พระนิพพาน เป็น ธรรมายตนะ
พระพุทธเจ้าตรัสถึง พระนิพพาน ตรัสเรียกว่า “อายตนะ” ดังนี้ :
“อตฺ ภิกฺขเว ตทายตนํ เนว ปฐวี น อาโป น เตโช น วาโย, น อากาสานญฺจายตนํ น วิญฺญาณญฺจายตนํ น อากิญฺจญฺญายตนํ น เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ, นายํ โลโก ฯ ปโร โลโก, น อุโภ จนฺทิมสุริยา, ตมหํ21 ภิกฺขเว เนว อาคติ วทามิ, น คตี, น ฐิติ, น จุติ, น อุปฺปตฺตี, อปฺปติฏฺฐํ โข, อปฺปวตฺตํ (อ) นารมฺมณเมว ตํ, เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส” (ขุ.อุ. 25/206-7)
แปลความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อายตนะ (คือ พระนิพพาน) นั้น มีอยู่ ซึ่งไม่มีปฐวี-ดิน (ความแข็ง-อ่อน) ไม่มีอาโป-น้ำ (ซึมซาบ-เกาะกุม) ไม่มีเตโช (เย็น-ร้อน, อุณห-ภูมิ) ไม่มีวาโย (พัดพา-เคลื่อนไหว) (สภาวะแห่งภูตรูป) และ อุปาทานรูป (รูปขันธ์), มิใช่ ผสภาวะแห่งอรูปภพ=นาม เช่น อากาสานัญจายตนะ, มิใช่วิญญาณัญจายตนะ, มิใช่อากิญจัญญายตนะ, มิใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ, มิใช่ (ภาวะพึงมี เช่น) โลกนี้ (และ) มิใช่โลกอื่น, มิใช่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ทั้ง 2 ดวง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ในอายตนะ (คือ พระนิพพาน) แม้นั้นเรา-ตถาคต กล่าวไม่ได้ว่า22 เปน อคต-การมา, กล่าวไม่ได้ว่าเป็น คติ-การไป, กล่าวไม่ได้ว่าเป็น ฐิติ-การตั้งอยู่, กล่าวไม่ได้ว่าเป็น จุติ-เคลื่อนย้าย-ตาย, กล่าวไม่ได้ว่าเป็น อุปบัติ-เกิดขึ้น, อายตนะ (พระนิพพาน) นั้น ไม่มีตั้งอยู่โดยแท้23
ความหมายของพระนิพพาน เช่นที่ตรัสเรียกว่า “อายตนะ” นี้ ตรัสไว้ในพระสูตรหลายแห่ง นำมากล่าวถึงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ขอขยายความเพิ่มเติมต่อไปนี้ :
ที่ตรัสว่า ในอายตนะ คือ พระนิพพาน ไม่มีธาตุ 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม, นั้น-หมายถึง ไม่มีธาตุและสิ่งเป็นลักษณะของธาตุทั้ง 4 เช่น เย็น-ร้อน (เตโช), อ่อน-แข็ง (ปฐวี), หลั่งไหล-เกาะกุม (อาโป), ผลักดัน-พัดพา (วาโย) ซึ่งเป็นลักษณะของมหาภูตรูป 4 เมื่อไม่มีมหาภูตรูป 4 แล้ว ในพระนิพพานนั้น ก็ไม่มีอุปาทายรูป คือ รูปอาศัย เช่น ปสาทรูป เกิดขึ้น เมื่อไม่มีสิ่งเป็นรูปขันธ์แล้ว สภาวะต่าง ๆ อันนับเนื่องด้วยรูป เช่นมีอยู่ในกามภพและในรูปภพ ก็ไม่มีด้วย และภาวะของความมืด-ความสว่าง ซึ่งมีอยู่ตามปกติในกามโลก และในรูปภพ เช่น พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว ก็ไม่มีอยู่ในอายตนะ คือ พระนิพพานนั้น
อาจมีผู้กล่าวว่า เอาละ เมื่อไม่มีรูปก็ตามที แต่ในอายตนะ คือ พระนิพพาน นั้นมี นาม คือ จิต หรือไม่และมีอยู่ไหม ?
