โครงการธรรมศึกษาวิจัย

รู้ซึ้งถึงพระนิพพาน

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

นิพพาน

ประเภทและระดับ แห่งนิพพานและผู้บรรลุนิพพาน

ตามภาวะที่แท้จริงนั้น มีนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น  ที่แยกประเภทออกไป ก็เพื่อแสดงอาการของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนิพพานบ้าง 1

  โดยพยัญชนะ หรือตามตัวอักษร นิพพานมาจาก  นิ อุปสรรค (แปลว่า ออกไป หมดไป ไม่มี  เลิก) + วาน (แปลว่า พัด ไป หรือ  เป็นไป บ้าง  เครื่องร้อยรัดบ้าง) ใช้เป็นกิริยาของไฟหรือการดับไฟ หรือของที่ร้อนเพราะไฟ แปลว่า ดับไฟ หรือดับร้อน  หมายถึง หายร้อน เย็นลง หรือ เย็นสนิท (แต่ไม่ใช่ดับสูญ) เป็นการแสดงภาวะทางจิต หมายถึง เย็นใจ สดชื่น ชุ่มชื่นใจ ดับความร้อน หายร้อนรน (ไม่มีความกระวนกระวาย) ซึ่งคำนี้มักใช้ในรูปกริยาศัพท์หรือคุณนาม เป็น “นิพฺพุต” 2 หรือแปลว่า  เป็นเครื่องดับกิเลส  คือ ทำให้ราคะ โทสะ โมหะหมดสิ้นไป แต่ในคัมภีร์รุ่นรองและอรรถกถาฎีกาส่วนมากนิยมแปลว่า ไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด หรือออกไปแล้วจากตัณหาที่เป็นเครื่องร้อยติดไว้กับภพ3

การแบ่งประเภทนิพพานที่รู้จักกันทั่วไป คือแบ่งนิพพานธาตุเป็น 2 ตามคัมภีร์อิติวุตตกะ4

ได้แก่  1. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ  นิพพานธาตุมีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานยังมีเชื้อเหลือ

2. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ  นิพพานธาตุไม่มีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานไม่มีเชื้อเหลือ

  สิ่งที่เป็นเกณฑ์แบ่งประเภทในที่นี้คื อ คำว่า  “อุปาทิ” มีอรรถกถาอธิบายว่า  ได้แก่สภาพที่ถูกกรรมกิเลสถือครอง หรือสภาพที่ถูกอุปาทานยึดมั่นไว้ ซึ่งหมายถึงเบญจขันธ์ (ขันธ์ ๕ )5 ซึ่งถ้าถือเอาตามความหมายข้างบนนี้ จะได้ความเข้าใจมากขึ้น จึงได้ความหมายว่า

1.สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ  ได้แก่ นิพพานยังมีเบญจขันธ์เหลือ  หรือ  นิพพานที่ยังเกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์

2.อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ  ได้แก่ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ  หรือ  นิพพานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์

นิพพานประการแรก  หมายถึง ดับกิเลส ได้แก่ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ตรงกับคำที่คิดขึ้นใช้ในรุ่นอรรถกถาว่า กิเลสปรินิพพาน (ดับกิเลสสิ้นเชิง)

นิพพานประการที่สอง  หมายความว่า  ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ได้แก่ นิพพานของพระอรหันต์เมื่อสิ้นชีวิต ตรงกับคำที่คิดขึ้นใช้ในรุ่นอรรถกถาว่า  ขันธปรินิพพาน (ดับขันธ์ ๕ สิ้นเชิง)6

เพื่อความชัดเจน ขอคัดข้อความตามบาลีเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแสดงไว้ดังนี้

“แท้จริง  พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้  ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ 2 อย่างเหล่านี้ กล่าวคือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ  และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

“ภิกษุทั้งหลาย สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นไฉน?  ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีสังโยชน์เครื่องผูกมัดไว้กับภพหมดสิ้นไปแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ อินทรีย์ ๕ ของเธอยังดำรงอยู่เทียว เพราะอินทรีย์ทั้งหลายยังไม่สิ้นหาย เธอย่อมได้เสวยอารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ย่อมเสวยทั้งทุกข์และสุข; อันใดเป็นความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  ของเธอ  อันนี้เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

