เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก
พระเถระชื่ออธิมุตต์ถูกพวกโจรจับไป ท่านไม่มีความหวาดหวั่นกลัวภัย นายโจรแปลกใจต่อคำซักถาม ต่อไปนี้เป็นคำซักถามของนายโจร และคำตอบส่วนหนึ่งของพระเถระ
นายโจร: “ก่อนนี้ เราจะฆ่าใครเพื่อบูชายัญก็ดี เพื่อเอาทรัพย์ก็ดี คนเหล่านั้นล้วนกลัวภัย ตัวสั่นและพร่ำเพ้อ แต่ท่านไม่มีความกลัวเลย สีหน้าก็ผ่องใสยิ่งนัก เหตุใดท่านจึงไม่คร่ำครวญ ในเมื่อภัยใหญ่ถึงเพียงนี้ ?”
พระเถระ: “แน่ะนายโจร ทุกข์ทางใจ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยชีวิต ผู้สิ้นสังโยชน์แล้ว ข้ามพ้นความกลัวทุกชนิด…เราไม่กลัวความตาย….ผู้บรรลุอุดมธรรมแล้ว ไม่ต้องการอะไรในโลกทั้งหมด ย่อมไม่เศร้าโศกเพราะความตาย เหมือนคนพ้นไปได้จากเรือนที่ไฟไหม้, สิ่งใด ๆ ที่มีในโลกก็ดี ภพที่สัตว์จะได้ก็ดี ทั้งหมดนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นของไม่อิสระ…เราไม่มีความคิดว่า เราได้เป็น เราจะเป็นหรือจะไม่เป็น หรือว่าสังขารจะหายสูญไป แล้วจะคร่ำครวญไปทำไมเพราะเรื่องสังขารนั้นเล่า; นี่แน่ะนายโจร ผู้ที่มองเห็นตามเป็นจริงว่า มีแต่ความเกิดขึ้น ๆ แห่งธรรมล้วน ๆมีแต่การสืบต่อแห่งสังขารล้วน ๆ ย่อมไม่มีความกลัวเลย, เมื่อใดบุคคลมองเห็นด้วยปัญญาเห็นโลกเสมอด้วยท่อนไม้ใบหญ้า เมื่อนั้น เขาไม่พบกับการที่จะต้องยึดอะไรว่าเป็นของเรา ย่อมจะไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี; ร่างกายเราก็หมดความต้องการแล้ว ภพเราก็ไม่ปรารถนา กายนี้จักแตกพังไป กายอื่นก็จักไม่มี ท่านมีกิจอะไรจะทำกับร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นตามที่ท่านปรารถนา เราจะไม่มีความโกรธเคืองหรือความรักใคร่ เพราะการกระทำของท่านเลย”
“พระอรหันต์ทั้งหลายละปาณาติบาต…ประกอบด้วยความกรุณา มุ่งหวังแต่ประโยชน์แก่สัตว์ทุกหมู่เหล่าตลอดชีวิต”14
“พึงแผ่ไมตรีจิตในสัตว์ทั้งหลายว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม…มารดาถนอมบุตรน้อยคนเดียวผู้เกิดจากตน แม้ด้วยยอมสละชีวิตฉันใด พึงเจริญจิตเมตตาไม่จำกัด ในสัตว์ทั้งปวงฉันนั้น”15
“แม้แต่คนทั้งหลาย ที่มีลูกศรเสียบหัวใจอยู่ ก็ยังหลับได้ ไฉนเราผู้ปราศจากลูกศรแล้วจะนอนไม่หลับเล่า เราเดินทางไปในที่มีสัตว์ร้าย ก็ไม่หวาดหวั่น ถึงจะหลับในที่เช่นนั้น ก็มิได้กลัวภัย กลางคืนกลางวัน ไม่มีอะไรให้เราเดือดร้อน เราไม่เห็นมีอะไรที่จะสูญเสีย ณ ที่ไหน ในโลก ฉะนั้น เราจะหลับ ก็มีแต่ความคิดอนุเคราะห์ปวงสัตว์”16
