เสียงจากโลกแคบ : ค่ำคืนที่ใครคนหนึ่งบอกว่า "ถ้อยคำในหนังสือของผม เปลี่ยนแปลงชีวิตเขา"


พี่ชายท่านนี้บอกเล่าอย่างหนักแน่นว่า ประทับใจวาทกรรมที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ วาทกรรมเหล่านั้นปลุกพลังในตัวตนของแกอย่างมหาศาล มันทำให้ไฟฝันและแรงศรัทธาในบางเรื่องลุกโชนกลับมาอีกครั้ง หลังจากบอดใบ้ไปนานหลายแรมปี

คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ธันวาคม 2555)  เป็นวันแรกในรอบสัปดาห์ที่ผมยุติการแรมรอนไปตามเส้นทางแห่งความฝัน   เพื่อหวนคืนสู่อีกหนึ่งมาตุภูมิชีวิต   นั่นคือ “กทม” (กลางทุ่งมหาสารคาม)

ผมเข้างานเลี้ยงฉลองปีใหม่ในเวทีแห่งหนึ่ง  เวทีที่ว่านั้น  จัดกลางแจ้งบนผืนแผ่นดินที่โอบล้อมไปด้วยทุ่งนาอันไพศาล  - 

ครับ,ทุ่งนาที่อีกไม่กี่แรมปีก็รอวันปรับแต่งรูปลักษณ์เป็นหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่

ในค่ำคืนนั้น  ผมมีโอกาสได้พบเจอผู้คนมากมาย   ในความมากมายแต่ล้วนรู้จักมักคุ้นกันแทบทั้งสิ้น




ค่ำคืนที่ว่านั้น,  ผมแต่งตัวแบบสบายๆ ใส่หมวกคู่ชีวิต  คล้ายจะอำพรางตัวเองในเวทีของสังคมก็ไม่ปาน  จนใครหลายคนพอพบหน้ามีอันสะดุ้งตกใจ  เพราะไม่ค่อยได้เห็นผมในสภาพของคนมีหนวด, ผมยาว ใส่เสื้อบางเบาเหมือนศิลปินหลงทางมาจากที่ใดซักแห่ง

บางคนดึงแขนไปถามทักว่าอะไรคือสาเหตุของการแต่งกายแบบนี้, อะไรคือสาเหตุของการไว้หนวด  หรือแม้แต่อะไรคือสาเหตุของการสัญจรไกลไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยในรอบหลายวันที่ผ่านมา

ครับ—  เป็นความสุขใจและอบอุ่นใจไม่ใช่น้อยกับคำขานทักเหล่านั้น   มันเหมือนการตอกย้ำให้รู้ว่า   ในความเป็นจริงของชีวิต  เรายังมีคนจำนวนหนึ่งที่สนใจ-ใส่ใจ หรือแม้แต่ห่วงใยต่อความเป็นผมอย่างไม่กังขา  และคนจำนวนที่ว่านั้น   ก็ยังรอคอยวันที่ผมจะหวนกลับมาสู่พื้นที่แห่งชีวิตร่วมกันอีกครั้ง




ในค่ำคืนนั้น  ผมมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งอย่างยาวนาน –

ครับ, เขาเป็นผู้ชายกล้าและแกร่ง 

เท่าที่ผมรู้ก็คือเป็นคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้สิ่งอันไม่ชอบธรรม  โดยล่าสุดเพียงไม่กี่ปี  ตัดสินใจลาออกจากอาชีพการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์  โดยไม่แยแสว่าอีกไม่ถึงห้าปีก็จะได้รับบำนาญและติดยศพิเศษ

การพูดคุยกันในค่ำคืนที่ฟ้ากระจ่างใส  หรือแม้แต่ค่ำคืนที่ใครๆ ต่างวิตกว่าจะเป็นวันสิ้นโลก  แต่สำหรับผมและพี่ชายท่านนี้  กลับรู้สึกว่าโลกทั้งใบ มันมีค่าต่อการหยัดยืนและใช้ชีวิตต่อไปอย่างที่สุด

พี่เขาเล่าให้ผมฟังว่า  การลาออกจากราชการในครั้งนั้น  เป็นความอิ่มตัวที่ยากยิ่งต่อการบอกกล่าวให้ใครๆ ได้เข้าใจ  เขาลาออกทั้งๆ ที่มีหนี้สินล้นตัว หรือแม้แต่กำลังถูกฟ้องให้เป็นคนล้มละลาย- ครับ,ลาออกโดยไม่รู้ว่า จากนี้ไปต้องทำมาหากินอย่างไร

และการสนทนาในค่ำคืนของวันสิ้นโลก  เราคุยกันหลายเรื่อง  แต่ที่แน่ๆ ที่ผมจดจำได้แม่นยำเลยก็คือถ้อยคำที่แกบอกย้ำอย่างหนักแน่นต่อผมประมาณว่า...