“ภิกษุทั้งหลาย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็น”ไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว…หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ อารมณ์ที่ได้เสวย (เวทยิต) ทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของเธอ ซึ่งเธอไม่ติดใจเพลินแล้ว (อนภินันทิต) จักเป็นของเย็น ข้อนี้เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”

ต่อจากนี้มีคาถาสำทับความข้างบนนี้อีกว่า

“นิพพานธาตุ 2 อย่างเหล่านี้ พระผู้ทรงจักษุ ผู้คงที่ ไม่ขึ้นต่อสิ่งใด ได้ทรงประกาศไว้แล้ว (คือ) นิพพานธาตุอย่างหนึ่ง เป็นทิฎฐธัมมิกะ (มีในปัจจุบันทันตาเห็น) ชื่อว่า สอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ;  ส่วนนิพพานธาตุอีกอย่างหนึ่ง เป็นสัมปรายิกะ (มีในเบื้องหน้า หรือเป็นของล้ำ) เป็นที่ภพทั้งหลายดับไปหมดสิ้น ชื่อว่า อนุปาทิเสส…”

  เมื่อพิจารณาตามพุทธพจน์ที่แสดงนิพพานธาตุ 2 อย่างนั้น  เป็นการกล่าวถึงนิพพานโดยการบรรยายอาการ  หรือลักษณะเกี่ยวข้องกับนิพพาน คือ กล่าวถึงนิพพานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้บรรลุ หรือพูดอีกยันหนึ่งคือ ใช้บุคคลผู้บรรลุนิพพาน เป็นอุปกรณ์สำหรับ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิพพาน มิใช่เป็นการบรรยายภาวะของนิพพานล้วนๆ โดยตรง ทั้งนี้ เพราะภาวะของนิพพานเองแท้ๆ เป็นสันทิฎฐิกะ อันผู้บรรลุจะเห็นได้เอง และเป็น  ปัจจัตตัง เวทิตัพพัง วิญญูหิอันวิญญูชนรู้ได้เฉพาะที่ตัวเอง ก่อนที่จะพิจารณาต่อไป ก็ขอย้ำความที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ ที่ว่า โดยปรมัตถ์ (คือความหมายสูงสุด หรือความหมายที่แท้จริง) นิพพานไม่มีการแบ่งประเภท แต่ที่แบ่งเป็น 2 นั้น ก็เป็นการแบ่งโดยปริยายเท่านั้น และพึงเข้าใจความหมายของคำสำคัญ 3 คำ ต่อไปนี้ก่อน คือ

คำว่า  เวทยิต  มาจากรากศัพท์เดียวกับเวทนา และใช้แทนเวทนาบ้างในบางคราว แปลว่า การเสวยอารมณ์ก็ได้อารมณ์ที่ได้เสวยก็ได้ ในที่นี้มีรูปพหูพจน์เป็น  เวทยิตานิ  จึงควรแปลว่า อารมณ์ทั้งหลายที่ได้เสวยแล้ว ซึ่งเทียบได้กับคำที่ใช้กันในบัดนี้ว่า  ประสบการณ์ทั้งหลาย

  คำว่า  อนภินันทิต  เป็นคำวิเศษณ์ขยาย  เวทยิต  มาจาก  อภินันทิต  ซึ่งแปลว่า เพลิดเพลินหรือชื่นชม ในที่นี้แปลว่า  ติดใจเพลิน  แต่ความหมายแท้จริงกว้างกว่านั้น  คือหมายถึง  คลอเคลีย  หรือเคล้าด้วยตัณหา ไม่ว่าในแง่บวกหรือแง่ลบ ยินดีหรือยินร้าย ก็ตาม ด้วยเติม น  ปฏิเสธเข้าข้างหน้าเป็นอนภินันทิต  แปลว่า  ไม่ติดใจเพลิดเพลิน หมายความว่า  อารมณ์ทั้งหลายที่ได้เสวย หรือประสบการณ์ (เวทยิต) ทั้งหลายเหล่านั้น มิได้ถูกคลอเคลียด้วยตัณหา คือ ผ่านการรับรู้เข้ามาแล้ว ก็คงอยู่ในสภาพบริสุทธ์ เพราะจิตของผู้เสวยอารมณ์ไม่ถูกบังคับหรือครอบงำให้ปรุงแต่งบิดเบือนหรือหันเหอารมณ์ไปตามอำนาาจของราคะ โทสะ หรือโมหะ