สรุปความจากบาลีข้างต้นที่ยกขึ้นแสดงไว้ดังนี้
เมื่อศึกษาถึงบาลีที่กำกับไว้แล้วแสดงให้เห็นว่า ผู้ศึกษาสามารถมองเห็นความหมายต่าง ๆ ตามที่ตนเองได้พิจารณาตามเนื้อความ แต่ในที่นี้ต้องขอย้ำความอีก 2 ข้อ คือ
ข้อหนึ่ง ถ้าใช้ความรู้สึกของปุถุชนมองดูคำบรรยายเกี่ยวกับภายในจิตใจของพระอรหันต์ตาหลักวิชาข้างต้น ผู้ศึกษาบางคนอาจวาดภาพผิด ๆ ไปว่า พระอรหันต์ คงจะมีลักษณะเป็นคนไม่ใส่ใจใยดีอะไรกับใครทั้งสิ้น ปล่อยอะไรไปตามเรื่องตามราวเสมือนไม่มีจิตใจ จัดเป็นคนประหลาดได้พวกหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงต้องให้พิจารณาเทียบกับลักษณะด้านนอกให้เห็นว่า พระอรหันต์มีความประพฤติ และการดำเนินชีวิตที่เป็นไปด้วยความรับผิดชอบและความมีเหตุผล ให้เห็นว่า เมื่อไม่มีประสบการณ์คั่งค้างครองใจ ไม่มีกิเลสครอบงำเป็นเจ้าหัวใจ สภาพจิตนั้นเป็นอิสระแล้วด้วยประการทั้งปวง ความรู้สึกนึกคิดที่ไม่มีการยึดมั่น และลักษณะการดำเนินชีวิตของท่านจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเราพอจะมองภาพออกบ้างว่า พระอรหันต์นั้นไม่มีแม้แต่กิเลสที่จะทำให้แสดงให้เห็นความเบื่อหน่ายรังเกียจในบุคคลและสัตว์โลกทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงปฏิบัติตัวหรือแสดงออกไปตามเหตุผล ตามความสมควร ที่มองเห็นด้วยปัญญา อย่างน้อยก็เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก
ข้อสอง การไม่มีความกลัว ไม่หวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจไหวหวั่น เป็นลักษณะทางจิตที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระอรหันต์ ที่หมดราคะ โทสะ โมหะ ที่จะเป็นเหตุให้เกิดความกลัว ความหวาดเสียวสะดุ้ง ต่างกับจิตของปุถุชนธรรมดาที่มีภาวะทางจิตเข้าไม่ถึงนิพพาน ย่อมเป็นเหตุให้มีความหวาดหวั่นสะดุ้งกลัวภัย ซึ่งสาเหตุนี้คือกิเลสที่แฝงลึกอยู่ ที่เราเข้าใจในความหมายของจิตไร้สำนึก ที่จะตอบสนองเหตุแห่งความกลัวอย่างปัจจุบันทันด่วนทีเดียว และเป็นที่ทราบดีว่าปกปิดได้ยาก เพราะยังไม่ทันตั้งสติ แม้ภิกษุบางรูปในสมัยนั้นที่มีความเข้าใจว่าตนนั้นบรรลุอรหันต์เช่นกัน ดังตัวอย่างมีภิกษุอยู่รูปหนึ่ง ที่เข้าใจผิดว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ตามคัมภีร์กล่าวว่า ท่านได้สมาบัติแคล่วคล่อง กิเลสถูกข่มสงบอยู่ด้วยกำลังสมาบัติ อยู่มาจนแก่ชรานับแต่ได้สมาบัติถึง 60 ปี และวันหนึ่งเห็นช้างใหญ่มีอาการดุร้ายกำลังร้องแผดเสียง เผลอตกใจ จึงรู้ตัวว่ายังเป็นปุถุชนอยู่ เป็นต้น.