  “...ผมอ่านหนังสือเรื่องเรียนนอกฤดู  ประทับใจกับคำว่า ใจนำพา ศรัทธานำทาง และการทำความฝันให้เป็นจริง เป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับการมีชีวิต....”


ครับ- ถ้อยทำที่ว่านั้นเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มแรกของผม (เรียนนอกฤดู)  พี่ชายท่านนี้ประทับใจและบอกกล่าวกับผมมาเป็นระยะๆ  และล่าสุดนำเอาถ้อยคำเหล่านี้ไปเขียนเป็นป้ายประดับไว้ในมุมๆ หนึ่งของบ้านที่แกกำลังอาศัยอยู่

แน่นอนครับ  ผมเรียกไม่ผิดหรอก  เพราะบ้านหลังนั้นกำลังถูกธนาคารประกาศขายทอดตลาด  แกอยู่ในฐานะของผู้อาศัย และกำลังวิ่งเต้นเพื่อหาทางออกเพื่อรองรับชีวิตของแกและคนของความรักอีกไม่น้อยกว่า 3-4 ชีวิต

ครับ-พี่ชายท่านนี้บอกเล่าอย่างหนักแน่นว่า  ประทับใจวาทกรรมที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ  วาทกรรมเหล่านั้นปลุกพลังในตัวตนของแกอย่างมหาศาล  มันทำให้ไฟฝันและแรงศรัทธาในบางเรื่องลุกโชนกลับมาอีกครั้ง  หลังจากบอดใบ้ไปนานหลายแรมปี

วันนี้แกยังคงปักหลักในบ้านที่แกเชื่อว่าเป็นบ้านของแก  พลิกผืนแผ่นดินกลับมาปลูกผัก เลี้ยงปลา  จัดแต่งบริเวณสระน้ำเป็นรีสอร์ทเล็กๆ เพื่อรองรับความฝันของตนเอง  ความฝันที่ต้องใช้ “ใจนำพา...ศรัทธานำทาง”

และก่อนลาจากกันในวันนั้น  พี่ชายท่านนี้ย้ำนักย้ำหนาให้ผมไปเยี่ยมเยียนอีกรอบ  ไปดูความฝันของแกที่กำลังรอวันผลิบานในพื้นที่ชีวิตของแก -ความฝันที่มีผมเป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจสำหรับแก




แน่นอนครับ- ผมเชื่อว่ามนุษย์มิได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้  หรือแม้แต่มนุษย์ก็ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อจะสิ้นหวังกับปลายทางที่เรามองไม่เห็น

และเราก็ไม่สมควรที่จะพิพากษาใครโดยปราศจากข้อมูลอันเป็นบริบทของคนๆ นั้น

สำหรับผมแล้ว  เหตุผลที่ทำให้คนเราอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างไม่เงียบเหงา  อาจมีหลายเหตุผล หลายปัจจัย  และหากไม่นับหนึ่งในการไม่ยอมจำนน  หรือไม่ยอมสิ้นหวัง  ก็น่าจะหมายถึงการ “แบ่งปัน” ต่อกันและกันด้วยกระมัง

และสำหรับผม  เพียงวาทกรรมเล็กๆ ในหนังสือของตัวเอง  ได้พลิกชีวิตใครสักคน  จากการล้มละลาย  ให้ลุกขึ้นมาท้าทายต่อชะตากรรมอีกรอบ  โดยใช้ “ใจนำพา..ศรัทธานำทาง”  หรือแม้แต่การเชื่อและศรัทธาต่อความฝันของตนเอง  ผ่านกลไกของการลงมือทำนั้น  คือทางออกทั้งปวงของการมีชีวิตอยู่ - ถือว่าผมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดแล้ว

ผมอาจไม่ใช่นักเขียนตัวจริงเสียงจริง  หากแต่การได้รับรู้ว่าหนังสือของผมได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของใครบางคน  ผมถือว่านั่นคือรางวัลอันยิ่งใหญ่ของผม

ครับ-การเขียนหนังสือ อาจหมายถึงการแบ่งปันในอีกมิติหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน”

หากหนังสือ "เรียนนอกฤดู"  ที่ผมเขียนขึ้น  มีพลังพอต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตใครได้  gotoknow.org  ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของพลังดังกล่าว  เพราะหนังสือเล่มที่ว่านั้น gotoknow.org คือต้นธารการก่อเกิดหนังสือของผมอย่างแท้จริง  

...

ขอบคุณครับ


หมายเลขบันทึก: 513941เขียนเมื่อ 24 ธันวาคม 2012 14:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 ธันวาคม 2012 16:37 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (16)

หนังสือ เรียนนอกฤดู เป็นพลังให้คทำงานอีกหลายๆคน รวมผมด้วยครับ

มีแรงอยู่เพียงร่างนักเดินทาง ฤาท้อถอย...

ขอบคุณ อ.ขจิต มากครับ. 