  คำว่า  ทิฏฐธัมมิกะ  แปลตามศัพท์ว่า  เกี่ยวกับสิ่งที่มองเห็น ของที่เห็นกันได้ หรือเห็น ๆ กันอยู่แล้ว ว่าโดยกาล  หมายถึงเป็นไปในปัจจุบัน มีในปัจจุบัน ทันตาเห็น หรือชาตินี้ ชีวิตนี้ ว่าโดยสถานะ หมายถึง ของธรรมดาสามัญ  หรือเป็นเรื่องชั้นต้น ๆ ในความหมายของสอุปาทิเสสนิพพาน

คำว่า  สัมปรายิกะ  แปลตามศัพท์ว่า  ซึ่งจะถึงต่อจากนั้นไป หรือเลยจากนั้นไป ว่าโดยกาล หมายถึงเป็นไปในเบื้องหน้า มีในภายหน้า  พ้นจากชีวิตนี้ไป  หรือโลกหน้า  ว่าโดยสถานะ หมายถึงระดับที่เกินหรือเลยจากธรรมดาสามัญ สิ่งที่ล้ำลึกกว่าทิฏฐธัมมิกะด้านจิตใจเลยจากชีวิตประจำวัน หรือขั้นสูงขึ้นไป

บทขยายความนิพพานธาตุทั้ง 2 ดังนี้

สอุปาทิเสสนิพพานแปลว่า ภาวะของนิพพานที่เป็นไปกับด้วยอุปาทิเหลืออยู่ หรือนิพพานที่เกี่ยวข้องกับขันธ์ ๕ ในเวลาที่พระอรหันต์ ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมเสวยอารมณ์ต่าง ๆ รับรู้สุขทุกข์ทางอินทรีย์ทั้ง ๕

อธิบายว่าการนิพพานในลักษณะเช่นนี้ เป็นนิพพานท่ามกลางกระบวนการรับรู้ทางประสาทททั้ง ๕ ซึ่งเกี่ยวข้องกับขันธ์ ๕ โดยฐานะเป็นอารมณ์หรือสิ่งที่รับรู้ เป็นการเพ่งถึงผลที่ปรากฏออกมาในการรับรู้ หรือการเกี่ยวข้องกับโลกคือสิ่งแวดล้อม ในการดำเนินชีวิตตามปกติ จึงเพ่งเล็งไปถึงกระบวนการรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ เป็นไปด้วยจิตใจที่เป็นอิสระ มีความหมายในแง่ของความสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความยินดียินร้าย ด้วยปัญญาที่รู้เท่าทันธรรมชาติของมัน การเสวยอารมณ์หรือเวทนานั้น ไม่ถูกกิเลสครอบงำ หรือชักจูง จึงเป็นการเสวยอารมณ์ต่าง ๆ บริบูรณ์ดีอยู่ปกติ โดยไม่เกิดตัณหาทั้งทางแง่บวกและแง่ลบ (ยินดี-ยินร้าย  ชอบ-ชัง  ติดใจ-ขัดใจ

พูดอีกนัยหนึ่งว่า  ไม่มีตัณหาที่จะปรุงแต่งภพหรือชักนำไปสู่ภพ (ภวเนตติ) ภาวะนี้มีลักษณะที่มองได้ 2 ด้าน

ด้านแรก คือ การเสวยอารมณ์นั้นเป็นเวทนาอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ในตัว เพราะไม่มีสิ่งกังวลติดข้องค้างใจหรือเงื่อนปมใด ๆ ภายในที่จะมารบกวน