ประเภทและระดับนิพพานในแง่ต่าง ๆ
ฌาณสมาบัติทั้งหลาย นอกจากจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพานแล้ว บางครั้งท่านเรียกเป็นนิพพานโดยปริยาย คือโดยอ้อม เช่น
ตรัสเรียกฌาณ 4 อรูปฌาณ 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธ (เรียกอีกอย่างว่านิโรธสมาบัติ) 16 แต่ละอย่าง ๆ ว่าเป็นตทังคนิพพาน (นิพพานชั่วคราว)บ้าง ทิฏฐธรรมนิพพาน(นิพพานทันตาเห็น)บ้าง สันทิฏฐิกนิพพาน (นิพพานที่ผู้บรรลุจะเห็นได้เอง)บ้าง17 เช่น ข้อความในบาลีว่า “ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌาณ แม้เพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเรียกว่า เป็นทิฏฐธรรมนิพพานโดยปริยาย; ฯลฯ ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่, เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอก็หมดสิ้นไป, แม้เพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเรียกว่า เป็นทิฏฐธรรมนิพพานโดยนิปปริยาย (โดยตรง)”18 ผู้ที่มองเห็นขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว หมดความหวาดสะดุ้งอยู่เป็นสุข ท่านก็เรียกว่าเป็นผู้ตทังคนิพพาน
มีพุทธพจน์แห่งหนึ่งตรัสไว้ว่า คนที่ถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำ ย่อมคิดจะทำตนให้ลำบากเดือดร้อน ทำคนอื่นให้ลำบากเดือดร้อน ทั้งทำตนและผู้อื่นให้ลำบากเดือดร้อนบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจบ้าง ครั้นเขาละราคะ โทสะ โมหะ ได้แล้ว เขาก็ไม่คิดในทางที่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่ต้องเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ อย่างนี้แหละเป็นสันทิฏฐิกนิพพาน เมื่อบุคคลผู้นี้เสวยภาวะปลอดราคะ โทสะ โมหะ สิ้นเชิง (ราคักขัย โทสักขัย โมหักขัย) อย่างนี้แลคือนิพพานที่เป็นสันทิฏฐิกะ (ซึ่งผู้บรรลุเห็นได้เอง) อกาลิโก (ไม่ขึ้นกับกาล) เอหิปัสสิกะ (เชิญให้มาพิสูจน์ดูได้) โอปนยิกะ (ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ) ปัจจัตตัง เวทิตัพพัง วิญญูหิ (ซึ่งวิญญูชน พึงทราบเฉพาะตน)
คัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ แบ่งนิโรธออกเป็น 5 ระดับ คือ
1. วิกขัมภนนิโรธ ได้แก่การที่ผู้เจริญปฐมฌาน ดับนิวรณ์ได้ด้วยการข่มไว้ (สมาบัติทั้ง 8 รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 เป็นวิกขัมภนนิโรธทั้งหมด เพราะนับแต่เข้าถึงปฐมฌานแล้วเป็นลำดับไป อกุศลธรรทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้น ย่อมถูกข่มให้ระงับดับไปเอง แต่ก็ดับชั่วเวลาที่อยู่ในฌานนสมาบัติเท่านั้น
2. ตทังคนิโรธ ได้แก่การที่ผู้เจริญสมาธิถึงขั้นชำแรกทำลายกิเลส ดับความเห็นผิดต่าง ๆ ลงได้ด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับกัน (หมายถึงการดับกิเลสในขั้นวิปัสสนา คือใช้ปัญญาพิจารณาสภาวะของสิ่งทั้งหลาย เช่น พิจารณาความไม่เที่ยงเป็นต้น พิจารณาเห็นแง่ใด ก็เกิดญาณขึ้นจำกัดความเห็นหรือความยึดถือในทางตรงข้ามที่ขัดต่อสัจธรรมในแง่นั้น ๆ ลงได้ เช่น กำหนดเห็นตัวตนเขาเราเป็นเพียงนามรูป ก็ดับสักกายทิฏฐิได้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ก็ดับนิจจสัญญาลงได้ พิจารณาเห็นทุกข์ ก็ดับสุขสัญญาลงได้ พิจารณาเห็นอนัตตา ก็ดับอัตตสัญญาลงได้ เป็นต้น เป็นการดับกิเลส แบบจุดดวงไฟ ดับความมืด แต่ยังเป็นการดับชั่วคราว เหมือนว่าพอไฟดับ ก็มืดอีก)
