7-10 ธันวาคม 2555 ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง.......
จุดมุ่งหมายในการไปภูกระดึงครั้งนี้ คือ อยากไปรำลึกความหลัง...อีกสักครั้ง.. เราขึ้นภูกระดึงครั้งสุดท้ายเมื่อ ปี พ.ศ. 2529 (พานักเรียนขึ้นไปเป็นปีที่ 3 รวมกับไปตอนเป็นนักศึกษา อีก 1 รวมขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง) ที่ต้องหยุดเพราะท้องลูกคนแรก และคนที่ 2 ก็ตามมาติด ๆ มีลูกแล้วเวลาว่างก็หมดไป จนมาปีนี้ พ.ศ. 2555 ลูกเรียนจบแล้ว มีงานทำแล้ว และลูก หลาน ๆ อยากขึ้นภูกระดึง เหมือนไม่ค่อยเจียมสังขารเท่าไหร่ แต่อยากกลับไปดูอีกสักครั้ง ..มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง หลังจากเวลาผ่านไป 26 ปี ... รถออกจากโรงเรียนสองทุ่มครึ่ง เรานอนไม่หลับเลยเพราะคนขับรถกลัวจะหลับ คุยวิทยุกันทั้งคืน ไม่รู้ว่าเราจะมีแรกขึ้นถึงยอดภูกระดึงไหม...
วันที่ 8 ธันวาคม 2555 มาถึงภูกระดึง เวลาประมาณ 04.45 น.
รีบขนกระเป๋า ไปเข้าคิว ชั่งน้ำหนัก (เดี๋ยวนี้ราคากิโลกรัมละ 30 บาท แพงนะเนี่ย)


เราออกเดินทางขึ้นภูกระดึงประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ...เมื่อเริ่มเดิน...ในความรู้สึกเรามันฮึกเหิม และมีความสุข
ตอนแรกๆไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร ...ในความรู้สึกเรา...ลืมความเหนื่อยในการขึ้นภูกระดึงไปแล้วและจำไม่ได้ว่ามีซำอะไรบ้าง วันนี้คนขึ้นภูกระดึงเยอะมากน่าจะเรือนหมื่น เพราะเดินไปตรงไหนก็เจอแต่คน ร้านค้าตามซำต่างๆขายดีมาก แต่เราประทับใจเจ้าของร้านค้าส่วนใหญ่ที่พูดจาไพเราะและแสดงน้ำใจทุกร้าน เชื้อเชิญผู้คนเข้านั่งในร้านโดยไม่ซื้อของก็ได้...ภูกระดึงปัจจุบันซึ่งเราห่างเหินมาเป็นเวลา 26 ปี แตกต่างจากเดิมไปมาก ตั้งแต่ซำแรกคือ"ซำแฮก" ซึ่งมีระยะทางจากตีนภูประมาณ 1000 เมตร ขณะเดินเรารู้สึกเหนื่อยมากเหงื่อไหลท่วมตัว ดีว่าเราใส่เสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น