อาจทรงตอบคำถามนี้ก็ได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงภพที่ไม่มีรูป คือ อรูปาวจรภพ ไว้ด้วย เช่น ตรัสปฏิเสธว่า (อายตนะ คือ พระนิพพานนั้น) มิใช่อากาสานัญจายตนะ ฯลฯ มิใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ที่ตรัสว่า “กล่าวไม่ได้ว่าเป็นการมา, กล่าวไม่ได้ว่าเป็นการไป” เพราะพระนิพพาน มิใช่สถานที่ต้องมา-ต้องไป เหมือนการเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง และที่ตรัสว่า “กล่าวไม่ได้ว่าเป็นการตั้งอยู่” เพราะพระนิพพานไม่ใช่เป็นสถานที่ตั้ง เช่น พื้นปฐพี และภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น ที่ตรัสว่า “กล่าวไม่ได้ว่าเป็นจุติ, กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปบัติ” เพราะในพระนิพพาน ไม่มีการตายและการเกิดอยู่แล้ว จึงเป็นการถูกต้อง ตรงกับที่ตรัสและอธิบายไว้ในที่อื่น เช่น ในสังขตะลักษณะ ดังกล่าว
ที่ตรัสว่า นิพพาน เป็น “อายตนะ” เพราะพระนิพพานเป็นธรรมารมณ์ (คือ เป้าหมาย) ที่หน่วงเหนี่ยวของโลกุตตรจิต-มรรคจิตและผลจิต และ อายตนะ คือ พระนิพพานนั่นแหละ เป็นอสังขตะ=มิใช่ของผสมปรุงแต่ง แต่เป็นภาวะ ไม่เกิด, ไม่เป็น ฯลฯ ดังกล่าว พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงพระนิพพานไว้อีกว่า
วิญฺญาณํ อนิทสฺสนํ อนนฺตํ สพฺพโต ปภํ
เอตฺถ อาโป จ ปฐวี จ เตโช วาโย น คาธติ,
เอตฺถ ทีฆญฺจ รสฺสญฺจ อนุ ถูลํ สุภาสุภํ
เอตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ,
วิญฺญาณสฺส นิโรธเน เอตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ. (ที.สี. 9/283)
แปลความว่า เป็นสิ่งพึงรู้แจ้ง (ด้วยใจ) มิใช่สิ่งที่เห็นได้ (ด้วยตา) อยู่เลยที่สุด มีท่าลงทุกแห่ง, ในพระนิพพาน (สอุปาทิเสสนิพพาน) นี้ (ธาตุ 4) น้ำและดิน ไฟและลม มิได้ตั้งอยู่, ในพระ (สอุปาทิเสส) นิพพานนี้ ไม่มี (มาตรการ) ยาวและสั้น เล็กและหนา (เล็กและใหญ่) งามและไม่งามตั้งอยู่, ใน พระ (สอุปาทิเสส)นิพพานนี้ นามและรูปดับลงไม่มีเหลือ, พร้อมด้วยความดับของวิญญาณ นามและรูปนี้ก็ดับลงในพระ (อุปาทิเสส)นิพพานนี้”
ทรงเปรียบเทียบ พระนิพพานเหมือนเปลวประทีป
“อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ (อุปสีวาติ ภควา)
อตฺถํ ปเลติ, น อุเปติ สงฺขํ,
เอวํ มุนิ นาามกายา วิมุตฺโต
อตฺถํ ปเลติ, น อุเปติ สงฺขนฺติ”
แปลความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนอุปสีวะ,24 เปลวไฟถูกกระแสลมพัด ถึงความดับไป เข้าถึงการนับไม่ได้ (ว่าไปอยู่ไหน) ฉันใด, มุนี ผู้พ้นแล้วจากนามกาย (นามและรูป) ก็ถึงความดับไป ไม่เข้าถึง (คำ) บัญญัติกล่าวถึง ฉันนั้น” แล.
ทรรศนะเรื่องพระนิพพาน และโลก
สุขนฺติ ทิฏฺฐมริเยหิ สกฺกายสฺสุปโรธนํ
ปจฺจนีกมิทํ โหติ สพฺพโลเกน ปสฺสตํ
แปลความว่า พระนิพพานเป็นที่ดับสักกายะ (คือเบญจขันธ์) ซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่า เป็นความสุข ความเห็นของท่านอริยบัณฑิตทั้งหลาย (ดังกล่าว) นี้ เป็นการทวนกระแสกับชาวโลกทั้งปวง.