3.สมุจเฉทนิโรธ ได้แก่การที่ผู้เจริญโลกุตตรธรรม ซึ่งให้ถึงความสิ้นกิเลส ดับกิเลสลงได้ด้วยการตัดขาด (หมายถึง อริยมรรคทั้ง 4 คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ซึ่งดับกิเลสเช่น สังโยชน์ทั้งหลายได้อย่างเด็ดขาด ไม่กลับงอกงามขึ้นมาได้อีก เหมือนต้นไม้ถูกสายฟ้าฟาด หรือขุดรากถอนโคนทิ้ง)
4.ปฏิปปัสสัทธินิโรธ ได้แก่ การดับกิเลสในขณะแห่งผลโดยเป็นภาวะที่กิเลสราบคาบไปแล้ว (หมายถึง อริยผลทั้ง 4 คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล ซึ่งเป็นภาวะสงบเรียบสนิท เพราะกิเลสได้ถูกมรรคตัดขาดระงับดับสิ้นไปแล้ว)
5.นิสสรณนิโรธ ได้แก่ การดับกิเลสที่เป็นภาวะพ้นไปแล้วจากกิเลส ดำรงอยู่ต่างหาก ห่างไกลจากกิเลส ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสเลย นิโรธข้อนี้แหละ คือ นิพพาน หรือที่เรียกว่า อมตธาตุ ซึ่งเป็นภาวะที่ปลอดโปร่งเป็นอิสระ
ในนิโรธ 5 ข้อนี้ สองข้อแรกคือ วิกขัมภนนิโรธ และตทังคนิโรธ เป็นขั้นโลกีย์ ส่วนสามข้อท้ายเป็นโลกุตตระ สี่ข้อแรกเรียกว่าเป็นนิพพานโดยปริยาย คือโดยอ้อมในบางแง่ ส่วนข้อสุดท้ายคือ นิสสสรณนิโรธจึงจะเป็นนิพพานโดยนิปปริยาย คือเป็นนิพพานแท้โดยตรงตามความหมาย
ทักขิไณยบุคคล หรือพระอริยบุคคล 8 จำพวก ย่อมมีการละสังโยชน์ดังต่อไปนี้
ก.พระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) หรือ สอุปาทิเสสบุคคล (ผู้ยังมีเชื้อคืออุปาทานเหลืออยู่) คือ
1.พระโสดาบัน ผู้ถึงกระแสคือเข้าสู่มรรค เดินทางถูกต้องอย่างแท้จริง หรือปฏิบัติถูกต้องตามอริยมรรคอย่างแท้จริง เป็นผู้ทำบริบูรณ์ในขั้นศีล ทำได้พอประมาณในสมาธิ และทำได้พอประมาณในปัญญา ละสังโยชนได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส
2.พระสกทาคามี ผู้กลับมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวก็จะกำจัดทุกข์ได้สิ้น เป็นผู้ทำบริบูรณ์ได้ในขั้นศีล ทำได้พอประมาณในสมาธิ และทำได้พอประมาณในปัญญา นอกจากละสังโยชน์ 3 ได้แล้ว ยังทำราคะ โทสะ และโมหะ ให้เบาบางลงได้ด้วย
3.พระอนาคามี ผู้จะปรินิพพานในที่ผุดเกิดขึ้น ไม่เวียนกลับมาอีก เป็นผู้ทำได้บริบูรณ์ในศีล ทำได้บริบูรณ์ในสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในปัญญา ละสังโยชน์ได้อีก 2 ข้อ คือ กามราคะ และปฏิฆะ (รวมเป็นละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ครบ 5 ข้อ)
ข.พระเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา) หรือ อนุปาทิเสสบุคคล (ผู้ไม่มีเชื้อคือ อุปาทานเหลืออยู่เลย) คือ
4.พระอรหันต์ ผู้ควร (แก่ทักขิณาหรือการบูชาทพิเศษ) หรือผู้หักสังสารจักรได้แล้ว เป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นผู้ทำได้บริบูรณ์ในสิกขาทั้ง 3 คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ละสังโยชน์เบื้องสูงได้อีกทั้ง 5 ข้อ (รวมเป็นละสังโยชน์หมดทั้ง 10)
นิพพานอยู่ที่ไหน ?
ในที่นี้จะขอยกข้อธรรมที่เกิดจากการสนทนาธรรมระหว่างพระเจ้ามิลินท์กับพระนาคเสนมาเป็นตัวอย่างในการอธิบายปัญหาธรรมที่ต้องทำความเข้าใจและอาศัยการเปรียบเทียบ เพื่อเกิดความถูกต้อง ดังนี้
พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถาม – พระนิพพาน ตั้งอยู่ในถิ่นประเทศใด ? ถิ่นประเทศนั้นอยู่ในทิศบูรพา หรือว่า ทิศอุดร หรือว่า ทิศทักษิณ หรือว่า ทิศปัศจิม หรือว่า ทิศเบื้องบน หรือว่า ทิศเบื้องล่าง หรือว่า ทิศด้านขวาง ?