ตอนเดินร้อนมาก ยังนึกในใจว่าข้างบนมันจะหนาวไหม แต่เราหายเหนื่อยเร็วมากเพราะพอเหนื่อยรู้สึกเมื่อยขา ..ก็หยุดเดิน สักประเดี๋ยวมันก็จะหายไปและเราก็พร้อมเดินได้ใหม่ น่าจะเป็นผลจากการออกกำลังกายมาตลอดทั้งเดือน ...เรานั่งกินอาหารเช้าที่ซำแฮก ... ให้เงินที่ปอมไป 1000 บาทเพื่อไปเลี้ยงเพื่อน พักเหนื่อย พร้อมกินข้าวประมาณชั่วโมง ก็ออกเดินทางต่อในความรู้สึกของเราว่าเราไม่เหนื่อย เนื่องจากออกจากซำแฮกมา จะเป็นทางเหมือนกับเดินป่า เดินเขา ส่วนใหญ่เป็นทางราบมีปีนเขาสูงแต่ก็จะทำเป็นขั้นบันได ทำให้เดินง่ายขึ้น ผิดกับแต่ก่อนมากเพราะการบริหารจัดการดีขึ้น ทุกซำ...จะมีร้านค้าขายอาหาร เสื้อผ้า ที่ระลึกต่างๆ แต่จะแพงขึ้นตามความสูง แตงโมชิ้นละ 10 บาท ที่ฝานบางมากกะว่าหนึ่งลูกฝานได้ประมาณ 20 ชิ้น คิดแล้วลูกละ 200 บาท แม่ค้ารวยแน่ๆ ก๋วยเตี๋ยวชามละ 60 บาท ข้าวราดหน้าจานละ 45 บาท น้ำขวด แป๊บซี่ขวดเล็กราคา 80 บาท นี่คือราคาที่ซำแฮก ราคาจะแพงผกผันตามความสูงที่เพิ่มขึ้น ถามถึงรสชาดไม่ต้องพูดถึง เพราะเราสั่งสุกี้รสชาดคล้ายต้มจืด..กินกันตาย

ซำที่สองคือ "ซำบอน" ซึ่งอยู่ห่างจากซำแฮกประมาณ 700 ม.ความเหนื่อยคงที่แต่ความเมื่อยล้าทวีความรุนแรงมากขึ้น เราต้องหยุดพักถี่ขึ้น มีปาล์ม กับไหมเดินไปเป็นเพื่อนตลอดเส้นทาง ปอมเดินไปกับวี และเพื่อนๆปอม แต่ก็รอเราเป็นระยะ ทุกซำก็ต้องเจอกัน เราบอกให้ไหมและปาล์มถ่ายรูปไว้ทุกซำ เพราะคิดว่าเราคงไม่ขึ้นภูกระดึงอีกแล้ว(แต่แอบคิดในใจว่า..เราน่าจะขึ้นไหวถ้าฟิตตัวเองดีกว่านี้.. ระหว่างทางเราเจอคนสูงอายุกว่าเราทั้งหญิงและชายยังมาขึ้นภูกระดึงทำให้มีกำลังใจ กำลังกายเพิ่มขึ้นอีกมาก...ไม่แน่นะปีหน้าอาจมาอีก..)
ธรรมชาติมักสร้างสรรค์ให้ความสมดุลของธรรมชาติและจิตใจคน..เส้นทางจากตีนภูกระดึงไปถึงซับแฮก ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ขึ้นเขาตลอด..ไม่ได้พัก.. เหมือนเป็นพื้นที่วัดความสามารถของร่างกายว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ก็แสดงว่าขึ้นถึงยอดเขาภูกระดึงแน่...ต่อจากนั้นอีก 700 ม. จะเป็น"ซำบอน" และ ซำกกกอก (440 ม.) ซำกอซาง (200 ม.) พร่านพรานแป (140 ม.) ซำกกหว้า (440 ม.) ซำกกไผ่(460 ม.) ซำกกโดน( 300 ม.) ซำแคร่(450 ม.) ที่ไม่เหนื่อยมาก มีขึ้นบ้าง.. ที่ราบบ้าง.. เหมือนเดินป่าธรรมดา เปรียบเป็นการวอล์มร่างกายพร้อมกับวัดใจตัวเองว่าเอาอย่างไรดี จะถอยหรือจะรุกไปข้างหน้า ต่อจากซำแคร่ ไปอีก 1300 ม. เป็นทางหฤโหด ที่สุดของความเหนื่อย..เมื่อยล้า.. แทบหมดกำลังใจ แต่ก็ต้องกัดฟันสู้เพราะถอยหลังไม่ได้แล้ว...