(ทวยตานุปัสสนาสูตร, ขุ.สู. 25/482, สํ. สฬายยตน, 18/160)
พระนิพพานเป็นสภาวะธรรม
อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถิ
อุทาหุ วา สสฺสติยา อโรโค,
ตมฺเม มุนี สาธุ วฺยากโรหิ
ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ติ.
(ขุ.สุ. 25/536, ขุ.จู. 3/136,138)
แปลความว่า ธรรม นั้น ถึงความดับสูญไปแล้ว หรือว่า (สภาว) ธรรมนั้นไม่มีอยู่ หรือว่า อยู่ยั่งยืนมั่นคง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ, ข้าแต่องค์พระมุนีเจ้า ขอประทานโอกาส โปรดทรงพยากรณ์ธรรมนั้น แก่ข้าพระองค์เถิด เพราะว่า (สภาว) ธรรมนี้ พระองค์ทรงทราบแล้วตามเป็นจริง
พระนิพพานไม่มีมิติ
(ไม่มีถ้อยคำใช้บัญญัติพูดถึงพระนิพพาน)
อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณํ อตฺถิ (อุปสีวาติ ภควา)
เยน นํ วชฺชุ, ตํ ตสฺส นตฺถ.
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมุหเตสุ
สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ.(ขุ.สุ. 25)539, ขุ.จู. 35/139,141)25
แปลความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุปสีวะ, สภาวธรรมที่ถึงความดับ (พระนิพพาน) แล้ว หามีประมาณ (มิติ)ไม่ จะพึงพูดถึงสภาวธรรมนั้นด้วยประมาณ (มิติ)ใด ประมาณ(มิติ)นั้น ของธรรมนั้น ไม่มี. เมื่อสมมตธรรมทั้งหลายทั้งปวง ถูกเพิกถอนไปหมดแล้ว แม้แนวทางถ้อยคำทั้งปวง (ที่จะใช้พูดถึงโดยบัญญัติ) ก็ถูกเพิกถอนไปด้วย.
เปรียบพระนิพพานเป็นทิศ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า พระนิพพานเปรียบเหมือน สถานที่ตั้งในทิศ ซึ่งผู้ไปถึง จะเดินทางไปด้วยยานพาหนะ เช่น ช้าง ม้า รถ เป็นต้น ชนิดใด ๆ มิได้ แต่ต้องไปถึงด้วย (จิตของ)ตนเอง กล่าวคือ
น หิ เอเตหิ ยาเนหิ คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ
ยถาตฺตนา สุทนฺเตน ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติ.
(ธมฺมปทฏฺฐกถา, 7/143)
แปลความว่า ความจริง ทิศไม่เคยไป (คือพระนิพพาน) จะพึงไปถึงด้วยยานพาหนะทั้งหลายเหล่านี้ เหมือนอย่างท่านที่ฝึก (จิตของ) ตนแล้ว ท่านไปถึงด้วย (จิต) ตนเองที่ฝึกแล้ว (และ) ฝึกอย่างดี (นี้) หาได้ไม่.
ทิศ ที่กล่าวถึง คือ พระนิพพานนี้ ปุถุชนทั้งหลายสามารถไปถึง แม้แต่ฝันถึง หรือ เห็นในความฝัน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสแนะนำวิธีเพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน ไว้หลายประการ และมีพระบรมพุทโธวาทประการหนึ่ง ให้ถึงพระนิพพานซึ่งเป็นทิศไม่เคยไป ด้วยจิต และตรัสสอนให้ฝึกจิต ซึ่งตรัสไว้โดยย่นย่อ ด้วยพระคาถาว่า
สมติตฺติกํ อนวเสสกํ
เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย,
เอวํ สจิตฺตมนุรกฺขา สติยา
ปฏฺฐยาโน ทิสํ อคตปุพฺพํ.
แปลความว่า เมื่อปรารถนาไปสู่ ทิศ (พระนิพพาน)ไม่เคยไป พึงตามรักษาจิตของตน ด้วยสติ (ปัฏฐาน) เหมือนบุรุษประคอบาตรบรรจุน้ำมัน เต็มเสมอขอบปากบาตร นำไปมิให้หก ฉะนั้น.26
ปฏิบัติอย่างไรจึงถึงพระนิพพาน
สำหรับบรรพชิตและคฤหัสถ์ ผู้ปฏิบัติธรรมทั่วไป พึงบำเพ็ญตนปฏิบัติตามคาถาพุทธภาษิตว่า
สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํ
นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อฏฺฐํ คจฺฉนฺติ อาสวา.