พระนาคเสนเถระ ถวายพระพร – ถิ่นประเทศที่พระนิพพานตั้งอยู่ไม่มีอยู่ทั้งในทิศบูรพา หรือทิศทักษิณ หรือสรุป คือทิศทั้งหลายที่พระองค์ถามเลย ถวายพระพร
มิลินท์ – ข้าแต่ท่านนาคเสน ถ้าสถานที่ตั้งพระนิพพานไม่มี ถ้ากระนั้นพระนิพพานก็ไม่มีอยู่ และท่านทั้งหลายใด ทำพระนิพพานให้เห็นแจ้ง แม้ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็ทำให้เห็นแจ้งอย่างผิด ๆ ข้าพเจ้าจักขอพูดถึงเหตุในเรื่องนั้น ข้าแต่ท่านนาคเสน เปรียบเหมือนบนพื้นดินที่มีนา เป็นที่เกิดขึ้นของธัญชาติ มีดอกไม้เป็นที่เกิดขึ้นของกลิ่นหอม มีพุ่มไม้กอไม้เป็นที่เกิดขึ้นของดอกไม้ มีต้นไม้เป็นที่เกิดขึ้นของผลไม้ มีแหล่งสถานเป็นที่เกิดขึ้นของรัตนะ ณ สถานที่นั้น ผู้หนึ่งผู้ใดใครต้องการสิ่งใด ๆ เขาก็ไปในสถานที่นั้น แล้วนำเอาของสิ่งนั้น ๆ มา ฉันใด ข้าแต่ท่านนาคเสน พระนิพพานก็ฉันนั้น ถ้ามีอยู่ แม้สถานที่เกิดขึ้นของพระนิพพานนั้น ก็ต้องมี, อนึ่ง เพราะสถานที่เกิดขึ้นของพระนิพพานไม่มี, เพราะฉะนั้น ท่านจงยอมรับเสียเถิดว่า “พระนิพพานไม่มี” และที่ว่าท่านทั้งหลายใด ได้ทำให้เห็นแจ้งพระนิพพานแล้ว การทำให้เห็นแจ้งแม้ของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็เป็นการทำให้เห็นแจ้งอย่างผิด ๆ
นาคเสน – ข้าแต่มหาบพิตร สถานที่ตั้งของพระนิพพาน ไม่มี, แต่พระนิพพานนั้น มีอยู่, ท่านผู้ปฏิบัติโดยชอบ จะทำให้เห็นแจ้งพระนิพพานได้ ด้วยโยนิโสมนสิการ, ข้าแต่มหาบพิตร, เปรียบเหมือน สิ่งเรียกว่าไฟ มีอยู่, แต่สถานที่ตั้งอยู่ของไฟนั้น ไม่มี, เมื่อเขานำเอาไม้ 2 แผ่นมาสีกัน ก็ได้พบไฟ ฉันใด, มหาบพิตร พระนิพพานก็ฉันนั้นเช่นกัน มีอยู่, แต่ที่ตั้งอยู่ของพระนิพพาน ไม่มี ท่านผู้ปฏิบัติชอบ ก็ทำให้เห็นแจ้ง พระนิพพานได้ด้วยโยนิโสมนสิการ ข้าแต่มหาบพิตร, ก็หรือว่า ที่กล่าวถึง รัตนะ 7 ประการ กล่าวคือ จักรแก้ว๑ ช้างแก้ว๑ ม้าแก้ว๑ แก้วมณี๑ นางแก้ว๑ ขุนคลังแก้ว๑ขุนพลแก้ว๑ ว่ามีอยู่ และโอกาส คือ สถานที่ตั้งของรัตนะ 7 ประการนั้น ไม่มี แต่เมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงปฏิบัติโดยชอบ รัตนะเหล่านั้นก็เข้ามาหาเอง ด้วยอำนาจของการปฏิบัติ ฉันใด, ข้าแต่มหาบพิตร, พระนิพพานก็ฉันนั้นเช่นกัน มีอยู่, แต่สถานที่ตั้งของพระนิพพาน ไม่มี,
มิลินท์ – ข้าแต่ท่านนาคเสน, ช่างเถิด สถานที่ตั้งอยู่ของพระนิพพาน ไม่มีก็อย่ามี, แต่ทว่า ท่านผู้ปฏิบัติโดยชอบ ตั้งอยู่ในฐานะใด ทำให้เห็นแจ้งพระนิพพานได้ ฐานะนั้น มีอยู่หรือ ?