เราถึง"หลังแป" เวลาประมาณ 13.30 น. นึกในใจว่าเราขึ้นเร็วกว่าเที่ยวที่แล้วซึ่งระยะเวลาห่างกันเท่าอายุพี่ปอม จำได้ว่าครั้งก่อนเราถึงเย็นกว่านี้ อาจเป็นเพราะออกกำลังกายทำให้มีแรงมากขึ้น นั่งถ่ายภาพกันที่หลังแปประมาณ ครึ่งชั่วโมง เพื่อนพี่ปอมคงถึงที่นี่นานแล้วและคงเดินไปที่พักแล้ว มองไปรอบๆไม่เจอกลุ่มสงวนหญิงเลยไม่ว่าครู นักเรียน เราตัดสินใจว่าเดินไปที่พักเลย ดีกว่า ระยะทางระหว่างหลังแปกับที่พัก 3500 ม. นึกท้อเหมือนกันเพราะขาเริ่มก้าวไม่ออกแล้ว แต่ก็ต้องเดินไปให้ถึงที่พัก เดินไปถ่ายรูปไปแบบชิว ชิว เพราะเป็นทางราบ ข้างทางเต็มไปด้วยไม้ยืนต้นประเภท สนสองใบ สนสามใบ ขึ้นเป็นระยะ ด้านล่างจะเป็นเฟินที่ขึ้นหนาแน่นมาก มีดอกหญ้าขึ้นประปรายสร้างความสวยงามตามแบบฉบับภูกระดึง เห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ความสุขเก่าๆ ที่ใฝ่ฝันว่าสักวันเราต้องขึ้นภูกระดึง....ความฝันเป็นความจริง.. เรารู้สึกมีความสุขมาก ....ขึ้นภูกระดึงพร้อมลูกหลาน ปอม ปาล์ม ไหม และเพื่อนๆพี่ปอม ถึงที่พักก็เมื่อยสุดๆ หากลุ่มเต้นท์ ร้านอาหารซึ่งไกลไปอีก 200 ม. เจอเพื่อนพี่ปอมนอนกันอยู่ในเต้นท์ใครไม่รู้ ดูท่าหมดแรงเหมือนกัน เราถามว่ากินข้าวหรือยัง "กินแล้วครับแต่ผมซื้อกินเอง" เราก็บอกว่าอ้าว! ทำไมไม่กินร้านของสงวนหญิงล่ะ" "ผมมองไม่เห็น แพงมากเลย ก๋วยเตี๋ยวน้ำชามละ 80 บาท ซื้อเสร็จแล้วถึงมองเก็นป้ายโรงเรียนสงวนหญิง "ไปกินอีกไหมล่ะ เขาเลี้ยงไม่อั้นนะ" เพื่อนพี่ปอมรีบพยักหน้า สงสัยคงไม่อิ่ม เราเดินไปที่ร้าน "ท ทหาร" ซึ่งเจ้าของร้านเป็นคนสุพรรณ ลักษณะท่าทางใจดี เห็นหน้าพวกเราก็ร้องทักทายว่า"เชิญครับ ๆ ทานได้เลยครับ พวกเราเดินเข้าไปตักข้าวราดแกง (แกงเขียวหวาน ไข่ดาว อีกอย่างจำไม่ได้) เขาจัดสถานที่นั่งแบบโต๊ะญี่ปุ่น ชุดหนึ่งได้ประมาณ 3-4 คน เราลากโต๊ะมาติดกันสองตัว นั่งรวมกัน 9 คน (แต่กว่าจะนั่งลงได้ อยากร้องว่าโอ้พระเจ้าจอด! ปวดขามากนั่งไม่ลงระบบไปทั้งขา พรุ่งนี้กูจะเดินไหวไหม?) นึกในใจว่านี่มันมื้ออะไรล่ะ ดูนาฬิกา เวลา14.30 น. เป็นมื้อกลางวันแน่ เด็กๆบอกว่าตอนเย็นจะมีหมูจุ่ม กินได้ตอนห้าโมงเย็น กินเสร็จเดินไปหาเต้นท์ เจอนักเรียนเขาไปอยู่ในเต้นท์กันมากแล้ว เราก็ถามว่า "เต้นท์เราอยู่ตรงไหนบ้าง เราก็ไปเลือกเต้นท์ที่ว่าง 3 เต้นท์ นอนเต้นท์ละ 3 คน อยู่ใกล้ๆกัน ต่อจากนั้นก็นอนรอกระเป๋าเพื่ออาบน้ำ กระเป๋ามาถึงเย็นมาก อากาศก็เริ่มเย็นลง (แต่ยังหนาวไม่เท่าหวงหลงแน่นอน...อย่างนั้นเรียกว่า หนาวฉิบหาย) กระเป๋ามาเกือบห้าโมงเย็น เราได้กระเป๋าก่อน พวกพี่ปอมยังไม่ได้ เรารีบไปอาบน้ำ น้ำเย็นดีจริงๆแต่ความเหนื่อย เมื่อยล้า เหงื่อออกเยอะ ไม่อาบคงไม่ได้แล้ว และต้องสระผมด้วย ออกมาจากห้องน้ำก็หนาวได้ที่เลย พยายามก้าวขาเดิน..ถึงแม้ว่ามันจะปวดเมื่อยไปหมด ถึงเต้นท์เจอไหมและ วีนั่งรออยู่ "อาแจ๋วอาบน้ำแล้ว" "กระเป๋าอามาตั้งนานแล้ว ของเรามาหรือยัง" "มาแล้ว"เราก็บอกว่าไปอาบเสียซิคนมันเยอะและยิ่งเย็นก็ยิ่งหนาว สองคนก็เตรียมตัวไปอาบน้ำ เราหันไปหาพี่ปอม บอกให้ปอม ปาล์ม ชวนเพื่อนๆไปอาบน้ำ เดี๋ยวจะถึงเวลากินอาหารเย็นแล้ว(เหมือนมีลูกเพิ่มขึ้นอีกห้าคน) กว่าจะอาบกันเสร็จน่าจะหกโมงเย็น พวกเราเดินไปกินหมูจุ่มช้ากว่าคนอื่นๆ ถ่ายรูปขณะกินหมูจุ่มเหมือนตลาดนัดหรือมหกรรมอาหารอร่อย (ที่นี่ภูกระดึงแน่นะ..)