ด้านที่สอง คือ เป็นการเสวยอารมณ์อย่างไม่สยบ ไม่อภินันท์ ไม่ถูกครอบงำหรือผูกมัดตัว ไม่ทำให้เกิดยึดติดหรือมัวเมาเป็นเงื่อนงำอีกต่อไป ตลอดเวลาของการดำเนินชีวิตของพระอรหันต์ เป็นเรื่องปัจจุบันเฉพาะหน้า และรับอารมณ์ขณะเดียวกันก็เท่าทันอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเรียกว่า  ทิฏฐธรรม (แปลว่า อย่างที่เห็น ๆ กัน หรือทันตาเห็นในเวลานั้น) จึงเป็นลักษณะของสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

  อนุปาทิเสสนิพพาน  แปลว่า  ภาวะของนิพพานที่ไม่มีอุปาทิเหลืออยู่ หรือนิพพานที่ไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ ๕ ได้แก่  นิพพานของพระอรหันต์พ้นจากเวลาที่เสวยอารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๕ หรือนอกเหนือจากความเกี่ยวข้องกับขันธ์ ๕ ในกระบวนการรับรู้เสวยอารมณ์  กล่าวคือ หลังจากรับรู้ประสบการณ์ หรือเสวยอารมณ์ โดยไม่อภินันท์ ด้วยตัณหา ไม่เสริมแต่งคลอเคลียด้วยกิเลสคือราคะ โทสะ หรือโมหะ (อภินันทิตะ) แล้ว อารมณ์หรือประสบการณ์เหล่านั้น ก็ไม่ค้างคาที่จะมีอำนาจครอบงำชักจูงหรือรบกวนต่อไปอีก  พูดเป็นสำนวนอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พระอรหันต์มีความสามารถพิเศษ ที่จะทำให้อารมณ์หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา มีสภาพเป็นกลางปราศจากอำนาจครอบงำหน่วงเหนี่ยว กลายเป้นของสงบเย็นอยู่ใต้อำนาจของท่าน พระอรหันต์จึงได้ชื่อที่เป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งว่า สีติภูตะ หรือ สีตะ  แปลว่า  เป็นผู้เย็นแล้ว6ดังนั้นภาวะที่ประสบในเมื่อไม่มีอารมณ์ภายนอกคั่งค้างครองใจหรือคอยรบกวนอยู่เช่นนี้ นับว่าเป็นภาวะชั้นใน ซึ่งอยู่นอกเหนือกับการติดต่อเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก  ล้ำเลยไปกว่าระดับการรับรู้ทางอินทรีย์ ๕ พ้นจากกระบวนการรับรู้เสวยอารมณ์ที่พัวพันอยู่กับขันธ์ ๕ เรียกได้ว่าเป็นการเข้าถึงภาวะที่ปราศจากภพ หรือไม่มีภพใหม่ ในภาวะเช่นนี้ คือ เมื่อไม่มีขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ ท่านผู้บรรลุนิพพานแล้ว ก็จึงมีนิพพานเป็นอารมณ์ คือประจักษ์หรือประสบนิพพานในฐานะที่เป็นธัมมายตนะ7นิพพานในความหมายตรงนี้ เป็นด้านที่เพ่งถึงภาวะของนิพพานเองแท้ ๆ ที่ประจักษ์แก่พระอรหันต์พ้นจากกระบวนการรับรู้เสวยอารมณ์ภายนอก นอกจากการดำเนินชีวิตตามปกติ ฉะนั้นในที่นี้จึงเป็นการพูดถึงหรือบรรยายได้เพียงแค่ลักษณะของการเกี่ยวข้องกับนิพพานนั้น ถึงจุดที่ประสบการณ์อย่างที่รู้ที่เข้าใจ ซึ่งไม่ใช่นิพพานได้สิ้นสุดลงเพียงความเข้าใจแค่ได้ทำความเข้าใจอย่างเดียว ส่วนภาวะของนิพพานเองแท้ ๆ ซึ่งลึกเลยไปกว่านั้น เป็นเรื่องของผู้ประสบและประจักษ์เองจะรู้และเข้าใจ คือเป็นสันทิฏฐิกะ ดังได้กล่าวมาแล้ว