นาคเสน – มี, มหาบพิตร
มิลินท์ – แต่ทว่า ฐานะนั้นเป็นไฉน ? ท่านผู้เจริญ
นาคเสน – ฐานะนั้น คือ ศีล ท่านผู้ตั้งอยู่ในศีล กระทำโยนิโสมนสิการอยู่ ถึงตัวเองจะอยู่ในแคว้นสกะ และยวนะ ก็ตาม แม้อยู่ในประเทศจีนและแคว้นวิลาต ก็ตาม ฯลฯ แม้อยู่บนยอดเขา แม้ในพรหมโลก ก็ตาม อยู่ในที่ใดที่หนึ่งก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติโดยชอบ ก็ทำให้เห็นแจ้ง พระนิพพานได้, ข้าแต่มหาบพิตร, บุรุษผู้มีดวงตาคนหนึ่งคนใดก็ตาม แม้จะอยู่ในแคว้นสกะ แคว้นวิลาต ฯลฯ แคว้นคันธาระ แม้อยู่บนยอดเขา แม้อยู่ในพรหมโลก อยู่ที่หนึ่งที่ใดก็ตาม ย่อมเห็นอากาศฉันใด ข้าแต่มหาบพิตร, ท่านผู้ตั้งอยู่ในศีล ก็ฉันนั้นเช่นกัน ทำโยนิโสมนสิการอยู่ ฯลฯ เป็นผู้ปฏิบัติโดยชอบ ย่อมทำให้เห็นแจ้งพระนิพพานได้
พระเจ้ามิลินท์ – สาธุ ท่านนาคเสนผู้เจริญ19
พระนิพพานเป็นที่สุดโลก
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ครั้นล่วงปฐมยามไปแล้ว โรหิตัสสะเทวบุตร มีรัศมีสว่างไสวได้ทำให้พระวิหารเชตวันสว่างไสวรุ่งเรืองทั่วไปหมด เข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ยืนอยู่ ณ ด้านข้างหนึ่ง ได้กราบทูลคำต่อไปนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้ทรงพระเจริญ ในโลกใด มีผู้ไม่เกิด, ไม่แก่, ไม่ตาย, ไม่จุติ, ไม่อุบัติ, ใคร ๆ สามารถรู้เห็น, ไปถึงที่สุดของโลกนั้น ด้วยการเดินไป หรือไม่หนอ ?”
พระผู้มีพระภาคเจ้า – “ดูก่อนท่าน, ในโลกใดก็ตาม มีผู้ไม่เกิด, ไม่แก่, ไม่ตาย, ไม่จุติ, ไม่อุบัติ, เรา-ตถาคต ไม่กล่าวว่า เราพึงรู้ พึงเห็น พึงถึง ซึ่งที่สุดแห่งโลกนั้นได้ด้วยการเดินไป”
โรหิตัสสะ – “ข้าแต่พระผู้ทรงพระเจริญ, พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดี เป็นพระดำรัสน่าอัศจรรย์ น่าพิศวงโดยแท้ ข้าแต่พระผู้ทรงพระเจริญ เรื่องเคยมีมาก่อนแล้ว ครั้งข้าพระองค์เป็นฤษี ชื่อโรหิตัสสะ ผู้เป็นบุตรนายบ้าน เป็นผู้มีฤทธิ์ เหาะไปในเวหาได้ ความเร็วของข้าพระองค์เปรียบเสมือนด้วยนายขมังธนู ผู้มีหลักการมั่นคง ผู้ศึกษามาแล้วอย่างดี ผู้มีฝีมือที่สามารถ ผู้เคยยิงธนูมาแล้ว พึงยิงผ่านเงาต้นตาลด้านข้างผ่านไป ด้วยลูกธนูอันเบา โดยไม่ติดขัดประการใดเลย การย่างเท้าแต่ละก้าวมีช่วงเท้า (ของข้าพระองค์) เท่ากับ จากฝั่งสมุทรทิศบูรพาไปถึงฝั่งสมุทรทิศปัศจิม ข้าพระองค์นั้นเกิดความปรารถนาขึ้นมาอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าจักไปถึงที่สุดของโลกด้วยการเดินไป” ข้าแต่พระผู้ทรงพระเจริญ, ข้าพองค์นั้น ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่เคี้ยว ไม่ลิ้ม