.. ขณะกินหมูจุ่มปรีชาโทรศัพท์มาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปวดเมื่อยไหม เราก็บอกว่ากูอยากจะเปลี่ยนขาเดินเลย ได้ยินเสียหัวเราะ แล้วบอกว่าเดี๋ยวพี่ไปซื้อยาคลายกล้ามเนื้อนะ ที่ร้านอาหารนั่นล่ะ กิน 1 เม็ด เราก็ขอบคุณที่เป็นห่วง.. ดีนะที่ปรีชาแนะนำ..เรากินเสร็จให้ปาล์มไปซื้อยาคลายกล้ามเนื้อ 1 แผง มีสี่เม็ดถามคนกลุ่มว่าจะกินไหมมีเรา ปอม ไหม และปาล์มเพื่อนปอม กิน แถมยาไทลินอลอีก 2 เม็ด เดินกระย่องกระแย่งกลับเต้นท์ ขณะนอนต้องบอกว่าโคตรทรมาน ปวดไปหมดทั้งตัว กระดิกขาแทบไม่ได้..พรุ่งนี้....จะเดินไหวไหม...
ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาตีสี่ เพราะต้องเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่"ผานกแอ่น"

วันที่ 9 ธันวาคม 2555 ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเพราะเต้นท์ข้างๆมันลุกขึ้นมารูดซิบเต้นท์ รูดเข้ารูดออก ไม่รู้จะรูดทำไมกันนักหนา เราเลยต้องลุกขึ้นมาเขียนบันทึกต่อจากเมื่อคืน แต่แปลกจังที่วันนี้อาการปวดเมื่อยหายไปเกือบหมด..ยาเขาดีจริงๆนะ.. ได้เวลาตีสี่ครึ่งเรียกไหม วี ให้วีไปเรียกปอม ปาล์ม ให้ปอมปลุกเพื่อนๆ มีคนพูดว่าต้องล้างหน้า แปรงฟันไหม เราบอกว่าไม่ต้องแต่งตัวพร้อมเดินทาง ก่อนไปให่้แวะเข้าห้องน้ำก่อน กว่าจะพร้อมก็เลยตีห้าที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้นัดไว้ พอมาพร้อมกันเราก็เดินออกไปก่อน คนเยอะมาก เขาออกเดินทางไปก่อนหน้าแล้ว เราก็รีบเดิน ไม่เรียกเดินดีกว่าเรียกว่าจ้ำเอา จ้ำเอา ดีกว่า เดินจนร้อนเลย .. ไหม ปาล์ม ปอมและเพื่อนๆก็เดินตามเราจนทัน ถึงผานกแอ่นเกือนสว่างและคนเยอะมาก เราหาที่นั่งเพื่อจะดูพระอาทิตย์ให้ถนัดตาหน่อย ได้ที่ค่อนไปทางซ้ายมือแต่ก็พอมองเห็น ต่อจากนั้นก็รอ รอ ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตะโกนว่า "แบ่งๆกันดูนะครับดวงอาทิตย์เรามีดวงเดียว คนที่อยู่ข้างหน้านั่งลงครับ ให้คนที่อยู่ด้านหลังเห็นบ้าง... ก่อนจะได้ที่นั่ง..เรามองเห็นคนขายกาแฟอยู่ด้านขวามือ เราชวนปาล์มไปซื้อของกิน อยากกินกาแฟเพราะอุตส่าห์หอบเขาทะลุมาด้วย ให้ปาล์มซื้อขนมและขอน้ำร้อนมาให้แก้วหนึ่ง ดื่มกาแฟแล้วชื่นใจมีแรง ...รอนานมาก...ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้วทุกคนเริ่มถอดใจ คนที่ตั้งขาตั้งกล่องเริ่มเก็บ แต่ละคนเตรียมยืนขึ้น หลายคนผิดหวังที่ต้องตื่นแต่เช้าแล้วไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น ...ก็มันเป็นธรรมชาติ ฉะนั้นมันย่อมมีเกิดและไม่เกิดเป็นธรรมดา..เราจะบังคับให้มันเกิดตามใจเราไม่ได้..เฮ้อ! อันนี้ก็สัจธรรม..กลุ่มเราก็เริ่มลุกบ้างแต่ได้ยินเสียงคน

ตะโกนว่าเฮ้ย! ขึ้นแล้วโว้ย..เหมือนสวรรค์ทรงโปรดพฤติกรรมของคนเปลี่ยนจากผิดหวังเป็นคึกคัก เตรียมตั้งกล้องกันใหม่ ถ่ายรูปกันพรึบพรับ. ได้ยินเสียงกดชัทเตอร์กันแช้ๆ...ทุกคนที่มาเฝ้าดูมีความสุขกันทั่วหน้า...ก่อนจะออกจากผานกแอ้นเราก็ถ่ายภาพกับป้ายเสียหน่อยแต่ต้องแย่งกับคนจำนวนมาก เราค่อยๆเดินกลับที่พัก ดูธรรมชาติ สองข้างทาง
ที่ค้นตา ธรรมชาติไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเพราะยังคงเป็บป่าสนเขา มีต้นสนสองใบ สามใบขึ้นประปรายห่างกันเป็นระยะๆ มีเฟินและหญ้าเป็นพืชพื้นล่างที่ขึ้นแน่นไปหมด ดูแล้วสดชื่น...อากาศบริสุทธิ์..มีความสุข..ถึงที่พักเดินไปกินอาหารเช้าวันนี้มีกาแฟ(เรากินแล้ว) ขนมปัง ข้าวต้มหมู ก็โอนะ กินได้..ได้ยินครูจิระบอกเด็กๆว่า เจอกันสามโมงนะ เราก็รีบมาเตรียมตัวเราเองและเพื่อนพี่ปอม ปาล์ม. ไหม กว่าปลุกให้ลุกให้แต่งตัวยากมาก (อ้อ! วันนี้เราชวนปาล์มเดินไปดูร้านขายของ เราซื้อโปสการ์ดภูกระดึง 4 ใบ ส่งไปษณีย์มาให้ ป้าแดง โอ่ง สวยและนึง แต่ไม่รู้จะถึงเมื่อไหร่) เวลาประมาณ 9.00 น. เราก็เดินมาที่จุดนัดหมาย เราให้เด็กๆเช็กจำนวนสมาชิกในกลุ่มที่เราแบ่งก่อนมาจำนวน 5 กลุ่ม แล้วเริ่มออกเดินทางโดยเริ่มไปทางน้ำตก เริ่มจากน้ำตกเพ็ญพบใหม่ ต่อด้วยเพ็ญพบ และน้ำตกถ้ำใหญ่ ระยะทาง
ไกลพอประมาณแต่ลักษณะเส้นทางเป็นป่าโปร่ง(เดินกันแดดเปรี้ยงๆ สลับกับป่าทึบที่ต้องปีนขึ้นไปบนเนินเขา โอ้ย..อะไรกันเนี่ย...ปาล์มพูดว่า"ไหนแม่บอกว่าเป็นทางราบไง แล้วทำไมต้องขึ้นที่สูงอีก" เราบอกว่า"มันก็มีบ้าง ประปรายน่ะ เดินไป" ความเมื่อยเริ่มมาเยือน แต่เราก็แข็งใจเดิน แวะกินอาหารกลางวัน( ข้าวเหนียว หมูกระเทียม)ที่น้ำตกเพ็ญพบ เดินต่อจากน้ำตกถ้ำใหญ่มาถึงทางแยกไปผาหมากดูด ผาหล่มสัก เราตั้งใจไปดูพระอาทิตยตกที่ผาหล่มสัก ก็เลือกเดินทางไปที่ผาหล่มสักคิดเป็นระยะทาง 5000 ม. (เพราะเราเดินจากที่พักไปน้ำตก