แปลความว่า ท่านผู้ตื้นอยู่ (ด้วยชาคริยานุโยค) ตลอดเวลา ฝึกฝนตนเองอยู่เนื่อง ๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน น้อมใจเข้าสู่พระนิพพานเนื่อง ๆ อาสวะทั้งหลายก็ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือ ดับไป(ธมฺมปทฏฺฐกถา 6/168)
ที่ว่า “ตื่นอยู่ (ด้วยชาคริยานุโยค)” หมายถึง ปฏิบัติธรรมตามนัย อปัณณกสูตร ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และ ภิกษุ ชื่อว่าประกอบความเพียรในการปฏิบัติตนให้ตื่นอยู่เสมอ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในพุทธศาสนานี้ ทำจิต (ของตน) ให้บริสุทธิ์จากสิ่งทั้งหลายที่เป็นเครื่องกำบังใจ (คือ นิวรณ์และอกุศลธรรม) ด้วยการเดินจงกลม ด้วยการนั่ง (สมาธิ) ตลอดวัน, ทำจิตให้บริสุทธิ์จากสิ่งทั้งหลายที่เป็นเครื่องกำบังใจ ด้วยการเดินจงกลม ด้วยการนั่งสมาธิ ตลอดปฐมยามในกลางคืน ครั้นตอนมัชฌิมยามในกลางคืน ก็สำเร็จสีหไสยา (นอนตะแคง) เอาข้างขวาลง วางเท้าเลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำหมายใจกำหนดจะลุกขึ้น ครั้นถึงปัจฉิมยามในคืนนั้น ก็ลุกขึ้น ทำจิตให้บริสุทธิ์จากสิ่งทั้งหลายที่เป็นเครื่องกำบังใจ ด้วยการเดินจงกลม ด้วยการนั่งสมาธิ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าประกอบความเพียร ในการปฏิบัติตนให้ตื่นอยู่เสมอ ด้วยวิธีการอย่างนี้แล. กิจกรรมของพระอริยสาวกนั้น โดยปกติแล้ว พระอริยสาวก ภายหลังฉันภัตตาหารกลางวันแล้ว ถ้าไม่มีกิจกรรมอื่น ท่านจะหาความสุขที่เรียกว่า “ทิฏฐธรรมสุขวิหาร” คือ การอยู่เป็ยสุขสบายในทิฏฐธรรมปัจจุบัน ตลอดเวลาราว 3-4 ชั่วโมงในรอบบ่าย ออกจากผลสมาบัติในตอนเย็น ก็ไปทำหน้าที่ตามที่รับมอบหมาย เช่น ให้โอวาทแก่พระภิกษุณี หรือพบปะสนทนาธรรมกัน และเมื่อร่วมชุมนุมกัน ท่านพระอริยสาวกก็ทำกิจที่ควรทำ 2 อย่าง ตามพระพุทธดำรัสซึ่งมีว่า
สนฺนิปติตานํ โว ภิกฺขเว ทฺวยํ กรณียํ
ธมฺมี วา กถา อริโย วา ตุณฺหีภาโว.(ม.มู. 12/314)
แปลความว่า เมื่อเธอทั้งหลายร่วมชุมนุมกัน พึงทำกิจที่ควรทำ 2 อย่าง คือ กล่าวสนทนาถ้อยคำที่ประกอบด้วยธรรม (กถาวัตถุ 10) หรือว่า ดุษณีภาพแบบอริยะ (เข้าฌานบ้าง กำหนดกัมมัฏฐานบ้าง)
วิธีเห็นแจ้งพระนิพพาน (มิลินทปัญหา)
พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถาม – ก็และ ผู้ปฏิบัติโดยชอบ ทำให้เห็นแจ้งพระนิพพานนั้น ทำให้เห็นแจ้งอย่างไร ?
