ พวก "นักธุรกิจอิงการเมือง" กลุ่มนี้พึ่งพาอำนาจรัฐ แต่ไม่พึ่งพิงงานรัฐ ยืนบนขาตัวเอง เช่นกรณี "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม หุ้น GRAMMY กับ GMMM ไม่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง

หรือแม้แต่หุ้น INOX และ TFI ของ "เสี่ยเนสกาแฟ" ประยุทธ มหากิจศิริ ที่ผ่านมาธุรกิจมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับการเมืองไม่มาก ตรงข้ามกับสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นปึ้ก!! กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชนิดที่ต้องส่งลูก 3 คนไปผูกสัมพันธ์

ขณะที่ "ประชา มาลีนนท์" มีหุ้นในอาณาจักร 2 ตัว คือ CVD กับ BEC ธุรกิจถูกแยกออกจากผลประโยชน์ทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน แต่ภาพของการเป็น "สื่อ(เชียร์)รัฐบาล" คงจะลบออกยาก

นับจากนี้การเปิดเรื่องฉาวในอดีตของ "ครอบครัวชินวัตร" น่าจะเกิดขึ้นตามมาเป็นชอตๆ "อู่ข้าวอู่น้ำ" ที่เกี่ยวข้องกับงานประมูลภาครัฐจะเหือดแห้งลงไป ขณะที่การจัดฉากลากหุ้นล่อรายย่อยจะเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองมากขึ้น...นาทีแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในตลาดหุ้น!!!
  -------------------------

จากกรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2549
http://www.bangkokbizweek.com/20060904/localbiz/index.php?news=column_21623244.html