ประมาณ 4000 ม.) เดินไปคุยกันไปเรื่อยๆ ปอมกันเพื่อนๆ เดินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ปล่อยให้เรา ไหม และปาล์ม เดินมาด้วยกัน เดินไปบ่นไป ว่าทำไมไม่ถึงสักที ร้อนมั่ง ร่มมั่ง เดินกันไป แต่คนเดินกันเยอะมาก โดยจะมีไม้เท้ากันคนละอัน เอาไว้ค้ำยัน(แต่เราไม่ต้องใช้นะ จะบอกให้) ในที่สุดเราก็มาถึง"ผาหล่มสัก" จนได้ ที่นี่เจอนักเรียนสงวนหญิงจำนวนมาก. อุ๋ย ภัทรพล ผอ. เด็กนั่งกันที่เสื่อผ้าใบ เด็กผู้ชายนั่งร้องเพลงกันดูมีความสุข สนุกสนาน อุ๋ยมาบอกว่าเดี๋ยวหนูจะกลับก่อนเพราะกลัวมืด เราก็บอกว่าไปเถอะ เดี๋ยวพี่ดูเอง เราสั่งอาหารมากิน เป็นอาหารที่มีราคาแพงมาก ส้มตำทุกชนิดจานละ 60 บาท ลาบ 100 บาทและไก่ทอด 100 บาท แต่เราอยากกินก็เลยสั่งมากินกัน

หมดเงินเกือบ 500 บาท แต่อร่อย เลยไม่นึกเสียดายเงิน ที่นี่ก็คนเยอะ บางคนไม่รอพระอาทิตย์ตก เดินกลับไปที่พักก็เยอะ เราหันไปถามเพื่อนๆปอม ว่าจะอยู่ดูไหม ไปถ่ายรูปกันหรือยัง ถ้าไม่อยู่ดู

จะได้กลับ คนจองมุมยอดนิยมกันเป็นเรือนร้อย "พี่ปอมไม่ต้องรอมุมก้อนหินที่ยื่นไปหรอก ถ่ายกันตรงไหนก็ได้ลูก ถ่ายกันเสร็จเราก็กะจะเดินกลับ เดินออกมาเจอนักเรียนกลุ่มใหญ่ที่เพิ่งจะมาถึงที่ผาหล่มสัก เราเข้าไปถามว่าจะกลับพร้อมครูเลยไหม นักเรียนร้องพร้อมกันว่าพวกหนูเพิ่งมาถึง เราถามว่าหนูเดินมาจากไหนกัน "มาจากน้ำตก" "อ้าว แล่วทำไมเพิ่งมาถึง" "หนูเล่นน้ำตกมา" "แล้วเอาอย่างไรล่ะ" "ให้พวกหนูพักสักแป๊บเดี๋ยวจะกลับ เราอธิบายเส้นทางและกำชับว่าอย่างกลับเย็นนะ ครูเดินล่วงหน้าไปก่อน เราเดินไปสักพักหนึ่งฟ้าก็เริ่มมืด ต้องใช้ไฟฉายส่องทาง ...เราเมื่อยมาก ขาแทบก้าวไม่ออก ระยะทางทางผาหล่มสักไปถึงที่พัก 9000 ม. เรานึกว่าทำไมมันไกลนักนะ ปีที่เรามามันไกลขนาดนี้เลยรึ เดินไปคิดไป และต้องหยุดพักเหนื่อย ปวดขา เมื่อยขึ้นมาถึงเอว ไม่เดินก็ไม่ได้ ระหว่างทางจะมีร้านขายของเป็นระยะๆ ให้คนได้มีจุดพักขา ถึงที่ร้านค้าก็เดินไปดูป้ายบอกระยะทางกันที ดูแล้วก็นึกว่ากูเดินมาตั้งนานแล้วทำไมมันได้ระยะทางนิดเดียว ปาล์มพูดว่านี่เรามาเที่ยวหรือมาทรมานกันเนี่ย เราก็หัวเราะ ...ความลำบาก...จะทำให้เราจดจำ..จะทำให้เราประทับใจ ..เป็นคำตอบว่าทำไมคนจึงอยากขึ้นภูกระดึงกันนักทั้งๆ ที่รู้ว่าขึ้นภูกระดึงมันลำบาก...