พระนาคเสน – ข้าแต่มหาบพิตร ผู้ปฏิบัติโดยชอบ นั้นใด เขากำหนดรู้ความเป็นไปของสังขารทั้งหลาย เมื่อกำหนดรู้ความเป็นไปของสังขารอยู่ ก็เห็นชาติ (ความเกิด) เห็นชรา (ความแก่) เห็นพยาธิ (ความเจ็บไข้) เห็นมรณะ (ความตาย) ในสังขารทั้งหลายนั้น ไม่เห็นความสุขความสบายไร ๆ ในสังขารทั้งหลายนั้น เขาไม่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสังขารทั้งหลายนั้น ทั้งเบื้องต้น ทั้งท่ามกลาง ทั้งเบื้องปลาย ว่าเป็นสิ่งที่ควรยึดถือได้
พระนาคเสน - ข้าแต่มหาบพิตร, เปรียบเหมือนท่อนเหล็กที่เผาร้อนอยู่ตลอดวัน ลุกโพลงร้อนแรง บุรุษไม่เห็นส่วนไร ๆ ทั้งข้างต้น ทั้งตอนกลาง ทั้งท่อนล่าง (ของท่อนเหล็กนั้น) พึงจับถือได้ ฉันใด ข้าแต่มหาบพิตร, ท่านผู้ใดกำหนดความเป็นไป (ปวัตตะ) ของสังขารทั้งหลายอยู่ เมื่อเขากำหนดรู้ความเป็นไปอยู่ ก็เห็นชาติ เห็นชรา เห็นพยาธิ เห็นมรณะ ในสังขารทั้งหลายนั้น ไม่เห็นความสุขความสำราญไร ๆ ในสังขารทั้งหลายนั้น ไม่เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสังขารทั้งหลายนั้น ทั้งเบื้องต้น ทั้งท่ามกลาง ทั้งเบื้องปลาย ว่าเป็นสิ่งที่ควรยึดถือได้ เมื่อเขาไม่เห็นสิ่งที่ควรยึดถือ ความไม่ชื่นชมยินดี ก็ทรงตัวอยู่ในจิต ความรุ่มร้อนก็เข้ามาในกาย เขาก็เป็นผู้ไม่มีที่ป้องกัน ไม่มีสรณะ ไม่มีผู้เป็นที่พึง เบื่อหน่าย ในภพทั้งหลายอยู่ ข้าแต่มหาบพิตร, เปรียบเหมือนบุรุษเข้าไปใกล้กองไฟกองใหญ่ที่มีเปลวไฟโชติช่วง ไม่มีที่ป้องกัน ไม่มีสรณะ ไม่มีผู้เป็นที่พึง ณ ที่นั้น พึงเบื่อหน่ายระทดท้อในกองไฟ ฉันใด ข้าแต่มหาบพิตร, เมื่อผู้ปฏิบัติโดยชอบนั้น ไม่เห็นสิ่งที่ควรยึดถือ ความไม่ชื่นชมยินดีก็ทรงตัวอยู่ในจิต ความรุ่มร้อนก็เข้ามาในกาย ท่านผู้นั้นหาที่ป้องกันมิได้ ไม่มีสรณะ ไม่มีผู้เป็นที่พึง ก็เบื่อหน่ายในภพทั้งหลาย เมื่อท่านผู้นั้น เป็นผู้มีความเห็นภัย ใน ปวัตตะ (ของสังขารทั้งหลาย) ความคิดอย่างนี้ก็เกิดขึ้น (แก่เขา) ว่า
“อันว่า ปวัตตะ (ความเป็นไปของสังขารทั้งหลาย) นี้ รุ่มร้อนจริงหนอ แผดเผาลุกโชติช่วง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก (ปรากฏอยู่ในภพทั้งหลาย) ถ้าใครก็ตาม พึงได้ อัปปวัตตะ (ความไม่เป็นไปของสังขารทั้งหลาย) อัปปวัตตะ นี้สงบ อัปปวัตตะ นี้ประณีต กล่าวคือ ความสงบของสังขารทั้งปวง, สลัดออกไปซึ่งอุปธิทั้งปวง, สิ้นตัณหา, ปราศจากราคะ, ความดับ, นิพพาน”
