การเห็นพระนิพพานจึงต้องเห็นด้วย อริยจักขุ คือ ดวงตาอริยะ (อริเยน จกฺขุนา ปสฺสิตพฺพโต – (วิสุทฺธิมคฺค ตติยภาค, น. 97) หรือ ด้วยธรรมจักษุที่ปราศจากธุลำร้มลทิน)
เพื่อทราบพระนิพพานต่อไป เห็นควรทราบอริยสัจจ์ 4 และหน้าที่ หรือ กิจที่พึงปฏิบัติ ในแต่ละอริยสัจจ์ คือ
1. ทุกฺข อริยสจฺจํ ปริญฺเญยยํ ทุกข – อริยสัจจ์ (กิจ) ควรกำหนดรู้
2. ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพ ทุกขสมุทัย – อริยสัจจ์ (มีกิจ) ควรละ
3. ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ ทุกขนิโรธ – อริยสัจจ์ (มีกิจ) ควรทำให้เห็นแจ้ง
4. ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ อริยสัจจ์ – คือ ปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ (มีกิจ) ควรทำให้เกิด
ในที่นี้ ขอกล่าวถึง 2 อริยสัจจ์ก่อน คือ ทุกขสมุทยอริยสัจจ์ และ ทุกข-นิโรธอริยสัจจ์ ในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (สํ.มหา.19/528-32) ตรัสถึง
“ทุกขสมุทัย-อริยสัจจ์ ไว้ว่า “อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ, ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี, เสยฺยถีทํ ? กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา”
แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันทุกขสมุทัย-อริยสัจจ์ นี้ก็คือ ตัณหานี้ใด ซึ่งก่อให้เกิดภพต่อ ๆ ไป ประกอบด้วยกำหนัดยินดี เป็นที่เพลิดเพลินในภพนั้น ๆ ตัณหาดังกล่าวนี้ ได้แก่ กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภวตัณหา”
และตรัสถึงทุกขนิโรธ-อริยสัจจ์ว่า “อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ, โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย”
แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันทุกขนิโรธ-อริยสัจจ์ นี้ก็คือ การดับโดยปราศจากกำหนัดยินดีโดยไม่มีส่วนเหลือ แห่งตัณหา (ที่กล่าวถึงใน ทุกขสมุทัย-อริยสัจจ์) นั้นนั่นแหละ, การสละทิ้ง, สลายตัวออกไปโดยเฉพาะ, หลุดพ้น ไม่เกาะติดอยู่ (แห่งตัณหานั้นนั่นแหละ)
คำว่า “นิโรธ” ในพระสูตรนี้ และที่กล่าวถึงข้างต้น (เช่น ตณฺหกฺขโย นิโรโธ นิพฺพานํ) เป็นชื่อหนึ่งของนิพพาน คือ พระนิพพาน และ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ก็คือ ความดับแห่งทุกข์ ก็คือ พระนิพพาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก “พระนิพพาน” โดยปรมัตถ์ว่า “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” (ปรมตฺถโต หิ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจนฺติ นิพฺพานํ วุจฺจติ)”-วิสุทฺธิมคฺค, ตติยภาค. น.94
พระเจ้ามิลินท์ และพระนาคเสนเถระ ได้ทรงปุจฉาและถวายวิสัชนาไว้ ดังนี้:-
พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถาม- ข้าแต่ท่านนาคเสน,
นิโรธ คือ พระนิพพาน หรือ ?
นาคเสนถวายพระพร- ถูกแล้ว นิโรธ คือ พระนิพพาน, มหาบพิตร
มิลินท์-นิโรธ คือ พระนิพพาน อย่างไร ?
นาคเสน- “พาลปุถุชนทั้งหลายทั้งปวง ต่างชื่นชมกล่าวชมเชย ยึดถืออายตนะภายในและภายนอก เมื่ออายตนะภายในและภายนอกเหล่านั้น ถูกกระแสพัดพาไป ก็ไม่รอดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โศก คร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส (คับแค้นใจ)
พระตถาคตกล่าวว่า เขเหล่านั้นไม่พ้นไปจากทุกข์ แต่พระอริยสาวก ผู้ได้สดับตรับฟังแล้ว ไม่ชื่นชม ไม่กล่าวยกย่อง ไม่ยึดถือ อายตนะทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก เมื่อท่านไม่ชื่นชม ไม่กล่าวยกย่อง ไม่ยึดถืออายตนะนั้น ๆ ตัณหาก็ดับไป, เพราะตัณหาดับไป อุปาทานก็ดับ, เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ, เพราะภพดับ ชาติ (ความเกิด) ก็ดับ, เพราะชาติดับ ชราและมรณะ-โศก-คร่ำครวญ-ทุกข์-โทมนัส-อุปายาส (คับแค้นใจ) ก็ดับไป ความดับของกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ มีอยู่ด้วยประการฉะนี้, นิโรธ คือ พระนิพพาน ดังนี้แล มหาบพิตร”-(มิลินฺทปญฺหา, น.94)
สิ่งปิดบังพระนิพพาน
“ทุกฺขํ เตภูมิกํ วฏฺฏํ ตณฺหา สมุทโย ภเว
นิโรโธ นาม นิพฺพานํ มคฺโค โลกุตฺตโร มโต.”
แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า – วัฏฏะเป็นไปใน 3 ภูมิ ชื่อว่า ทุกขสัจจ์, ตัณหาในภพ ชื่อว่า สมุทยสัจจ์, พระนิพพาน ชื่อว่า นิโรธสัจจ์, โลกุตตระมรรค ชื่อว่า มรรคสัจจ์
เราได้ทราบมาข้างต้นแล้วว่า นิโรธ ก้คือ พระนิพพาน หมายถึง ดับทุกข์ เป็นอริยสัจจ์ อย่าง 1 ใน 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ เรียงเป็นอันดับที่ 3 ตรัสเรียกว่า ทุกนิโรธ-อริยสัจจ์
แต่-ท่านว่า ความดับทุกข์จะมีขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ดับสมุทัย คือ เหตุบังเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะทุกข์จะดับได้ด้วยการดับสมัทัยอย่างเดียว เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า เมื่อทรงแสดงการดับทุกข์ จึงทรงแสดงด้วยสมุทัยโดยเฉพาะ-(วิสุทฺธิมคฺค, ตติยภาค. น.93)
สมุทัย คือ อะไร ?
ทรงแสดงตัวตนเหตุสำคัญไว้ใน พระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า คือ ตัณหา โดยตรัสว่า
“อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี, เสยฺยถีทํ; กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา
แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย อันอริยสัจจ์ เหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ คือ สิ่งนี้แล, ตัณหานี้ใด ก่อให้เกิดภพต่อ ๆ ไป ประกอบด้วยความกำหนัดเพลิดเพลินยินดี มีความเพลิดเพลินในภพนั้น ๆ คือ ต่อไปนี้ อย่างไรเหล่า ;- ตัณหาในกามภพ 1, ตัณหาในรูปภพ 1, ตัณหาในอรูปภพ 1”
สมุทัยเป็นต้นเหตุสำคัญของทุกข์แล้ว ควรรู้จักอกุศลบาปธรรม โดยทั่วไปที่ร่วมปิดบัง เพื่อประกอบความรู้ความเข้าใจในเรื่อง การเห็นพระนิพพาน อันอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มี ใหญ่ น้อย ละเอียด ที่กีดกั้น เร้ารุม หุ้มห่อ หมักดอง รึงรัด พัดพา แผดเผา ร้อนแรง เหนี่ยวรั้ง ผูกพัน ย่ำยี แก่ปวงสัตว์ทั้งหลายไว้ ทำให้ดิ้นรน เศร้าหมอง และมัวเมาหมกมุ่น เวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสังสารวัฏนั้น ท่านบัญญัติเรียกชือไว้ตามชนิด ซึ่งพระเถระโบราณจารย์ระบุไว้ในคัมภีร์- (ABHIDHAMMAVATARA (P.T.S.) 1980. PP. 129-130) คือ:-
1. สังโยชน์ (เครื่องผูกพัน) 10
2. กิเลส (สิ่งเศร้าหมอง) 10
3. มิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) 10
4. โลกธรรม (สิ่งประจำโลก) 8
5. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) 5
6. วิปลาส (ความคลาดเคลื่อนจากความจริง) 3
7. คันถะ (สิ่งร้อยรัด) 4
8. อคติ (ความลำเอียง) 4
9. อาสวะ (เครื่องหมักดอง) 4
10. โอฆะ (ท่วมทับ-พัดพา) 4
11. โยคะ (สิ่งผูกมัด) 4
12. นิวรณ์ (สิ่งกีดกั้น-ปิดบัง) 5
13. ปรามาส (ความยึดถือ) 4
14. อุปาทาน (ความยึดมั่น) 4
15. อนุสัย (นอนเนื่องแทรกซึมในสันดาน) 7
16. มละ (สิ่งมัวหมอง) 3
17. อกุศลกรรมบถ (ทางเดินของกรรมเป็นอกุศล) 10
18. อกุศลจิตตุปบาท (เกิดอกุศลจิต) 12
ในที่นี้จะขอกล่าวแต่เฉพาะบางอย่างเท่านั้น เช่น
อาสวะ 4, โอฆะ 4 และ โยคะ 4 คือ:-
1. กามราคะ กำหนัดยินดีในกาม
2. ภวราคะ กำหนัดยินดีในภพ
3. ทิฏฐิ (มิจฉา) เห็นผิด
4. อวิชชา ไม่รู้
ทั้ง 4 อย่างนี้ เรียกชื่อไปตามอาการว่า “อาสวะ” เพราะ หมักดอง, หลั่งไหล, เรียกว่า “โอฆะ” เพราะท่วมทับและพัดพาให้วนว่ายอยู่ในสาคร (ทะเลแห่งสังสารวัฏ), เรียกว่า “โยคะ” เพราะผูกมัดให้เกาะติดอยู่ในอารมณ์และความทุกข์ ระงับและตัดขาดหลุดพ้นด้วย ปัญญา เป็นต้น.