  อนึ่ง ตามปกติ กระบวนการรับรู้ทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ก็ดี การติดต่อเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก และการดำเนินชีวิตประจำวันก็ดี ย่อมสิ้นสุดลงแน่นอนและเด่นชัด เมื่อบุคคลสิ้นชีวิต ดังนั้น เมื่อพระอรหันต์สิ้นชีวิต นิพพานธาตุที่ท่านประสบย่อมมีแต่เพียงอย่างเดียงคือ อนุปาทิเสสนิพพาน ในภาษาสามัญที่ใช้กันทั่วไป อนุปาทิเสสนิพพาน จึงกลายมาเป็นคำเฉพาะสำหรับกล่าวถึงการสิ้นชีวิตของพระอรหันต์ คือเปลี่ยนจุดเน้นจากการเป็นคำแสดงภาวะ กลายมาเป็นคำแสดงกิริยาอาการหรือบรรยายเหตุการณ์ ดังจะเห็นได้ว่า คำว่าอนุปาทิเสสนิพพานที่ใช้ ณ ที่อื่นจากนี้ ล้วนเป็นคำกล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์สิ้นชีวิตเป็นพื้น ส่วนคำว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ไม่อาจใช้เป็นคำบรรยายเหตุการณ์ได้มากนัก แต่มีที่ใช้เรียกอยู่มาก เช่น อสังขตธาตุ ,อนุปาทาปรินิพพาน ได้แก่ อัปปัจจยปรินิพพาน คือ ภาวะแห่งนิพพานที่เป็นอสังขตธาตุ ซึ่งไม่มีเชื้อคือปัจจัยปรุงแต่ง (สํ.อ.3/214;  องฺ.อ.1/580; 3/212,385;  สํ.อ.2/408; อิติ.อ.373) ขันธวิมุติ แปลว่า พ้นจากขันธ์ , นิสสรณวิมุติ ได้แก่ อนุปาทิเสสนิพพาน

  อนึ่ง ตามคำอธิบายในปรมัตถมัญชุสา  (วิสุทธิ.ฎีกา 3/647) แสดงภาวะลักษณะที่ กรณีของพระอรหันต์ เสมือนบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานอย่างเวลาสิ้นชีวิต โดยแสดงลักษณะอย่างการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า นิโรธสมาบัติ (คือผู้อยู่ในนิโรธสมาบัติ มีภาวะภายนอกเกือบไม่ต่างกับคนตาย (ดู ม.มู.12/501-2/541-3;  510/551;  559/601;  วิสุทธิ.3/361-371)

คำขยายจากพระไตรปิฎก แสดงอารมณ์ภายในจิตของพระอรหันต์ เช่น

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดภิกษุละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้นแล้ว เพราะสำรอกอวิชชาได้ เพราะวิชชาเกิดขึ้น เธอย่อมไม่ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร ไม่ปรุงแต่งอปุญญาภิสังขาร ไม่ปรุงแต่งอเนญชาภิสังขาร เมื่อไม่คิดปรุง ไม่คิดเสริมแต่ง ย่อมไม่ถือมั่นสิ่งไรในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่กระวนกระวาย เมื่อไม่กระวนกระวาย ย่อมปรินิพพานประจักษ์เองทีเดียว เธอย่อมรู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่แล้ว กรณียะได้ทำแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก

“หากเธอเสวยเวทนาที่เป็นสุข ก็รู้ชัด (รู้เท่าทัน)ว่า สุขเวทนานั้น ไม่เที่ยง รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นตนมิได้สยบ รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นตนมิได้ติดใจเพลิน (อนภินันทิต) หากเธอเสวยเวทนาที่เป็นทุกข์…หากเธอเสวยเวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็รู้ชัดว่า เวทนานั้นไม่เที่ยง…ตนมิได้สยบ…ตนมิได้ติดใจเพลิน, หากเธอเสวยสุขเวทนา…ทุกข์เวทนา…เสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็เสวยเวทนานั้นอย่างไม่ถูกมัดตัว, เธอนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่สุดเพียงกาย (เวทนาทางทวาร 5 คือ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย) ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่สุดเพียงกาย เมื่อเสวยเวทนาที่สุดเพียงชีวิต (เวทนนาทางใจ) ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่สุดเพียงชีวิต เธอรู้ชัดว่า ต่อจากจบชีวิตเพราะกายแตกทำลาย อารมณ์ที่ได้เสวย (เวทยิตานิ) ทั้งหมด ซึ่งมิได้ติดใจเพลิน (อนภินันทิต) จักเป็นของเ็นอยู่ที่ (อายตนะ12)นี้เอง สรีรธาตุ (ซากกาย) จักคงเหลืออยู่”

ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนว่า ประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้, เพราะสิ้นน้ำมันสิ้นไส้นั้น (และไม่เติมน้ำมัน ไม่ใส่ไส้อื่น) หมดเชื้อ ย่อมดับไปฉันใด, ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเสวยเวทนาที่สุดเพียงกาย ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่สุดเพียงกาย, เมื่อเสวยเวทนาที่สุดเพียงชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่สุดเพียงชีวิต, เธอรู้ชัดว่า ต่อจากจบชีวิตเพราะกายแตกทำลาย อารมณ์ที่ได้เสวยแล้วทั้งหมด ซึ่งมิได้ติดใจเพลิน จักเป็นของเย็นอยู่ที่ (อายตนะ12)นี้เอง”8

สรุปการพิจารณานิพพานของพระธรรมปิฎกดังนี้

นิพพานนั้นเป็นภาวะที่ลึกซึ้ง ถ้าพูดในหลักวิชาหรือหลักธรรมที่แสดงภาวะเพียงอย่างเดียวก็เป็นเรื่องหนักแล้ว ยังเป็นการเสี่ยงต่อการวาดภาพที่ผิดพลาดได้ด้วย ทั้งนี้เพราะผู้เสนอคำอธิบายไม่อาจแปลคำศัพท์สำคัญบางคำให้ได้ความหมายจะแจ้งรอบด้าน และฝ่ายผู้พิจารราก็อาจมีสัญญาเก่า ๆ เกี่ยวกับคำศัพท์หรือข้อธรรมเหล่านั้น ที่ไม่สู้ตรงความหมายที่แท้จริงนัก นอกจากนี้ยังนำเอาความรู้สึกของปุถุชนเข้ามาเทียบอีกด้วย  เช่น  เมื่ออ่านข้อความแสดงภาวะตามหลักวิชาข้างต้นแล้ว อาจมองพระอรหันต์เป็นบุคคลที่เหมือนปราศจากชีวิตจิตใจ เย็นชา ไร้ความรู้สึก ไม่ไยดีอะไรกับโลก  เป็นต้น  ดังนั้นเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดอย่างนี้  เมื่อพิจารณาเนื้อหาของภาวะตามหลักวิชา  ก็ควรพิจารณาผลที่ปรากฏในชีวิตจริงเทียบกันไปด้วย ให้เห็นเนื้อหาตามหลักวิชากับผลปฏิบัติในชีวิตจริงสอดคล้องกันได้อย่างไร  แม้ส่วนที่เหมือนขัดกัน ก็กลมกลืนกันได้อย่างไร เป็นเหตุเป็นผลเสริมกันได้อย่างไร เป้นการพิจารณาเนื้อหาและความหมายของหลักวิชาที่การมองที่ตัวของจริงซึ่งนำมาตั้งให้ดู  ของจริงหรือผลในทางปฏิบัติ และภาวะทางด้านความประพฤติของผู้บรรลุนิพพาน พึงเทียบเคียงกัน

ในอรรถกถากล่าวว่า  “พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสวยบิณฑบาตที่นางสุชาดาถวายแล้ว  ทรงปรินิพพานด้วย สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ  เสวยบิณฑบาตที่นายจุนทะถวายแล้ว ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ลักษณะภายนอกและชีวิตของพระอริยะเจ้าระดับพระอรหันต์

ธรรมเจติยสูตรพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสข้อความพรรณนาความเลื่อมใสของพระองค์ต่อพระรัตนตรัย ในบรรดาข้อความเหล่านั้น มีข้อความหนึ่งพรรณนาลักษณะความเป็นอยู่ของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ดังนี้ว่า  พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เดินเที่ยวไปตามอารามต่าง ๆ ตามอุทยานต่าง ๆ อยู่เนื่อง ๆ เห็นสมณพราหมณ์บางจำพวก ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณไม่ผ่องใส ผอมเหลือง ตามตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น แต่เมื่องมองดูภิกษุในธรรมวินัยนี้ สดชื่นร่าเริง มีใจเบิกบาน มีรูปร่างท่าทางน่ายินดี……มีความขวนขวายน้อย(ไม่วุ่น) มีขนตกราบ (ใจสงบมีความมั่นใจไม่ตื่นกลัว) เลี้ยงชีวิตตามแต่เขาจะให้ มีใจดังมฤคอยู่ (มีใจอ่อนโยน ไม่คิดรบกวนหรือหวังประโยชน์จากใคร รักอิสระ จะไปไหนก็ไปโดยเสรี ) พระเจ้าปเสนทิโกศล มีความคำนึงถึงธรรม ที่ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้ประพฤติดี -ปฏิบัติชอบแล้ว

ภิกษุเหล่านั้น เดินออกจากที่อยู่นั้น ๆ คือ ป่า โคนไม้ ภูเขาแต่เช้าตรู่ มีกิริยาเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง สมบูรณ์ด้วยอริยาบถ9

ความมีใจอิสระและมีความสุข

“ผู้มีจิตไม่หวั่นไหว รู้แจ้งความจริง ย่อมไม่มีความคิดปรุงแต่งใด ๆ, เขาเลิกรำพึงรำพันหมดแล้ว จึงมองเห็นแต่ความปลอดโปร่งในที่ทุกสถาน เขาไม่ยกตัวถือตนใด ๆ ไม่ว่าในหมู่คนเสมอกัน คนต่ำกว่า หรือคนสูงกว่า

“พระอริยะไม่มีความงุ่นง่านหงุดหงิดภายในใจ ท่านผ่านพ้นไปแล้วจากการที่จะได้เป็นหรือจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านปราศจากภัย มีแต่สุข ไม่มีโศก แม้แต้เทวดาก็มองใจท่านไม่ถึง”10

ความเป็นเจ้าแห่งจิต

“บุคคลผู้เป็นมหาบุรุษ มีปัญญามากนั้น ประสงค์จะตริตรึกความคิดใด ก็ตริตรึกความคิดนั้น ไม่ประสงค์จะตริตรึกความคิดใด ก็ไม่ตริตรึกความคิดนั้น ประสงค์จะดำริข้อดำริใด ก็ดำริข้อดำรินั้น ไม่ประสงค์จะดำริข้อดำริใด ก็ไม่ดำริข้อดำรินั้น, ท่านบรรลุมีอำนาจเหนือจิต (เจโตวสี) ในกระบวนความคิดทั้งหลาย”11

ความรู้สึกกับชีวิต ความตาย การพลัดพราก ความเมตตากรุณาต่อทุกชีวิต

  “จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะตายก็ไม่เศร้าโศก,  ถ้าเป็นปราชญ์ มองเห็นที่หมายแล้ว ถึงอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศก ก็หาเศร้าโศกไม่”12

  “ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ  ชีวิตเราก็มิได้ติดใจ  เราจักทอดทิ้งกายนี้ อย่างมีสัมปชัญญะ มีสติมั่น; ...เรารอท่าเวลา เหมือนคนรับจ้างทำงานเสร็จแล้ว รอรับค่าจ้าง”13



1 อิติ.อ.215 ว่า: โดยปรมัตถ์ (ความหมายสูงสุดหรือความหมายที่แท้จริง) นิพพานไม่มีการแบ่งประเภท แต่ที่แบ่งเ็น 2 นั้น เป็นการแบ่งโดยปริยายเท่านั้น.

2นิพฺพุต” มักใช้ในรูปของกริยาศัพท์หรือคุณนาม เป็น “นิพฺพุต” เช่น องฺ.ติก.20/497/207;  506/253;  องฺ.จตุกฺก.21/198/288;

3 ข้อความแสดงวิเคราะห์ศัพท์นิพพานมาในคัมภีร์หลายแห่ง โดยเฉพาะ  วินย.อ.1/255;  ที.อ.2/78;  วิสุทธิ.2/88;  สงฺคห.ฎีกา 68 แต่ส่วนมากซ้ำกันหรือคล้ายกัน นอกจากความหมายที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังอาจแปลว่า  “ปราศจากป่า”  ไม่มีป่ากิเลส  ไม่มีดงกิเลส  องฺ.ฉกฺก.22/314/386;  ขุ.ธ.25/300/52;  หรือแปลว่า ดับทุกข์ทั้ง 3 ชนิดคือ ทุกขทุกข์ วิปริณามทุกข์ และ สังขารทุกข์ (วิสุทธิ.ฎีกา2/246);  สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ทรงแสดงมติว่า อีกนัยหนึ่ง ควรแปลว่า หาของเสียบแทงมิได้ (ธรรมวิจารย์, หน้า 50,57) 

4 ขุ.อิติ.25/222/258;  คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ เรียกการแบ่งอย่างนี้ว่า เป็นการแบ่งตามปริยายแห่งเหตุ (การณปริยาย)  แล้วแสดงวิธีแบ่งอีกอย่างหนึ่งตามประเภทแห่งอาการ เป็นนิพพาน 3 คือ สุญญตนิพพาน  อนิมิตตนิพพาน  และอัปปณิหิตนิพพาน (สงฺคห.39)

5อิติ.อ.215;  สุตต.อ.2/268;  วิสุทธิ.ฎีกา. 3/214;  สงฺคห.ฎีกา.214; 

6 เช่น ในข้อความว่า  “ตถาคต…เป็นผู้ดับร้อนหมดแล้ว เย็นซึ้งเหมือนห้วงน้ำลึก”  (ขุ.สุ.25/359/41);  และ  “(ผู้มีจิตหลุดพ้นแ้ว) เป็นผู้หายหิว  ดับร้อน เย็นซึ้ง เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นพรหมอยู่แล้วตั้งแต่ในปัจจุบันทีเดียว”  (ม.ม.13/17;123/121;643/588;  มีในเล่มอื่น เช่น  สํ.ส.15/566/208;  699/262;  องฺ.จตุกฺก.21/198/288; 

7 ธัมมายตนะ  อายตนะภายนอกอย่างที่ 6 ได้แก่ ธรรมารมณ์ ซึ่งแยกได้เป็นขันธ์ 5 กับนิพพาน (นิพพานเป็นธรรมนอกเหนือจากขันธ์ 5 ดังในคัมภีร์ชั้นหลัง มีคำแสดงลักษณะนิพพานอีกคำหนึ่งว่า  “ขันธวินิมุต”  แปลว่า  พ้นจากทุกข์ คือ จัดเข้าในขันธ์ 5 ไม่ได้  ดู ปญฺจ.อ.389;  สงฺคห.44;  สงฺคห.ฎีกา230 แต่ก็จัดเข้าในธัมมายตนะด้วย.

8 ข้อความตอนท้ายว่า  “จักเป็นของเย็นอยู่ที่ (อายตนะ12) นี้เอง”  หมายความว่า หมดพิษสงหมดอิทธิพลอยู่เพียงแค่ที่อายตนะ12 เท่านั้น อย่างนี้แปลตามนัย  ม.อ.3/700.  แต่ถ้าแปลตาม  อิติ.อ.218;  สํ.อ.2/102; องฺ.อ.2/478 ต้องแปลว่า  “จักเป็นของเย็นอยู่ในอัตภาพนี้เอง”  คือไม่เลยต่อไปเกิดปฏิสนธิใหม่

9 วินย.7/198/85

10 ขุ.อุ.25/65/101

11 องฺ.จตุกฺก.21/35/46  (บาลีแห่งที่มานี้หมายถึงพระพุทธเจ้า ในฐานะทรงเป็นมหาบุรุษ แต่หลักฐานอื่น ๆ แสดงว่า คุณสมบัตินี้มีแก่พระขีณาสพทั่วไป  ดู ม.มู.12/262/247; 375/401; องฺ.อ.2/3228,417)

12 ขุ.อุ.25/108/142

13 ขุ.เถร.26/396/403; เทียบ 26/381/363; 383/367 เป็นต้น