เพราะจิตนี้ของท่านผู้นั้น แล่นไปเลื่อมใสอยู่ ร่าเริงหรรษา อยู่ใน อัปปวัตตะ ว่า “การออกไปพ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้เฉพาะ” ดังนี้ ข้าแต่มหาบพิตร, เปรียบเหมือน บุรุษ ผู้มีความต้องการเดินทางไปต่างถิ่น เห็นหนทางว่างพาหนะ (กีดขวาง) ก็เดินทางเข้าไปทางนั้น ยินดี พอใจ หรรษา ร่าเริงอยู่ว่า เราได้พบหนทางที่ไม่มีพาหนะกีดขวางแล้ว ฉันใด จิตของผู้เห็นภัยในปวัตตะ ก็ฉันนั้น ย่อมแล่นเข้าไปใน อัปปวัตตะ ย่อมเลื่อมใสหรรษาร่าเริงอยู่ว่า “ข้าพเจ้าได้เฉพาะแล้ว ซึ่งการออกไป (จากปวัตตะ)” เขาผู้นั้นขวนขวาย แสวงหา ทำมรรคเพื่ออัปปวัตตะ ให้เกิด ทำให้มาก ๆ อยู่, สติ เพื่อ อัปปวัตตะ นั้นของเขาก็ตั้งมั่นอยู่, วิริยะ เพื่อ อัปปวัตตะ นั้นก็ตั้งมั่นอยู่, เมื่อเขามนสิการไปมาอยู่ จิตนั้นก็ผ่านพ้นปวัตตะ แล้วก้าวลงสู่ อัปปวัตตะ ข้าแต่มหาบพิตร, ท่านผู้ปฏิบัติโดยชอบ ได้บรรลุโดยลำดับซึ่ง อัปปวัตตะ แล้ว ท่านกล่าวว่า “กระทำให้เห็นแจ้งซึ่งพระนิพพาน” ด้วยประการฉะนี้
พระเจ้ามิลินท์ – สาธุ ท่านนาคเสนผู้เจริญ27
การรู้เห็นพระนิพพานด้วยประจักษ์ และโดยอนุมาน
ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นโลกุตตระ จะรู้เห็นด้วยโลกียจิตไม่ได้ ต้องรู้เห็นด้วยอริยจักขุ คือ ทำให้เห็นด้วยมรรคญาณ 4 ถึงกระนั้น ท่านก็กล่าวชี้แจงไว้ว่า ทางที่สามารถรู้เห็นนิพพานได้ มีอยู่ 2 ทาง คือ :-
1.ปัจจักขะสิทธิ คือ รู้เห็นประจักษ์ ด้วยตนเอง
2.อนุมานะสิทธิ คือ รู้เห็นโดยอนุมาน
1.การรู้เห็นโดยประจักษ์ หมายถึง การรู้เห็นพระนิพพานโดยประจักษ์ชัด ด้วยตนเองโดย ปฏิเวธ-แทงทะลุ ด้วยการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ของพระอริยบุคคลเท่านั้น
2.การรู้เห็นโดยอนุมาน คือ คาดคะเน หมายถึง การรู้เห็นเป็น อนุโพธ-รู้ตาม ด้วยการสดับตรับฟังเล่าเรียนศึกษาและไตร่ตรองตามโดยทฤษฎีทางพระปริยัติ ของบรรดากัลยาณปุถุชน28 เช่น ที่ท่านพระนาคเสนเถระ ถวายคำชี้แจงแก่พระเจ้ามิลินท์ ดังนี้
การรู้เห็นพระนิพพานโดยอนุมานอย่างไร ?
คนไม่ได้ไปถึงพระนิพพาน รู้เห็นพระนิพพาน ว่าเป็นสุขไหม ? เรื่องนี้ พระเจ้ามิลินท์และพระนาคเสนเถระ ตรัสปุจฉา และถวายวิสัชนาไว้ ดังนี้ :-
พระเจ้ามิลินท์ – ผู้ใดไม่ได้พระนิพพาน เขารู้ไหมว่า พระนิพพานเป็นสุข ?
พระนาคเสนเถระ – ถวายพระพร - ผู้ใดไม่ได้พระนิพพาน เขาก้รู้ว่า พระนิพพานเป็นสุข
มิลินท์ – เมื่อไม่ได้ จะรู้ว่านิพพานเป็นสุข ได้อย่างไร ?
นาคเสน – มหาบพิตร, คนที่มีมือเท้าบริบูรณ์มิได้ถูกตัดขาด เขารู้หรือไม่ ว่าการถูกตัดมือขาดตัดเท้าขาด เป็นความทุกข์
มิลินท์ – เขารู้สิ
นาคเสน – รู้ได้อย่างไร ?
มิลินท์ – รู้ได้เพราะได้ยินเสียงครวญครางของคนที่ถูกตัดมือตัดเท้า
นาคเสน ๒ เช่นฉันนั้นเหมือนกัน มหาบพิตร, ผู้ยังไม่ได้พระนิพพาน ได้สดับตรับฟังเสียงกล่าวถึงของท่าน ผู้เห็นแล้วซึ่งพระนิพพาน ก็รู้ได้ว่า พระนิพพานเป็นสุข
มิลินท์ – ถูกต้อง29
พระนิพพานเป็นอารมณ์ของมรรคญาณ
การรู้พระนิพพานโดยประจักษ์ชัด ด้วยปฏิบัติกำจัดอาสวะกิเลสได้โดยเด็ดขาดด้วยอริยมรรค และการปฏิบัติให้เกิดอริยมรรคญาณนั้น ต้องมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ “เป้าหมาย” ถ้าญาณของผู้ปฏิบัติไม่หน่วงเหนี่ยวพระนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ไปหน่วงเหนี่ยวสมมติ หรือบัญญัติเป็นอารมณ์ อริยมรรคก็ไม่เกิด และตัดกิเลสสังโยชน์โดยเด็ดขาดไม่ได้ “เพราะว่า ญาณ ซึ่งมีสังขตะธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ไม่สามารถในการเพิกถอนและระงับดดยเฉพาะซึ่งกิเลสทั้งหลาย แต่การเพิกถอนเป็นต้นซึ่งกิเลสทั้งหลาย มีอยู่ในโลก เพราะฉะนั้น จึงมี ปรมัตถธรรม อย่างหนึ่ง เรียกชื่อว่า พระนิพพาน เป็นธรรมตรงข้ามกับสังขตธรรม และสมมติธรรม เป็นอารมณ์หน่วงเหนี่ยวของมรรคและผล ซึ่งทำการเพิกถอนและระงับกิเลสทั้งหลาย”29 และ “บุคคลผู้ได้ (อริย)มรรค และ (อริย)ผล ย่อมเห็นพระนิพพานโดยประจักษ์ ด้วยมรรคนั้น เพราะพระนิพพานเป็นอารมณ์ของมรรค แต่เมื่อไม่มีนิพพาน มรรคก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุไร ? เพราะไม่มีอารมณ์เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว เพราะฉะนั้น ที่เรียกว่า การได้พระนิพพานของบุคคล (เป็นการได้) ด้วยการทำให้เห็นแจ้งพระนิพพานโดยอารมณ์”31
แต่การเห็นพระนิพพานโดยอารมณ์นั้น ได้กล่าวมาแล้วว่าเห็นด้วยโลกียจิตไม่ได้ เพราะพระนิพพานละเอียดสุขุมมาก ดังพระพุทธดำริถึงเมื่อแรกตรัสรู้ว่า
“ปฏิโสตคามี คมฺภีรํ ทุทฺทสํ อณุ
ราครตฺตา น ทกฺขนฺติตโมกฺขนฺเธน อาวุฏา.”
(วินย. มหา. 4/9. ม.มู. 12/324)
แปลความว่า “พระนิพพาน เป็นธรรมที่ดำเนินทวนกระแส สุขุม ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก ละเอียด คนที่กำหนัดยินดีด้วยราคะ ห่อหุ้มด้วยกองอวิชชาอันมืด จะไม่เห็น (พระนิพพาน)”
21 ปรมตฺถทีปนี นาม ขุทฺทกนิกายยฏฺฐกถา อุทานนวณฺณนา (น. 495-6) ว่า “ตตฺราปาหิ….” แปลไว้ตามนัยในอรรถกถา
22 ไม่กล่าวถึง, ไม่เรียกว่า
23 หมายถึง พระนิพพานเองไม่มีอารมณ์ แต่พระนิพพานเป็นอารมณ์ คือ “เป้าหมาย” ของมรรคผล
24 ตรัสอยู่กับ อุปสีวะมาณพ
25 และดู-สทฺธมฺมปฺปชฺโชติกา, ทุติยภาค น. 249.
26 ดู-เตลปัตตชาดก เอกนอบาต, 236-248 และดู”สาธิตวิธีปฏิบัติกายคตาสติภาวนา ด้วยพระสูตรและชาดก” ของ ธนิต อยู่โพธิ์
27 มิลินฺทปญฺหา. น. 404-407
28 อภิธมฺมตฺถวิภาวินี, น. 213
29 มิลินฺทปญฺหา, น. 95
29 อภิธมฺมตฺถวิภาวินี, น. 213
31 อภิธานปฺปทีปิกา-สูจิ, 566