สังโยชน์ (เครื่องผูกพัน) 10 คือ:-
1. สักกายทิฏฐิ เห็นว่ามีอัตตา
2. วิจิกิจฉา สงสัยลังเลใจ
3. สีลพตะปรามาส ยึดถือศีล และ พรต (งมงาย)
4. กามราคะ กำหนัดยินดีในกามภพ
5. ปฏิฆะ โกรธเคือง
6. รูปราคะ กำหนัดยินดีในภพ
7. อรูปราคะ กำหนัดยินดีในอรูปภพ
8. มานะ ถือตัว
9. อุทธัจจะ คิดฟุ้งซ่าน
10. อวิชชา ไม่รู้
ตั้งแต่ 1 ถึง 4 เรียกว่า “อโธภาคิยสังโยชน์” หรือ “โฮรัมภาคิยสังโยชน์” แปลว่า สังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ เพราะผูกสัตว์ไว้ให้เกิดอยู่ในภพเบื้องล่าง คือ กามภพ และตั้งแต่ 6 ถึง 10 เรียกรวมว่า “อุทธัมภาคิยสังโยชน์” แปลว่า สังโยชน์ส่วนเบื้องสูง เพราะผูกพันให้เกิดในภพเบื้องบน คือ รูปภพ และอรูปภพ
กิเลส (สิ่งเศร้าหมอง) 10 คือ:-
1.โลภะ อยากได้
2.โทสะ คิดประทุษร้าย
3.โมหะ หลง
4.มานะ ถือตัว
5.ทิฏฐิ เห็นผิด
6.วิจิกิจฉา สงสัย
7.ถีนะ จิตใจหดหู่-ท้อแท้
8.อุทธัจจะ คิดฟุ้งซ่าน
9.อหิริกะ ไม่มีความละอายบาป
10.อโนตตัปปะ ไม่มีความเกรงกลัวบาป
ที่เรียกว่า “กิเลส” อธิบายอาการว่า ตัวมันเองก็เศร้าหมองและทำให้สัมปยุตตธรรมทั้งหลายเศร้าหมองไปด้วย
อนุสัย (กิเลสนอนเนื่อง-แทรกซึม) 7 คือ;-
1.กามราคะกำหนัดยินดีในกาม
2.ปฏิฆะ ขัดเคือง
3.มานะ ถือตัว
4.ทิฏฐิ เห็นผิด
5.วิจิกิจฉา สงสัย
6.ภวราคะ กำหนัดยินดีในภพ
7.อวิชชา ไม่รู้
ที่เรียกว่า “อนุสัย” เพราะนอนเนื่อง-แทรกซึมอยู่ในสันดาน
เห็นได้ว่า อกุศลบาปธรรมเหล่านี้แหละที่กีดกันเหนี่ยวรั้งย่ำยีท่วมทับผูกมัดและพัดพาให้หลงผิดไม่รู้ไม่เห็นนิพพาน และตัวการสำคัญที่เป็นหัวหน้าก็คือ อวิชชาและตัณหา และตัณหาซึ่งถูกระบุถึงไว้ในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นตัณหานุสัย ตัวการสำคัญก่อให้เกิดทุกข์
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทุกขสมุทัยได้แก่ ตัณหาและการดับทุกข์ต้องดับที่สมุทัยคือ ตัณหาโดยตรัสว่า
“โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย”
แปลว่า “ความดับโดยปราศจากกำหนัดยินดีไม่มีเหลือแห่งตัณหาดังกล่าวนั้นนั่นแลอันใด ก็คือ การละสลัดออกไปโดยเฉพาะหลุดพ้นไม่เกาะเกี่ยว (แห่งตัณหานั้น)”
“ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ” – (ขุ.สุ. 25/527, ขุ.อุ. 25/122, ขุ.ธ. 25/63)
แปลว่า “เพราะละตัณหาได้ เรา-ตถาคตเรียกว่า พระนิพพาน”
วิถีทางเห็นแจ้งพระนิพพาน
อันว่า กิเลสตัวการสำคัญคือ ตัณหาและมีอวิชชาเป็นรากเง้าในที่นี้ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วการปฏิบัติเพื่อละกิเลสตัณหานั้นย่อมละ (ปหานะ-ละ)ได้หลายนัยเช่น:-
1. ตทังคปหาน ละด้วยองค์วิปัสสนานั้น ๆ
2. วิกขัมภนปหาน ละด้วยการข่มไว้ (ด้วยรูปฌาน-อรูปฌาน)
3. สมุจเฉทปหาน ละด้วยตัดขาด (ด้วยมรรคญาณ)
4. ปฏิปัสสัทธิปหาน ละด้วยสงบราบคาบ (ด้วยผลญาณ)
5. นิสสรณปหานละด้วยพ้นออกไป (บรรลุนิพพาน)