เราเดินบ้าง หยุดบ้าง จนเด็กนักเรียนกลุ่มสุดท้ายตามทัน และเห็นว่ามีนักเรียนเดินขากระเผลก เราบอกว่าเดินไปพร้อมๆ กันนี่แหละหรือนักเรียนจะเดินนำหน้าครูไปก็ได้ นักเรียนก็เดินมาพร้อมๆกับเราจนถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เหมือนขึ้นสวรรค์ว่ากูรอดตายแล้ว ถึงแล้ว เรากัดฟันเดินต่อไปถึงที่กินข้าว กับข้าววันนี้ไม่อร่อยเพราะเป็นข้าวราดแกง ไข่ดาว แห้งติดคอ กินกันตายอีกแล้ว กินเสร็จเราไม่อาบน้ำ กะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนอนเลยทนความเหนืยวตัวเอาหน่อย เราไม่อยากเดินอีกแล้ว ปวดขามาก.. ไหม กับวี ไปอาบน้ำ เราอยู่ในเต้นท์คนเดียวเปลี่ยนเสื้อผ้าได้สะดวกหน่อย เสร็จแล้วมานั่งบันทึกการเดินทางได้หน่อยเดียวก็หยุดเพราะง่วงนอนมาก อากาศคืนวันนี้เย็นกว่าเมื่อคืนเพราะเราใส่กางเกงวอล์ม เสื้อยืดและเสื้อสเวตเตอร์ที่ซื้อมาจากออสเตรเลียซึ่งหนามาก เรายังรู้สึกว่าเย็น ขณะจะหลับได้ยินปาล์มตะโกนว่า "เอ้า!กัดกูอีกแล้ว..มึงชอบอะไรกูนักหนาเนี่ย.." (เมื่อวานกัด 2 ตัว วันนี้อีก1ตัวเป็นคนโชคดีท่ีสึดในกลุ่ม) เราก็นึกสงสัยว่าหน้าหนาวบนภูกระดึงไม่เคยมีทาก ถึงก็มีน้อย แต่ที่นี่วันนนี้..หน้าหนาวนะ.. ทำจึงมีทากเยอะมาก เราถามคนขายของตรงผาหมากดูด (ด้านสุดท้ายก่อนถึงที่พักว่าทำไมมีทากเยอะจัง เขาบอกว่า ก่อนหน้านี้ 2 วันฝนตกหนักมาก เราก็ถึงบางอ้อ แต่ถ้าคิดบวก ฝนทำให้น้ำตกมีน้ำไหล ทำให้สระอโนดาตมีน้ำ ดูสวยงามสดชื่น แต่ด้านลบก็คือมีทากเยอะมาก นักเรียนรู้จักทากเป็นอย่างดี)
วันที่ 10 ธันวาคม 2555 วันนี้เดินทางกลับ เราตื่นขึ้นมาด้วยความเมื่อยล้า ทั้งที่กินยา คลายกล้ามเนื้อ ยาไทลินอล เท่ากับเมื่อวาน มันก็ยังปวดอยู่ รีบแต่งตัวโดยไม่อาบน้ำ เก็บ สัม ภาระ กินอาหารเช้า วันนี้กินโจ๊ก ขนมปัง กาแฟ วันนี้รสชาดค่อยดีหน่อยแต่มันไม่อิ่ม เท่าไหร่ กินเสร็จ ก็ยกกระเป๋าไปชั่งน้ำหนัก แปลกใจจังวันขึ้นชั่งได้ 10 กิโลกรัม ขาลงชั่งได้ 9 กิโลกรัม เสื้อผ้าจำนวนเท่าเดิม ไม่รู้ใครโกงใคร สรุปว่าเราเสียค่าจ้างลูกห้าม 600 บาท แพงจัง ไม่น่าเอามาเยอะเลย มาซื้อเอาที่นี่ก็ได้ อยากจะพูดว่าถ้าคราวหน้ามาจะขนมาให้น้อย ที่สุด (เสื้อกันหนาวใส่ตอนกลางคืน กางเกงวอล์ม เสื้อยืด 2 ตัวหน้าจะพอ ซื้อที่นี่ิอีกสักตัว กางเกงขาสั้นสัก 3 ตัว น้ำหนักไม่น่าเกิน 5-6 กิโลกรัมลดค่าใช้จ่ายไปตั้งครึ่งหนึ่ง) แต่คงไม่ได้มาหรอกคิดไว้แทนคนอื่นที่อยากมา...

