1 อิติ.อ.215 ว่า: โดยปรมัตถ์ (ความหมายสูงสุดหรือความหมายที่แท้จริง) นิพพานไม่มีการแบ่งประเภท แต่ที่แบ่งเ็น 2 นั้น เป็นการแบ่งโดยปริยายเท่านั้น.

2นิพฺพุต” มักใช้ในรูปของกริยาศัพท์หรือคุณนาม เป็น “นิพฺพุต” เช่น องฺ.ติก.20/497/207;  506/253;  องฺ.จตุกฺก.21/198/288;

3 ข้อความแสดงวิเคราะห์ศัพท์นิพพานมาในคัมภีร์หลายแห่ง โดยเฉพาะ  วินย.อ.1/255;  ที.อ.2/78;  วิสุทธิ.2/88;  สงฺคห.ฎีกา 68 แต่ส่วนมากซ้ำกันหรือคล้ายกัน นอกจากความหมายที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังอาจแปลว่า  “ปราศจากป่า”  ไม่มีป่ากิเลส  ไม่มีดงกิเลส  องฺ.ฉกฺก.22/314/386;  ขุ.ธ.25/300/52;  หรือแปลว่า ดับทุกข์ทั้ง 3 ชนิดคือ ทุกขทุกข์ วิปริณามทุกข์ และ สังขารทุกข์ (วิสุทธิ.ฎีกา2/246);  สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ทรงแสดงมติว่า อีกนัยหนึ่ง ควรแปลว่า หาของเสียบแทงมิได้ (ธรรมวิจารย์, หน้า 50,57) 

4 ขุ.อิติ.25/222/258;  คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ เรียกการแบ่งอย่างนี้ว่า เป็นการแบ่งตามปริยายแห่งเหตุ (การณปริยาย)  แล้วแสดงวิธีแบ่งอีกอย่างหนึ่งตามประเภทแห่งอาการ เป็นนิพพาน 3 คือ สุญญตนิพพาน  อนิมิตตนิพพาน  และอัปปณิหิตนิพพาน (สงฺคห.39)

5อิติ.อ.215;  สุตต.อ.2/268;  วิสุทธิ.ฎีกา. 3/214;  สงฺคห.ฎีกา.214; 

6 เช่น ในข้อความว่า  “ตถาคต…เป็นผู้ดับร้อนหมดแล้ว เย็นซึ้งเหมือนห้วงน้ำลึก”  (ขุ.สุ.25/359/41);  และ  “(ผู้มีจิตหลุดพ้นแ้ว) เป็นผู้หายหิว  ดับร้อน เย็นซึ้ง เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นพรหมอยู่แล้วตั้งแต่ในปัจจุบันทีเดียว”  (ม.ม.13/17;123/121;643/588;  มีในเล่มอื่น เช่น  สํ.ส.15/566/208;  699/262;  องฺ.จตุกฺก.21/198/288; 

7 ธัมมายตนะ  อายตนะภายนอกอย่างที่ 6 ได้แก่ ธรรมารมณ์ ซึ่งแยกได้เป็นขันธ์ 5 กับนิพพาน (นิพพานเป็นธรรมนอกเหนือจากขันธ์ 5 ดังในคัมภีร์ชั้นหลัง มีคำแสดงลักษณะนิพพานอีกคำหนึ่งว่า  “ขันธวินิมุต”  แปลว่า  พ้นจากทุกข์ คือ จัดเข้าในขันธ์ 5 ไม่ได้  ดู ปญฺจ.อ.389;  สงฺคห.44;  สงฺคห.ฎีกา230 แต่ก็จัดเข้าในธัมมายตนะด้วย.

8 ข้อความตอนท้ายว่า  “จักเป็นของเย็นอยู่ที่ (อายตนะ12) นี้เอง”  หมายความว่า หมดพิษสงหมดอิทธิพลอยู่เพียงแค่ที่อายตนะ12 เท่านั้น อย่างนี้แปลตามนัย  ม.อ.3/700.  แต่ถ้าแปลตาม  อิติ.อ.218;  สํ.อ.2/102; องฺ.อ.2/478 ต้องแปลว่า  “จักเป็นของเย็นอยู่ในอัตภาพนี้เอง”  คือไม่เลยต่อไปเกิดปฏิสนธิใหม่

9 วินย.7/198/85

10 ขุ.อุ.25/65/101

11 องฺ.จตุกฺก.21/35/46  (บาลีแห่งที่มานี้หมายถึงพระพุทธเจ้า ในฐานะทรงเป็นมหาบุรุษ แต่หลักฐานอื่น ๆ แสดงว่า คุณสมบัตินี้มีแก่พระขีณาสพทั่วไป  ดู ม.มู.12/262/247; 375/401; องฺ.อ.2/3228,417)

12 ขุ.อุ.25/108/142

13 ขุ.เถร.26/396/403; เทียบ 26/381/363; 383/367 เป็นต้น

14 องฺ.ติก.20/510/271;

15 ขุ.ขุ.25/10/13; ขุ.สุ.25/308/353 (ที่มานี้และ  ม.มู.12/3422/351 เป็นคำสอนสำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน ในฐานะที่พระอรหันต์เป็นผู้ปฏิบัติตามนี้ได้บริบูรณ์แล้ว)

16 สํ.ส.15/454/162

16 ธรรม 9 อย่างนี้เรียกว่าอนุปุพพวิหาร 9 แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ที่ปราณีตต่อ ๆ กันไปทีละขั้น ๆ ตามลำดับ หรืออนุปุพพวิหารสมาบัติ 9 แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ที่พึงเข้าต่อกันขึ้นไปตามลำดับ

17 แต่ถ้ายึดเอาการได้ฌาณเป็นการบรรลุนิพพานแท้จริง  ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป (ม.อุ.14/29/27;40/39)

18 องฺ.นวก.23/237,251,255/425,475,476

19(มิลินฺทปญฺหา, (407-410)

20 สํ. สคาถ. 15/87-89,  อํ. จตุกฺก. 21/62, ขุ.อุ. 25/207

21 ปรมตฺถทีปนี นาม  ขุทฺทกนิกายยฏฺฐกถา อุทานนวณฺณนา (น. 495-6) ว่า  “ตตฺราปาหิ….” แปลไว้ตามนัยในอรรถกถา

22 ไม่กล่าวถึง,  ไม่เรียกว่า

23 หมายถึง พระนิพพานเองไม่มีอารมณ์ แต่พระนิพพานเป็นอารมณ์ คือ  “เป้าหมาย”  ของมรรคผล

24 ตรัสอยู่กับ  อุปสีวะมาณพ

25 และดู-สทฺธมฺมปฺปชฺโชติกา,  ทุติยภาค น. 249.