ไม่ทำการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ไม่พักผ่อนบันเทาความเหนื่อยยากด้วยการหลับนอน มีอายุ 100 ปี เดินไปตลอด 100 ปี ยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกเลย ได้ทำกาละ (ตาย) เสียก่อนแล้ว ในระหว่างเดินทาง ข้าแต่พระผู้ทรงพระเจริญ, พระดำรัสนี้ที่ว่า “ดูก่อนอาวุโส, ในโลกใด มีผู้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ, เรา-ตถาคต ไม่กล่าวว่า “เราพึงรู้ พึงเห็น พึงถึง ซึ่งที่สุดแห่งโลกนั้นได้ ด้วยการเดินไป” นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว เป็นพระดำรัสอัศจรรย์ น่าพิศวงโดยแท้
พระผู้มีพระภาคเจ้า – “ดูก่อนอาวุโส, ในโลกใดแล มีผู้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ เรา-ตถาคต ไม่กล่าวว่า “เราพึงรู้ พึงเห็น พึงถึง ซึ่งที่สุดแห่งโลกนั้น ได้ด้วยการเดินไป” ดูก่อนอาวุโส, และ เรา-ตถาคต ก็ไม่กล่าวถึงการไม่ถึงที่สุดแห่งโลกก่อนแล้ว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ด้วย และอีกอย่างหนึ่ง เรา-ตถาคต บัญญัติ โลก, ความเกิดขึ้นของโลก, ความดับของโลก, และปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับของโลก ลงไว้ในอัตภาพร่างกาย ซึ่งยาวประมาณ 1 วา มีสัญญา มีใจครองนี้ นี่เอง”
“คมเนน น ปตฺตพฺโพ โลกสฺสนฺโต กุทาจนํ
น จ อปฺปตฺวา โลกนฺตํ ทุกฺขา อตฺถิ ปโมจนํ
“ในกาลไหน ๆ ก็ตาม ที่สุดแห่งโลก ไม่พึงถึงได้ด้วยการเดินไป และ การไม่ถึงที่สุดแห่งโลก จะพ้นไปจากทุกข์ได้ ก็ไม่มี”
สรุปว่า ในที่สุดแห่งโลก ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้า ตรัสหมายถึง ที่สุดแห่งทุกข์ คือ พระนิพพาน เช่นตรัสว่า “อนารมฺมณเมว ตํ, เอสวนฺโต ทุกฺขสฺส” แปลความว่า “อายตนะ (พระนิพพาน) นั้น ไม่มีอารมณ์โดยแท้,นี้นั่นแล คือ ที่สุดแห่งทุกข์”20
14 องฺ.ติก.20/510/271;
15 ขุ.ขุ.25/10/13; ขุ.สุ.25/308/353 (ที่มานี้และ ม.มู.12/3422/351 เป็นคำสอนสำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน ในฐานะที่พระอรหันต์เป็นผู้ปฏิบัติตามนี้ได้บริบูรณ์แล้ว)
16 สํ.ส.15/454/162
16 ธรรม 9 อย่างนี้เรียกว่าอนุปุพพวิหาร 9 แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ที่ปราณีตต่อ ๆ กันไปทีละขั้น ๆ ตามลำดับ หรืออนุปุพพวิหารสมาบัติ 9 แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ที่พึงเข้าต่อกันขึ้นไปตามลำดับ
17 แต่ถ้ายึดเอาการได้ฌาณเป็นการบรรลุนิพพานแท้จริง ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป (ม.อุ.14/29/27;40/39)
18 องฺ.นวก.23/237,251,255/425,475,476
19(มิลินฺทปญฺหา, (407-410)
20 สํ. สคาถ. 15/87-89, อํ. จตุกฺก. 21/62, ขุ.อุ. 25/207