ชั่งกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินลง..เราเดินกลับทางเดิม ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร เป็นทางราบ ถึงหลังแป แวะถ่ายภาพนิดหน่อย ก่อนจาก ...มองดูธรรมชาติรอบตัวให้ฝังแน่นในความทรงจำ คงจะไม่ได้ขึ้นมาอีกแล้ว.... เราลงทางเดิมทางที่ลูกหาบไม่ได้เดิน จราจรติดขัดมากคนเยอะทำให้ต้องหยุดเป็นระยะๆ เพราะเดินต่อไปไม่ได้ ไม่ใช่หยุดเพราะเราเหนื่อย ความจริงก็ดีเหมือนกัน เป็นการพักเหนื่อยไปในตัว ขณะลง...เราเริ่มมีอาการที่ไม่ค่อยดี ขาสั่น เหมือนเข่าจะอ่อน ขาไม่มีแรง จะเดินไม่ไหว ....แข็งใจเดินลงมาเรื่อย ๆ เราขอไม้ค้ำยันจากไอ้ไหม พึ่งจะรู้ประโยชน์ของไม้ค้ำยันก็ตอนขาลงนี่แหละ ปอมกับปาล์มก็น่ารักมาก ช่วยแม่ตลอด ช่วงแรก ๆ เรามีปาล์มกับไอ้ไหมคอยช่วยจับ ช่วงหลัง ๆ มีปอมกับ วี ช่วยจับ มีน้องปาล์มอยู่ดูอยู่ห่่าง ๆ ปาล์มถามว่าแม่ยังจะมาอีกไหม เราก็ตอบว่าดูก่อน อ้าว ! แม่มาพวกผมก็ต้องมาอีกซิ เปลี่ยนไปที่อื่นเหอะนะ ไปดำน้ำทะเล
ดีกว่าแม่ว่ายน้ำเก่ง ระหว่างทางเจอเด็ก ๆ หลายกลุ่มแต่ไม่ได้ถ่ายรูปเลยเพราะเรารู้สึกอ่อนเพลียมาก ปวดกล้ามเนื้อขามาก ถามว่าเหนื่อยไหม ก็ไม่เหนื่อยเหมือนตอนขึ้นภูกระดึง แต่เหมือนกำลังจะสิ้นอายุขัย ในใจเราร่ำร้องว่ากูอยากนอน กูไม่อยากเดิน ทำไมมันทรมานอย่างนี้ แต่ก็ต้องเดิน เดินไปจนกว่าจะถึงที่หมาย อ้อ !

เกือบลืมไประหว่างทางที่เราลง..เราเจอยาย (เรียกยายเพราะว่าอายุมาก แน่ ๆ) กำลังอยู่ซำแคร่ เราทึ่งมากที่ยายสามารถผ่านซำแฮกมาได้ แล้วท่าทางของยายยังสบายมาก เราบอกว่ายายขอถ่ายรูปด้วยหน่อย เสียงลูกชายบอกว่า แม่พวกเขาอยากถ่ายรูปด้วย เรา ไหม และ วี ถ่ายรูปร่วมกัน ยายยิ้มแย้มแจ่มใส เราถามว่า อายุเท่าไหร่แล้วค้ะ ยายตอบว่า อายุ 74 ปี ทุกคนร้องพร้อมกันว่า"โอ้โห" ยายเก่งจังเลย ลูกชายยืนอยู่ใกล้ ๆ ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ เขาก็น่าจะมีความสุขนะเพราะมีแม่แข็งแรง สุขภาพจิตดี ... ยามเราท้อแท้ เดินไม่ไหว ปาล์มจะบอกว่า "แม่ 74 แม่" ตอนแรกเราก็งง "อะไรว่ะ 74" "เอ้า ก็ยายไง อายุ 74 ยังขึ้นไหว" อือ.. เราค่อยมีกำลังใจหน่อย
เดินถึงตีนภูกระดึงเวลาบ่ายสามโมง หากระเป๋า อาบน้ำ(คนเยอะมาก รอนาน) ไม่อาบก็ไม่ได้เพราะหมักมาสองวันแล้ว ไม่ไหวแล้ว อาบเสร็จ ใส่เสื้อผ้า กางเกงใส่ไม่เข้า โอ้ ขากูบวมขนาดนี้เชียวหรือ
......คณะเรา และนักเรียนอีกสามสี่คน เดินมาขึ้นรถเป็นคณะสุดท้าย......
....เพลงภูกระดึง....
เขาภูกระดึงเสน่ห์ตรึงใจจริง .....สัณฐานเหมือนดั่งกระดิ่งทับหล้า
สูงล้ำดังค้ำนภา .....สูงลิ่วทิวทัศน์ตื่นตาสวยกว่าเทวาสรรสร้าง
หนทางขึ้นลงไม่เรียบแต่ชวนเพลิน .... เห็นเนินซ้อนเนินลดหลั่นสล้าง.......
..........เพลงภูกระดึง ฟังเพราะมาก เนื้อหาตรงกับสภาพความเป็นจริง เรารู้สึกซาบซึ้ง เข้าถึงความไพเราะของเพลง หลังจากลงมาพักจนหายเหนื่อย...........