คนแถวบ้านผมจะนิยมแต่งงานกันหลังปีใหม่ ขายข้าว เก็บเงิน เตรียมของ เตรียมขันหมาก และนัดหมายการแต่งงานในเดือนคู่ จึงคิดว่าการแต่งงานน่าจะเป็นเดือนหกของปีก่อนที่ลูกคนโตจะเกิด และโดยส่วนใหญ่ลูกคนโตของแต่ละครอบครัวบ้านนอกมักจะเกิดกันตอนต้นๆปีถัดไป

เมื่อสองวันที่แล้วผมได้ไปงานศพของญาติ
ที่เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานและคณะ เมื่อวันที 17 ธันวาคมที่ผ่านมา และจะเผาในวันเสาร์นี้
ผมไปที่งานก่อนการเผา เพื่อถามว่าจะให้ช่วยงานอะไรบ้าง ก็ได้งานมาจริงๆ ก็คือ
ยังไม่มีใครรู้ข้อมูลมากพอที่จะกล่าวสดุดีผู้วายชนม์ได้เลย ถามใครๆ แม้แต่ภรรยาและลูกอีก
5 คน ก็ไม่มีใครจำอะไรได้เลย แม้กระทั่งวันเกิดก็ไม่มี ไปทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่
จำไม่ได้ทั้งนั้น รู้แค่คร่าวๆว่า แต่งงานแล้วก็มีลูก 5 คน ทำมาหากินตามชาวบ้านธรรมดา

ถ้ามีข้อมูลแค่นี้
พูดไปก็ไม่ต่างกับพูดให้ผ่านๆไป ไม่มีความหมายอะไร
ผมเลยรับอาสารวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลให้ใหม่หมดเลย ว่าไปตามสไตล์ที่ผมถนัด
ตั้งแต่ชาติกำเนิด การศึกษา การแต่งงาน การประกอบอาชีพ การช่วยเหลือสังคม
ผลงานด้านต่างๆ คุณค่าชีวิตที่ได้ และ อุทาหรณ์ให้คนที่ยังมีชีวิตได้คิด ได้เรียน

 

แต่พอผมไปถามว่าแต่งงานกันปีไหน
เดือนไหน และใครเกิดเมื่อไหร่บ้าง ไม่มีใครมีข้อมูลให้ผมเลย ขนาดวันเกิดของตัวเองก็ยังจำไม่ได้
ยื่นแต่บัตรประชาชนของคนในครอบครัวมาให้กำมือหนึ่ง พอถามว่าผู้ตายเคยทำอะไรตอนไหน
ก็ยื่นใบประกาศเกียรติคุณมาให้อีกหอบหนึ่ง

 

ผมก็ต้องมานั่งสร้างภาพประวัติของญาติคนนี้ด้วยตัวเอง
จากที่ผมมีข้อมูลบ้างแล้ว เพราะที่จริงก็พอทราบและเคยเห็นมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ
แต่ก็ไม่บ่อยนัก เพราะผมออกนอกบ้านมานานกว่าการอยู่บ้าน

 

ผมต้องพยายามเชื่อมข้อมูลเวลาที่มีในบัตรประชาชนของแต่ละคน
ตั้งแต่อายุเข้าโรงเรียน อายุบวช และอายุแต่งงาน ให้เป็นเรื่องเดียวกันให้ได้

 

พอจะเริ่มเรื่องงานแต่งงาน
ผมก็พยายามคิดเชื่อมต่อกับเพลงลูกทุ่ง สมัยนักร้อง “สุรพล สมบัติเจริญ” ดังมากๆ
จะมีเพลงหนึ่งที่นิยมเปิดกันก็คือ เพลง “ น้ำค้างเดือนหก”
ที่เป็นเพลงจีบสาวในสมัยนั้น และจำได้ว่าการยกขันหมากในแต่ละครั้ง จะยกผ่านทุ่งนา
ที่เป็นฤดูแล้งก่อนการทำนาแน่นอน และคนแถวบ้านผมจะนิยมแต่งงานกันหลังปีใหม่ ขายข้าว เก็บเงิน เตรียมของ เตรียมขันหมาก และนัดหมายการแต่งงานในเดือนคู่ จึงคิดว่าการแต่งงานน่าจะเป็นเดือนหก
ของปีก่อนที่ลูกคนโตจะเกิด และโดยส่วนใหญ่ลูกคนโตของแต่ละครอบครัวบ้านนอกมักจะเกิดกันตอนต้นๆปีถัดไป

 

หลังจากการแต่งงานก็เป็นการทำมาหากิน
ทำนา เลี้ยงสัตว์ หาปลา ทำสวน ทำไร่ จนโยงไปถึงการสะสมทุนในครอบครัวเป็นช่วงๆ
ว่าช่วงนั้นใครอายุเท่าไหร่ อยู่โรงเรียนชั้นไหน ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน แต่งงานหรือยัง
มีลูกหรือหลานหรือยัง ลูกคนไหนโตแล้วหรือยัง ที่ไปทำกิจกรรมต่างๆ ไปพร้อมกับใครบ้าง
เพื่อเป็นจุดอ้างอิงของเวลา และความสำคัญของผู้ตาย
ว่ามีส่วนร่วมในเรื่องอะไรบ้างแค่ไหน ดังที่บรรยายไว้ในใบประกาศเกียรติคุณ

 

แล้วก็มาปิดท้ายด้วย
หลักธรรมะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้ทุกคนได้เรียนรู้จากการเกิดจนจบที่การดับของญาติท่านนี้
ว่ามีบทเรียนอะไรบ้าง และผมจะนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดไปกล่าวมุทิตาจิต ก่อนการเผาศพ
ในวันที่ 22 ธันวาคม 2555 ที่วัดเหมืองลี่ ตำบลโนนค่า อำเภอสูงเนิน
จังหวัดนครราชสีมาครับ