ยังจำได้แม่นยำสำหรับความอนุเคราะห์ช่วยจัดซื้อแจกจ่าย...

รวมถึงดีใจมากที่ได้รับรู้ว่า. หนังสือธรรมดาๆ. ของผมเป็นแรงบันดาลใจของใครอีกหลายคน..

ขอบคุณอีกครั้ง ครับ

แม้ไม่ได้อ่านหนังสือ เรียนนอกฤดู แต่บันทึกนี้ก็ปลุกใจให้ครูดาหลามีพลังขึ้นมาได้เหมือนกันค่ะ

เหตุเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก   โลกแห่งความสิ้นหวัง  โลกแห่งการท้อแท้จบสิ้นไปแล้วค่ะ

                  ใจนำพา ศรัทธานำทางค่ะ 

                                

 ขอบคุณ สายธารแห่งความคิดที่บรรจงจิตลงใน Gotoknow พร้อมแก่นคำโตลงในหนังสือ ;)...

ความศรัทธาคือ...กายมาเป็นพลังในการทำงานที่ยิ่งใหญ่.....เดินไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย

สวัสดีครับ คุณครูดา KRUDALA

เสียดายมากเลยครับ ตอนนี้หนังสือเรียนนอกฤดูแทบไม่เหลือเก็บเลยก็ว่าได้  มิเช่นนั้น  คงได้ส่งไปให้อ่าน  สารภาพว่าทำเอาสนุก  ระบบจัดพิมพ์ไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร  แต่ก็กลายเป็นหนังสือที่พลิกชีวิตของผม  พลิกการงานของผมให้เป็นสาธารณะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผมชื่อชมและศรัทธาต่อผู้ที่เดินทางตามเส้นทางความฝันของตนเองอย่างไม่ย่อท้อ - ...

และทำอะไรต่อมิอะไรด้วย "ใจ"  ไม่ใช่แค่ภารกิจ  หากแต่เป็นพันธกิจ...ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของที่มาแห่งวาทกรรม "เรียนนอกฤดู"...

ขอบพระคุณครับ

สวัสดีครับ อ.วัส...Wasawat Deemarn

ยืนยันเช่นผ่านมา

"ใจนำพา..ศรัทธานำทาง"

ทุกวิธีคิด และทุกกระบวนการ ล้วน "เปิดเปลือย" ล้วนๆ ตามสไตล์หนุ่ม กทม. (กลางทุ่งมหาสารคาม) ...

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ คุณ แดนไท

จำกันได้ดีใช่ไหมครับว่า  "ใจนำพา  ศรัทธานำทาง"
เกิดขึ้นในเหตุการของการลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2551
และคุณแดนไท ก็เป็นหนึ่งในทีมงานหลักของการขับเคลื่อนและนำพาในเรื่องเหล่านั้น

ให้แง่คิดและแรงบันดาลใจมากค่ะ

  • น้องแผ่นดิน 
  • อ่านแล้วซึ้งมากค่ะ 
  • อยากได้บ้าง หนังสือเล่มนี้จะทำไงดีค่ะ
  • คิดถึงค่ะ บางอย่างมันมีแรงผลักดินมากมายให้คนเราอึดสู้ในหลายๆ รูปแบบค่ะ

หนังสือบางเล่มสร้างคน.. เป็นจริงตามนั้นค่ะ.. ขอบคุณจริงๆ

 

ถึงแม้จะยังไม่ได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์ทั้งเล่ม แต่เท่าที่ติดตามอ่านบันทึกเท่าที่ได้อ่านมา บทความท่านอาจารย์ทรงพลังมากค่ะ ให้แนวคิดในการพัฒนา การใช้ชีวิตได้ดีมากๆ เลยค่ะ

คารวะด้วยใจจริงค่ะ

สวัสดีครับ อ.ทัศนีย์

กลับมาอ่านบันทึกนี้เมื่อเวลาล่วงมาหลายขวบปี
ขอบพระคุณที่แวะมาเติมพลังชีวิต นะครับ

สวัสดีครับ พี่ Bright Lily

สุขสบายดีนะครับ
ระยะหลังๆ ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหรเลย...
ขอให้สดชื่นกับการใช้ชีวิตเช่นผ่านมา นะครับ

ครับ อ.kunrapee

เราล้วนเปลี่ยนแปลงจากหลายสิ่งหลายอย่าง
หนึ่งในนั้น ก็คือ หนังสือ ครับ

สวัสดีครับ   ..ปริม ทัดบุปผา...

หนังสือแต่ละเล่มของคนเรา  ประหนึ่งบุตรชายและบุตรสาวของเราเอง  บอกไม่ถูกว่ารัก-ชอบเล่มใดเป็นพิเศษ  เพราะล้วนถูกสร้างจากความรักด้วยกันทั้งนั้น...

ขอบคุณที่แวะมาทักทาย และเป็นสุขใจเมื่อครั้งได้พบเจอกัน ครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี