“กาแฟ” กัน “มะเร็ง” ได้


ผลการวิจัยใหม่.......คอกาแฟมีเฮ จิบ  “กาแฟ” กัน “มะเร็ง” ได้

ความรูเรื่อง “กาแฟ” นั้น มีลึกซึ้งถึงขนาดจัดให้เป็นหลักสูตรรายวิชาเรียนกันทีเดียว ในต่างประเทศได้จัดให้มีการเรียนการสอนแบบจริง ๆ จัง ๆ ในสถาบันใหญ่ ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องกาแฟจึงไม่ใช่แค่ “รสสัมผัส” ติดลิ้นเท่านั้น
แต่จะต้องดื่มแบบ “ผู้รู้จริง” อีกด้วย

กาแฟมีประโยชน์มาก ส่วนโทษจะเกิดต่อเมื่อ “ดื่มมากไป” ประโยชน์ของกาแฟหลัก ๆ มีดังนี้

1.  ป้องกันอัลไซเมอร์  อาการสมองเสื่อม หลงลืมง่ายไม่รู้ตัวได้ด้วยกาแฟ จากงานที่ตีพิมพ์ในวารสารอัลไซเมอร์พบว่า กาแฟช่วยกระตุ้น “เคมีล้างคราบสมอง” พูดง่าย ๆ คือ ช่วยทะลวงท่อที่ตันให้สมองโล่ง จำได้ดีครับ

2.  ป้องกันสมองเสื่อมพาร์กินสัน ภาวะนี้ทำให้ผู้ใหญ่สูงวัยเกิดอาการ “สั่น” แบบควบคุมไม่ได้ รักษาไม่หายเพราะเป็นเรื่องของเนื้อสมองที่เสื่อมไป การศึกษาพบว่า กาแฟมีส่วนช่วย “ป้องกัน” เนื้อสมองจากการเสื่อมได้ครับ

3.  ลดเสี่ยงเบาหวาน  กาแฟช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานได้ การดื่มวันละ 1 ถ้วย ช่วยลดเสี่ยงลงได้ 7% มีข้อยกเว้นว่าอย่าเติมหวานมากเกินจนเชื่อมกาแฟ ไม่เช่นนั้นจะได้โรคแทน

ยังมีข่าวดีหนึ่งคือ ท่านที่ดื่มกาแฟแบบ “สำเร็จรูป” เช่นเดียวที่ตื่นเช้าก็เอาช้อนควักผงกาแฟตวัดใส่ถ้วยชงเลย

นักวิจัยพบว่า การกินเช่นนี้สะดวกและยังได้ประโยชน์ต่อสุขภาพในแง่ที่ว่ามาทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟสดเลย ทั้งยังค้นพบอีกว่า กาแฟสำเร็จรูปปริมาณ 1 ถ้วยกาแฟมาตรฐานนั้น อุดมด้วย “ใยอาหาร (ไฟเบอร์” ถึง 3 กรัม เทียบเท่ากับส่วนหนึ่งที่ร่างกายต้องการทุกวัน

4.  กาแฟกันมะเร็ง  เมื่อพูดถึง “นักจิบ” ก็ชวนให้คิดถึงบุคคล 2 กลุ่มบุคคลคือ “คอไวน์” กับ “คอกาแฟ” ซึ่งทั้ง 2
คอต่างก็ดูเป็นสันทรียชนด้วยกันทั้งสิ้น บางท่านเป็นทั้ง 2 คอในคนเดียว เรียกว่า ถูกคอกันของจริง

การจิบกาแฟเป็นของที่คล้ายกับการจิบไวน์ตรงที่เครื่องดื่มทั้งสองนี้มี “แอนติออกซิเดนท์” คือวิตามินป้องกันมะเร็งอยู่คล้าย ๆ กัน แต่ข้อดีของกาแฟคือ “ปลอดแอลกอฮอล์” ทำให้คอกาแฟไม่ต้องกังวลในเรื่องของ  ไวรัสตับอักเสบบีกำเริบ  ไขมันจุกตับ และตับแข็ง การจิบกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมช่วยป้องกันโรคมะเร็งถึง 3 อย่างคือ

1)  มะเร็งในมดลูก  งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า สตรีที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วช่วยลดเสี่ยงมะเร็งในโพรงมดลูก (Endometrial cancer) ได้ถึง 25% เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มวันละไม่ถึงแก้ว (ดื่มเสียของ น่าเสียดาย)

2)  มะเร็งต่อมลูกหมาก  จากงานวิจัยชิ้นเดียวกันต่อยอดไป พบว่า  บุรุษที่ดื่มกาแฟในปริมาณเดียวกับสตรี คือ 4 แก้วนั้นพบว่าช่วยลดการเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึง 18 %

จากการศึกษาในชายถึง 50,000 คน พบว่าคอกาแฟมีความสามารถพิเศษในการสู้ศึกมะเร็งต่อลูกหมากได้ดี
โดยเฉพาะชนิดที่เป็น “เซลล์ร้าย”

3)  มะเร็งผิวหนังชนิดพบบ่อย การศึกษาจากโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์เฮลธ์ในอเมริกาพบข้อดีของกาแฟว่า ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนัง โดยเฉพาะชนิด “เบซัลเซลล์ (Basal Cell Carcinoma)” ที่กัดกินผิวหนังเป็นรอยคล้ายหนูแทะ กาแฟช่วยสกัดมันไว้ไม่ให้เกเรลุกลามไปไกลได้

4)  มะเร็งเต้านม สตรีนักดื่ม (กาแฟ) ได้อานิสสงส์พิเศษในข้อนี้ตรงที่ เนื้อมะเร็งเต้านมกลัวกาแฟ แต่ต้องเป็นกาแฟแบบ “ปกติ” งานวิจัยชี้ว่า ถ้าเป็นกาแฟแบบ “ปลอดคาเฟอีน (ดีแคฟ)” จะไม่มีส่วนดีตรงนี้เลย นอกจากนี้      นักวิจัยจากสถาบันคาโรลินสก้าแห่งสวีเดนยังบอกอีกว่า การดื่มกาแฟให้ดีนั้นต้องดื่มร่วมกับการดูแลเรื่องกินอยู่อื่น ๆ ให้ดีด้วย

จะเห็นได้ว่า “กาแฟ” นี่ดีกับทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะกับโรคร้ายที่ไม่ปรานีใครอย่าง “มะเร็ง” แต่อย่างไรก็ดีนักดื่ม (กาแฟ) ทุกท่านก็ควรตระหนักไว้ว่า ของดีถ้ามากเกินก็เป็นของร้ายได้เหมือนกัน อย่างการ “ติดกาแฟ” ก็เป็นข้อเสียที่รำคาญใจอันหนึ่ง

กาแฟที่ควรเลี่ยง  กาแฟยุคใหม่นอกจากราคาต่อแก้ว จะแพงจับใจแล้วอีกด้วย กาแฟที่ว่านี้มีรสชาติอร่อย ชวนให้นักดื่มติดใจกันมาก ทว่าเรื่องรสชาติก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากว่า ติดกาแฟ หรือ ติดรส กันแน่ ด้วยรสอันแสนอร่อยนั้นซ่อนรูปเดิมของกาแฟไว้หมด เพราะเมื่อปรุงรสจนอร่อยแล้วมันมีทั้งหวาน มัน และหอมชื่นจมูกจนทำให้ใจผูกกับรสชาติที่เขาปรุงให้ พอกลับมาปรุงเองที่บ้านดันไม่เหมือน เพราะกาแฟแก้วนั้นมัน “ถึงเครื่อง”
เข้มข้นเอาเสียเหลือเกิน นาน ๆ ทีก็เพลินกับรสสัมผัสเหล่านี้ได้ แต่สำหรับท่านที่รักจะดื่มบ่อย ขอให้เลี่ยงกาแฟดังต่อไปนี้

1.  ใส่นำตาลและครีมเทียมมาก  จากการศึกษาพบว่า “วิตามินต้านมะเร็ง” จะลดฤทธิ์ลงเมื่อกาแฟถูกปรุงรสด้วยน้ำตาลและครีมมากไป

2.  หนักเติมนม  บางการศึกษาพบว่าการใส่นมเข้าไปในกาแฟจะไปแย่งจับกับวิตามินต้านมะเร็ง จนทำให้ออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเช่นกัน

3.  ใส่คาราเมลกับวิปครีมเข้าไป  อันนี้ยิ่งน่าไว้อาลัย เพราะการใส่ 2 อย่างนี้ ยิ่งเพิ่มแคลอรีให้กาแฟแก้วหนึ่งสูงเท่ากับกินข้าวเกือบ 1 จานเลยทีเดียว (ราว ๆ 200 กิโลแคลอรี) อีกทั้งวิปครีมยังมี “ไขมันมฤตยู” หรือทรานส์แฟตที่ร้ายกาจต่อหัวใจอีกด้วย

สรุปก็คือ “ถ้ารักจะดื่มกาแฟ ต้องรักที่รสกาแฟธรรมชาติ” ด้วย ลองตัดการปรุงรสหวานเชื่มมันฉ่ำออกไปแล้วค่อย ๆ ฝึกลิ้นฝึกจมูกให้ชื่นใจกับรสชาติการแฟแท้ ๆ ที่เข้มหอม จะทำให้ดีต่อสุขภาพมาก

ได้ทั้งป้องกันมะเร็งและไม่เสี่ยงต่อสุขภาพมาด้วย

 

น.พ.กฤษดา  ศิรามพุช

สุขภาพ KSKS

14 ธ.ค. 2555



หมายเลขบันทึก: 513915เขียนเมื่อ 24 ธันวาคม 2012 09:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 ธันวาคม 2012 13:03 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี