การดูแลการขาดน้ำ และการขาดธาตุอาหารในดิน สำหรับลำไย


เมื่อเราปลุกลำไยมาระยะหนึ่ง เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าลำไยของเรา มีความสุขดี กับดินที่ใช้ปลูกให้กับเขา ลำไย พูดไม่ได้หรอกคะ แต่ เขาแสดงออกได้ ด้วย ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ของเขา เป็นสื่อที่ลำไย ได้บอกให้เราได้รับรู้ว่า " พี่..พี่.. สุดยอดเลย พี่เจ๋งมาก ดูแลผมได้ดีเยี่ยม" ไม่ก็ " พี่...พี่... ดูแลตูบ้างดิ จะตาย...่า... อยู่แล้วนะ" อิ..อิ...

ลำไย : ชุมชนคนสนใจเรื่องลำไย ถามตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

https://www.facebook.com/groups/www.longankipqew/

หรือ

http://www.gotoknow.org/dashboard/home/#/posts/545415/edit

สาวน้อยใจดี นู๋ยุ้ยแก้มตุ่ย

https://www.facebook.com/profile.php?id=100000397078840

.

บทที่ ว่าด้วยการดูแลการขาดน้ำำ และธาตุอาหารในดิน สำหรับลำไย

                มีพี่ๆ ทีี่สนใจการดูแลลำไยของยุ้ย  เข้ามาถามใน Facebook ของยุ้ย เกี่ยวกับการดูแลการให้น้ำ  ให้ปุ๋ย และธาตุอาหาร สำหรับลำไย แล้วถามว่าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเพียงพอ หรือว่าขาดน้ำ ขาดปุ๋ย หรือขาดธาตุอาหารประเภทใดบ้าง

                ยุ้ยก็ตอบพี่เขาไปแล้ว...ล่ะค่ะ  แต่คิดว่า เอามาเขียนไว้ในบทความนี้  น่าจะมีประโยชน์บ้าง  แต่ถ้ามีความเห็นที่แตกต่าง  ก็โพสต์มาคุยกันได้นะคะ

                เขียนแบบนักศึกษาเทคโนโลยีการเกษตรชั้นปี 2 + ประสบการณ์จริงในสวนลำไยของตนเอง  ก็มาเล่าสู่กันฟัง...ล่ะกัน...นะคะ


ที่ดินแปลงที่คิดจะใช้ปลูกลำไย หรือใช้ปลูกกันอยู่ทุกวันนี้ มีความแตกต่างในเรื่องของปริมาณธาตุอาหารในดิน.. เยอะมากค่ะ

               ในเขตอำเภอเดียวกัน ทำไมปลูกลำไยแล้ว  ทำไมได้ผลผลิตไม่เหมือนกัน

               ในเขตหมู่บ้านเดียวกัน ทำไมปลูกลำไยแล้ว ทำไมได้ผลผลิตไม่เหมือนกัน

               ในเขตที่ดินแปลงติดๆกัน ทำไมปลูปลำไยแล้ว ทำไมได้ผลผลิตไม่เหมือนกัน

               ที่ดินแปลงเดียวกัน ทำไมปลูกลำไยแล้ว  ได้ผลผลิตเหมือนกัน (หมายถึงสวนนั้นได้ผลผลิตดีทั้งหมด  หรือ สวนนั้นได้ผลผลิตที่ไม่ดีเหมือนกันทั้งหมด)

               ว่าไปดินตามธรรมชาติ สมัยที่ที่ดินที่เรามีอยู่นี้ในอดียังเป็นป่าไม้  เป็นภูเขา ไม่ได้มีใครเข้าไปบุกรุกป่า เอามาปลูกพืช หรือปลูกต้นไม้เศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน

               เราจึงพอจะสามารถอนุมานได้ว่า  ในเเขตอำเภอเดียวกัน แร่ธาตุในดินแทบจะเหมือนกันหมดทั้งอำเภอ

               ในอาณาเขตที่เป็นตำบลเดียวกันยิ่งไม่แตกต่างกันเลย    

                ถ้าเป็นหมู่บ้านเดียวในปัจจุบันนี้ รับรองได้เลยว่ากายภาพทางธรรมชาติวิทยา   เหมือนกัน.....เดี๊ยะ

แต่ที่ทุกวันนี้ มันแตกต่างกัน เพราะ....."คน".....  เรานี่แหละ  ตัวดีเลย

               คุณ  คุณ  คุณ  และก็ คุณๆ....ทั้งหลาย   

               เข้าไปแผ่วผลาญ ตัดไม้ ทำลายป่า นำไปใช้ตามประโยชน์ ที่พึงจะคิด ของใครของมัน

               ตัดไม้เอาไปขาย  ขุดหาแร่ธาตุ  ถมดินปิดเส้่นทางน้ำตามธรรมชาติ  

               ปลูกต้นไม้ ปลูกพืช ผัก ผลไม้ ตามที่ตนเองต้องการ


ไม่สนใจระบบนิเวศน์ที่สูญเสียไป  

                กล่าวคือ คุณ....คนพวกนี้  "เอาแต่ได้  ไม่สนใจธรรมชาติ นอกจากไม่ช่วยรักษาแล้ว ยังทำลายอีก"

                ในที่สุดสมดุลย์ทางธรรมชาิติ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงจนเสียสมดุลย์  และเกิด "ความสูญเสียระดับภูมิภาค"  แล้วผลที่ได้รับก็เห็นเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้

                 แต่ละคนมี ที่ดิน.... หนังสือสิทธิิืครอบครอง   ฉโนด  หรือ  สปก.  แล้วแต่จะเรียกกันไป

เอาเป็นว่า   ที่ดิน  "แปลงใคร   แปลงมัน"   ใครดูแลดี ก็ได้ผลดี   ใครดูแลไม่ดี ก็ไม่ได้ผล

แต่ที่แน่ๆ  สังเกตกันบ้างไหม นับวันเวลาที่ยาวนานขึ้น  สถิติของผลผลิตในที่ดินแปลงของตนเอง มีแต่ "ลดลง ลดลง"

ที่สุึด คิดจะปลูกหญ้า ปลูกวัชพืช  มันก็ยังไม่ขึ้นเลย


เกิดอะไรขึ้นล่ะ.....????

                  ก็พี่นอกจากจะทำลายดิน  ทำลายระบบนิเวศน์ มันเข้าไปแ่ล้ว  พอจะปลูกพืช ก็ "ปลูกพืชอย่างเดียวตลอด ปลูกเืพื่อการค้า ปลูกมันอย่างเดียว"  ไม่เคยคิดจะปลูกพืชอย่างอื่นเสริมเข้าไปในสวนในไร่....กันบ้างเลย  

                  หน้าดินอ่ะ....เผามันเข้าไป

                  หญ้ารกเหรอ........... "ฉีดยาฆ่าหญ้า  ยาฆ่าวัชพืช  ไม่ก็ยาคุม"  ฉีดกันเข้าไป (น่าจะมียาคุมสติ..บ้างนะ)

                  ปุ๋ย ยา โฆษณามาเร๊อะ .......ใส่มันเข้าไป

                  แมลงบินมาเกาะใบ.......ตัวเดี๊ยะ  เห็นแล้วขวางหู ขวางตา  ฉีดยาพ่น.......กำจัดมันเข้าไป

ไม่ได้อ่านฉลากกำกับยา  หรือดูทิศทางลม...เร๊ย โดนเข้าไปเต็มๆ  "ไม่สบายเพราะสารสารพิษ....ที่ใช้ .....? 

                  เงินทองที่ได้มาจากการขายผลผลิต ก็ต้องเอามาจ่ายเป็นค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาล  

                 ท้ายสุดลูกหลานถ้าไม่ขายสวนลำไย แบ่งเงินแล้วหอบหนีไปแล้ว ก็อาจจะนำเงินที่เหลืออยู่           มาจ่ายเป็นค่าจัดงานศพของท่านเอง  ที่ต้องตายจากไปเพราะพิษสารเคมีตกค้าง  หรือไม่ก็คงตรอมใจตาย เพราะเป็นหนี้เป็นสิน.... ( ซาวน์เอฟเฟคขอเสียงประกอบหน่อย ..... เจ้าหน้าที่วัด.....กดเสียงกริ่งยาว...วงปี่พากย์นางหงส์...บรรเลง )

                  สถิติ ประชาชนซึ่งเป็นเกษตรกรของภาคตะวันออก่ของประเทศไทย  มีสารพิษตกค้างในเลือดสูงที่สุดในประเทศ

หุ... หุ...   มาเข้าเรื่องวันนี้.....ดีกว่าค่ะ


เมื่อเราปลุกลำไยมาระยะหนึ่ง เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าลำไยของเรา มีความเป็นปกติสุขดีอยู่ไหม...?

                  ลำไย พูดไม่ได้หรอก...นะคะ  แต่ เขาแสดงออกได้...ค่ะ   ด้วย ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ของเขา

เป็นสื่อเดียวที่ลำไย จะสามารถแสดงออกให้เราได้รับรู้ว่า   

                                                   " พี่..พี่.. สุดยอดเลย พี่เจ๋งมาก ดูแลผมได้ดีเยี่ยม"  

                                        ไม่ก็    " พี่...พี่... ดูแลตูบ้างดิ จะตาย...่า... อยู่แล้วนะ"   อิ..อิ...


ว่ากันตั้งแต่รากเลยละกัน....นะคะ

                รากลำไย ปกติจะอยู่บริเวณส่วนที่เป็นหน้าดิน  หมายความว่า ถ้าหน้าดินของคุณ ชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์  รากจะเดินอยู่บริเวณนี้  

                 แต่ถ้าน้ำเยอะัเกิน เยอะจนแฉะ รากก็จะลอยสูงขึ้นมาทางหน้าดิน เพื่อหาที่จะหาอากาศหายใจได้

                 ยิ่งถ้าให้น้ำ หรือมีน้ำขังนานเกิน ระวังจะเกิดภาวะธาตุเหล็กเป็นพิษ...นะคะ  ( อะไร..อ่ะ งง...???? )  

                 แต่ถ้าอากาศตามธรรมชาติมันแห้งแล้ง  ลำไยเขาจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยการแทงราก หยั่งลึกลงไปในดินด้านล่าง  ส่งผลให้ลำไยโตขึ้น...... ( อะไรกันอีกละเนี๊ยะ... งง อีกแหละ..??? )


นิสัยการเลือกวิธีการให้น้ำลำไย ของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันไป.....

คนให้น้ำในระบบน้ำหยด...ดีไหมนะ...?  :                                                                                                                      

                 คิดผิดอย่างแรง ถ้าเลือกวิธีนี้ในการปลูกลำไยในช่วงเริ่มแรก (ต้นอ่อน)   ลำไยมันก็เหมือนคนขี้เกียจ...นั้นแหละ  มันคิืดว่า "สบายตูล่ะ  จะหยั่งรากลึกไปทำไม  ไว้รากลอย รอคอยน้ำ ก็สบาย....แระ"   เขาจะไม่คิดทำมาหาน้ำ หรือหาแร่ธาตุอย่างอื่น...ร๊อก  

                 ผลที่พบเห็นได้คือ  ลำไยใบเชี๊ยว....เขียว  มองดูสวยเชียว   แต่ว่า  "มันไม่ยอมโต"....อ่ะดิ  โต.... ช๊า... ช้า  โตแบบ คนปลูกหงุดหงิด ใจจะขาดรอนๆ ทำไมมันโตช้าจริง อุตสาห์มีระบบน้ำหยดแล้วนะ


คนให้น้ำในระบบสปริงเกอร์ หมุนรอบทรงพุ่ม..ดีไหมนะ...?  : ขอสนับสนุนวิธีนี้...ค่ะ  ส่วนมาใช้วิธีนี้กันเยอะเลย

                 ธรรมชาติของต้นไม้  เมื่อรากหยั่งลึก ต้นไม้จะยืดตัวสูงขึ้น  เมื่อรากแผ่กว้างไปตามผิวดิน กิ่งก้านจะแผ่ออกไปด้านข้างทุกทิศทางที่มีแดดส่อง

                 ใบลำใยรอบๆ ทรงพุ่มจะค่อยรับน้ำฝน และรวมน้ำให้หยดรอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้พื้นดินบริเวณรอบทรงพุ่มมีความชุ่มชื้น  ปูทางให้รากฝอยแผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทางอีก  

ผลที่ได้คือ ต้นไม้สูงขึ้น ทรงพุ่มมีขนาดกว้างขึ้น  ถือว่า ต้นลำไยต้นนั้น "ปกติสุขดี" ...ค่ะ


คนให้น้ำระบบแรงดันสูงปริงเกอร์ หัวเหล็กแบบหมุน ยิงน้ำเป็นละอองฝน...แบบว่ารวยอ่ะ...ดีไหม...? :         ดูเหมือนจะดีนะคะ แต่ว่า.. เปลืองน้ำ  เปลืองไฟ

                  รวยก็ทำไปเถอะ...........  ถ้ามีน้ำตลอดปี แบบว่า สวนอยู่ติดแม่น้ำ สูบเท่าไร น้ำก็ไม่หมด ใช้วิธีนี้ไปเถอะ

แต่เวลาจะเอารถเข้าไปใส่ปุ๋ย พ่นยา หรือเดินทำงาน ลำบากเหลือแสน.....เลยล่ะ  บอกไว้ก่อน    ยิ่งถ้าใช้วิธีนี้กับต้นลำไย เล็กๆ  เม็ดฝนเหล่านั้น จะทำให้ลำไยรู้สึกเหมือน "โดนกระสุ่นยิงกระหน่ำ

                  ใบลำไยแก่รับแรงปะทะน้ำได้สูงอยู่แล้ว  แต่ไบละอ่อนๆ โอกาศก้านใบหักมีสูงมากค่ะ  ถ้าลำไยมีปาก มันคงจะตะโกนว่า  ่"ช่วยด้วย ช่วยนู่ด้วย.......รับ....มะด้าย"    ผลที่ได้ : ใบอ่อนช้ำ หัก ขาด หรือทะลุ  การพัฒนาของใบจะ...ช้าลง

                   วิธีให้น้ำแบบนี้  เจ้าของสวนที่รวยๆ ทั้งหลาย เก็บเอาไว้ใช้กับลำไยของท่าน  ตอนต้นลำไยโตในช่วงระดับกลางเถอะค่ะ แต่ก็ไม่สนับสนุนสำหรับเจ้าของสวนที่ยังต้องกู้เงินเขามาทำสวน....นะคะ


อากาศแห้ง น้ำน้อย ทำไง....อ่ะ...?

                   ถ้าปลูกลำไยใหม่ ไม่ว่าจะเอากิ่งใหญ่ หรือกิ่งเล็กมาปลูกก็ตาม  :  วิธีให้น้ำที่ควรทำอย่างยิ่ง  คือ เมื่อรดน้ำให้ต้นลำไยแล้ว ให้หาฟางข้าว (ซึ่งเดี๊ยวนี้หาย๊าก...ยาก  และขายแพงอีกนะ)ให้เอาฟางข้าวมาคลุมดินรอบๆ ลำต้น และทรงพุ่ม เพื่อรักษาความชื้น  ครั้งต่อไปรดน้ำก็รดไปได้เลย ไม่ต้องโกยเศษฟางออก....นะคะ

                   เราสามารถใช้เศษหญ้า  เศษใบไม้  เอามาคลุมแทนฟางข้าว...ได้ค่ะ หาตัดๆ เอาแถวๆ นั้นแหละ เชื้อว่าคงจะมีเยอะุ ใช้ได้เหมือนกัน

แต่ถ้าน้ำน้อยมากๆ แนะนำว่า อย่าปลูกลำไย....เลยค่ะ ทำไม่สำเร็จหรอก


น้ำแถวสวนพอจะมีอยู่ ถ้ามีฝนตกลงมา   แต่....ปีนี้ ฝนแล้ง จะให้ทำชาวสวนทำอย่างไรดี...ล่ะ....?

                   อืมส์.... คงต้องหาถังน้ำ 200 ลิตร หรือถังน้ำ 1000 ลิตรมาใช้แล้วล่ะ  เอารถไปบรรทุกน้ำมาตักเทราด  หรือไม่ถ้ารวยหน่อย  ก็หาซื้อเครื่องพ่นยา มาดูดน้ำในถังเหล่านั้นแล้วลากสายให้น้ำไปที่โคนต้นลำไย และยังสามารถใช้ฉีดพ่นเป็นละอองฝนให้กับลำไย ก็ได้...ค่ะ


ปลูกมาตั้งหลายอาทิตย์แล้ว ทำไมมันยังนิ่งๆ อยู่ล่ะ ไม่เห็นแตกใบใหม่เลย....?

                   ในการปลูกลำไยตั้งแต่ยังมีขนาดต้นเล็ก...ในครั้งแรก หลังจากเตรียมหลุมปลูกดีแล้ว  ต้องระมัดระวัง ในการแกะถุงเพาะชำ...นะคะ เพราะส่วนใหญ่ ไม่เคยปลูก....รากจะขาด  

สิ่งที่พบเห็นคือ : ลำไยจะไม่ตายค่ะ ใบเขียว.. สวย  แต่ว่า มันไม่ยอมแตกใบใหม่ และไม่ยอมโตเพิ่มขึ้นอีก...นะสิ

นี่ยังไม่ได้พูดถึงการให้ปุ๋ย หรือให้น้ำหมักชีวภาพ นะคะ  ไว้บทอื่นๆ ค่อยว่ากัน


ต้นนิ่งทรง ไม่โต บางที ก็ไม่มาจาก .. รากขาด เพียงอย่างเดียว...นะคะ  อาจจะเกิด รากเน่า...  หรือ ท่อน้ำเลี้ยง ในส่วนของลำต้น เกิดการอุดตัน ....ฉีกขาด  หรือมีวัตถุมากระทบ หรือ....แมลงกัดทำลาย....ได้ค่ะ  แต่สุดท้ายอาการเหมือนกัน คือต้นลำไยจะ ....ยืนนิ่ง ....ไม่ตาย แต่.....ไม่ยอมโต หรือไม่มีการพัฒนาการด้านการแตกใบอ่อนชุดใหม่..ค่ะ


ถ้าเกิดจากสาเหตุอาการรากเน่า เป็นไปได้สูงที่เกิดจากการที่รากมีบาดแผล ซึ่งอาจเกิดขึ้น...ในช่วงขณะปลูก หรือมีแมลงศัตรูพืชเข้ากัด ทำลาย ต้องแยกสาเหตุ ก่อนนะคะ จะได้แก้ไขถูก...ค่ะ

ถ้าต้นลำไยนั้น เราเพิ่งจะปลูกได้ไม่นาน ก็รีบๆ .....ถอนทิ้งไปเถอะ  แล้วหามาปลูกใหม่ดีกว่าค่ะ

แต่ถ้าต้นมันโตแล้ว ก็คงต้องหาทางรักษากันไปก่อน แต่ถ้ารากขาดแล้ว ยากค่ะที่จะรักษาเอาไว้ได้ค่ะ ยกเว้น.... รากขาดเพียงบางส่วน อย่างนี้เก็บไว้เถอะ เดี๊ยวเขาพัฒนาขึ้นมาใหม่ได้เอง อย่าตัด .....เสียดาย  


ปกติใบลำไยไม่ค่อยร่วงง่ายๆ หรอกนะคะแต่ถ้าใบลำไยร่วง เพราะต้นมันจะตั้งใจจะสลัดใบแก่ทิ้งเอง  หลังจากยอดของกิ่งนั้นๆ  เกิดใบชุดใหม่ขึ้นค่ะ  และใบชุดใหม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายอาหารจากใบเก่ามาหมดแล้ว  ใบเก่าจะเริ่มซีดเหลือง และหลุดร่วงไปในที่สุด  ช่วงนี้ชาวสวนมือใหม่ไม่รู้ ต๊กอก...ต๊กใจ... กัน เพราะก่อนมันหลุดร่วง มันจะเกร็ง เหลือง เหมือนใบลำไยติดโรคเลย...ค่ะ


แต่ถ้ารากขาดเพียงบางส่วน : อาการของต้นลำไยที่แสดงออก  คือ  การเจริญเติบโต หรือการพัฒนาของใบใหม่ จะมีเกิดขึ้นเพียงด้านเดียวค่ะ  คือด้านที่มีที่รากเป็นปกติส่วนอีกด้านมองดูก็เขียวดี แต่มันไม่ยอมสร้างยอดใหม่เลย


ส่วนบริเวณที่รากขาดแบบปัจจุบันทันด่วน : ใบจะเริ่มหงอย  ทิ้งตัว  ห้อยแบบว่า...หมดอาลัย ตายอยากในชีวิต ต่อมาก็จะเหี่ยว แล้วก็แห้งไปในที่สุด  แต่มันใบลำไยจะไม่ยอมร่วง...นะคะ  มันจะแห้งตายซากอยู่เหมือนจะประชด ประชันเราที่ไม่ค่อยจะสนใจดูแลเขา....ซะอย่างนั้นแหละ  รอจนกว่าเราไปตัดทิ้ง....อ่ะค่ะ


ปุ๋ยก็ใส่ ทั้ง  N  P  และ K  น้ำก็รด ให้จนน้ำชุ่มฉ่ำจนเอ่อล้นเลย ทำไมใบมันมีแต่สีเหลือง จุดสีน้ำตาล ดูซีดเซียวเหมือนไม่ได้รับปุ๋ยเลยล่ะ....?

                  หุ...หุ... แบบนี้พบเห็นเยอะค่ะ   อย่างนี้เขาเรียกว่าเกิดอาการ  ธาตุเหล็กเป็นพิษ (เดี๋ยวเรามาว่าในรายละเอียดกัน ซึ่งอยู่ตอนท้ายๆ ของบทความนี้...ค่ะ )  อาการที่พบเห็นแสดงออกเหมือนกับต้นลำไยที่ขาดธาตุอาหารหลัก ( N P และ K ) 


การสังเกตุลำไยที่ขาดธาตุอาหาร :

                 เรื่องธาตุอาหารนี่ ชาวบ้านชอบเรียกว่า "ขาดปุ๋ย"  แบบว่า อะไรๆ ก็เรียก "ปุ๋ย" ไปซะหมด  แม้กระทั้ง สารโปแตสเซียมคลอเรต  ( Potassium Chlorate)  ชาวบ้านก็ยังเรียกว่า "ปุ๋ย" ....เลย  

                 พอคิดว่าเป็นปุ๋ย ก็เลยใส่ หรือพ่นกันหนักมือ   ท้ายที่สุด รากฝอยตายหมด บางทีใส่กันหนักมือแล้ว ยังใส่ หรือพ่นเข้าไปในทรงพุ่มซะลึกเกิน พาให้....รากแขนงตายตาม   เคยให้บางคนใส่สารฯ นี้รอบโคนต้นเ่ลยก็มี   ลำไยมีแต่....ตายๆๆๆๆๆ......สถานเดียว


มาทำความเข้าใจกันก่อน  ในเรื่องธาตุอาหารพืช กันก่อน.....????

ธาตุอาหารพืช : หมายถึง ธาตุที่จำเป็นสำหรับพืช หรือต้นไม้ เพื่อใช้ในการสร้างความเจริญเติบโต และการพัฒนาการของต้นไม้ ธาตุอาหารบางตัวถูกนำไปใช้เป็นหลักในการสร้างความเจริญเติบโต  หมายถึง ต้นไม้ดูดซึมแล้ว นำไปเพื่อสร้างเซลสำหรับการสร้างราก ลำต้น ใบ โดยเฉพาะ เช่น  ธาตุ N ไนโตรเจน เป็นต้น ฯลฯ  

                 ธาตุอาหารบางตัว ต้องการธาตุอาหารอีกตัวไปใช้ เพื่อไปกระตุ้น หรือก่อให้เกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนสภาพให้เป็นโมเลกุลใหม่ หรือใช้เพื่อการเคลื่อนย้ายโมเลกุลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ฯลฯ

                ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่ของธาตุอาหารก่อนพืช  ทั้ง 13 ตัว ดังต่อไปนี้

หมวดหมู่ธาตุอาหารพืช.....?????

การจัดหมวดหมู่ของธาตุอาหารพืช :                                                                                                                      

               (1) ธาตุอาหารหลัก (Macronutrient elements)  : เป็นธาตุที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่มากกว่าธาตุประเภทอื่นๆ เพื่อใช้สำหรับกระบวนการสร้างโครงสร้างหลักของราก ลำต้น ใบ ดอก และผล  (แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมด้วยนะคะ ไม่ใช้ ใส่กันเป็นกระสอบๆ  จนมากเกิน ต้นไม้ก็ตายสนิท)

                           ธาตุอาหารชั้นที่1 (Primary element) : ได้แก่ธาตุ  N (ไนโตรเจน)   P (ฟอสฟอรัส)  และ  K (โปตัสเซียม)   ทั้ง 3 ชนิดนี้ ชาวบ้านชอบเรียกธาตุนี้ว่า "ธาตุปุ๋ย" (Fertilizer element)

                           ธาตุอาหารชั้นที่2 (Secondary element) :  ได้แก่ธาตุ  Ca (แคลเซียม)   Mg (แมกนิเซียม)  และ  S  (กำมะถัน)

                   แคลเซียม Ca และ แมกนิเซียม Mg นั้น  โดยธรรมชาติดินมักจะมีธาตุ 2 ตัวนี้ แต่ถ้าหากพืชแสดงอาการขาด ก็สามารถแก้ไขด้วยการใส่ปูนลงในดิน  เราจึงมักเรียกธาตุทั้งสองชนิดนี้ว่า " ธาตุปูน " ( Lime element ) 
                   สำหรับ กำมะถัน S  นั้น ในดินบางแห่งอาจจะมีน้อย แต่ถ้าหากได้เคยใส่ปุ๋ยเช่น แอมโมเนียม ซัลเฟต หรือ ซูเปอร์ฟอสเฟต ก็จะได้ธาตุกำมะถัน เหมือนกัน  นอกจากนี้ในอากาศยังมีกำมะถันในรูปของ SO2 อยู่บ้างเล็กน้อย  ซึ่งมักจะละลายมากับน้ำฝน ถือเป็นเป็นการเพิ่มปริมาณกำมะถันให้แก่ดินได้เช่นเดียวกัน                                         

               (2) ธาตุอาหารรอง (Micronutrient element) เป็นธาตุที่พืชต้องใช้น้อยการธาตุอาหารหลัก แต่ถ้าพูดถึงความสำคัญ ถือได้ว่าสำคัญเท่าเทียมกับธาตุอาหารหลัก  กล่าวคือ  พืชจะขาดธาตุกลุ่มนี้....ไม่ได้  ถ้าขาดพืชจะแสดงอาการผิดปกติ เช่นเดียวกับการขาดธาตุหลักได้แก่  Cl (คลอรีน)   Mo (โมลิลดินั่ม)   Zn (สังกะสี)    Cu (ทองแดง)   B (โบรอน)   Mn (แมงกานิส)   และ Fe (เหล็ก)

               ว่าไปในดินจะมีธาตุอาหารเหล่านี้อยู่จำนวนนอย ยกเว้นธาตุเหล็ก  เพียงแต่ว่าพืชใช้น้อย เลยไม่ค่อยมีปัญหา อีกประการหนึ่ง เวลาเราใส่ปุ๋ย สารพัด ยี่ห้อลงไปในดิน บางทีบริษัทปุ๋ยเขาก็เติมธาตุอาหารรองเหล่านี้ ไว้เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเสมอ   แต่ปัญหาที่ เรามักจะพบคือ  พืชมักได้รับมากเกินไปจนเกิดอาการเป็นพิษ (toxicity)


ยกตัวอย่างธาตุเหล็ก  หากมีมากเกินไปในดิน พืชก็จะได้รับธาตุ เหล็กมากเกินจนเกิดเหล็กเป็นพิษได้

ความเป็นพิษของเหล็ก  เป็นสาเหตุให้พืชไม่สามารถดูดธาตุฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียมได้  เพราะในสารละลายดินที่มีความเข้มข้นของเหล็กสูง ท ำให้การเจริญของรากเป็นไปอย่างจำกัด ผิวรากของพืชจะถูกเคลือบด้วยออกไซด์ของ Fe2+ทำให้ประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารพืชลดลงนั้นเอง...ค่ะ


สาเหตุของการเกิดธาตุเหล็กเป็นพิษ

           1. ดินที่ปลูกพืช เกิดปฏิกริยาเมื่อได้รับน้ำ  ซึ่งจะทำให้มีสภาพเป็นกรด  ซึ่งโดยปกติเมื่อพืชได้รับความชื้นจากน้ำที่ให้กับพืช  ซึ่งบางครั้งมากจนถึงระดับน้ำท่วมขัง  ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในดินจะเปลี่ยนมาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์  (Fe2+) มากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อพืช  แต่เมื่อความเข้มข้นมากไปจนถึงระดับเกินกว่า 300 มิลิกรัม Fe ต่อลิตร  จะเริ่มเกิดสภาวะที่เป็นกรดสูง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพื่ช

           2. ดินมีปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชมีปริมาณต่ำ

           3. ในดินมีการสะสมของสารที่ยับยั้งการหายใจของราก เช่น H2S (แก๊สไข่เน่า (Hydrogen sulfide)**, FeS ( เหล็ก (Fe) ซัลเฟอร์ (S), แ่ละกรดอินทรีย์  อยู่ในปริมาณสูง เมื่อขาดออกซิเจนทำให้เหล็กในดินเปลี่ยนรูป และจับอยู่ตามผิวราก

           4. การใส่วัสดุอินทรีย์ที่ไม่ผ่านการหมัก ทำให้เกิดกรดอินทรีย์ในดิน และไปยับยั้งการหายใจของราก

สภาวะของดินที่เกิดอาการธาตุเหล็กเป็นพิษ

          1. ดินมีน้ำท่วมขังนาน  หรือดินนั้นอยู่ในบริเวณที่มีการระบายน้ำไม่ดีพอ  

          2. มี CEC ต่ำ (การแลกเปลี่ยนประจุบวกในดิน) 

          3. ธาตุอาหารพืชน้อย 

          4. ความเป็นกรดด่างของดินอยู่ระหว่า 4 - 7 


การป้องกันและแก้ไขเหล็กเป็นพิษดังนี้

          1. ให้ใส่ปุ๋ย  N  P และ  K  ให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช  

          2. ถ้าดินเป็นกรดควรจะใส่ปูนด้วย  ไม่ควรใส่วัสดุอินทรีย์มากจนเกินไปในดินที่มีปัญหาเหล็กเป็นพิษ  

          3. ควรใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งมีความเป็นกรดน้อยกว่า  แทนการใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ซึ่งมีความเป็นกรดมากกว่า

          4. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรไถพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจน และเปลี่ยน Fe2+ ให้อยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์   ทำให้ลดการสะสมของ Fe2+ ในการทำผลผลิตในครั้งต่อไป

          5. ในที่ดินแปลงที่ได้รับผลกระทบจากธาตุเหล็กเป็นพิษแล้ว  ให้ใส่โพแทซ  ฟอสเฟต และแมกนีเซียม เพิ่มเติม โดยใส่ MnO2 (แมงกานิสไดออกไซด์) ในอัตรา 15-30 กิโลกรัม/ไร่   เพื่อลดการเปลี่ยนรูปของเหล็กจากรูป  Fe3+  เป็น Fe2+


ภาพตัวอย่างของพืช ( ต้นข้าว ที่อยู่ในสภาวะน้ำท่วมขังดิน จนเกิดสภาวะเหล็กเป็นพิษ 

รากไม่สามารถดูดซืม ธาตุหลัก N P และ K  เพื่อมาใช้ได้ )

เริ่มเกิดจุดสีน้ำตาลเล็กๆ บริเวณปลายใบ แล้วลามสู่ส่วนอื่นของใบ

จะเกิดอาการที่ใบด้านนอกก่อน


อาการเหล็กเป็นพิษในข้าว

เหล็กเป็นพิษทำให้มีสภาพการขาดโพแทสเซียม จะทำให้ใบจะมีสีน้ำตาลส้ม

ที่มาของภาพ   ธาตุเหล็กเป็นพิษ  Dobermann and Fairhurst (2000)

แล้วจะดูอย่างไรละ ว่าพืชขาดธาตุอาหารประเภทใดบ้าง...? 

               เราสามารถประเมินการขาดธาตุอาหารของพืชได้ จากการสังเกต ราก ลำต้น และใบ....ค่ะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ใบ


การขาดธาตุอาหาร : สภาพที่ปรากฎ

               ถ้าขาด  N  (ไนโตรเจน) : ราก และลำต้นของพืช  จะแคระแกร็น ใบเหลืองซีด หลุดร่วงง่าย  แตกกิ่งน้อย  ถ้าขาด มาก จะเหลืองซีดทั้งต้น และถึงตายได้....ค่ะ


               ถ้าขาด  P  (ฟอสฟอรัส) : รากน้อย  ลำต้นแคระแกร็น ใบเล็ก ใบเหลือง ลำต้นเล็กลง ใบเริ่มมีสีม่วงโดยจะเริ่มจากส่วนล่างของแผ่นใบ  ติดดอกให้ผลน้อย 


                ถ้าขาด K  (โปแตสเซียม) : ปลายใบแก่จะไหม้ แผ่นใบจะโค้ง หรือม้วนจากปลายใบ  ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดง หรือเหลืองระหว่างเส้นใบ  คุณภาพของดอก และผลจะลดลง


                ถ้าขาด Ca (แคลเซียม) : ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบไม่เรียบ ขอบใบม้วนลง ใบขาด และแห้ง ยอดอ่อนตาย


               ถ้าขาด Mg (แมกนิเซี่ยม) : ใบแก่จะเหลืองซีด  ระหว่างเส้นใบมีสีขาว หรือเหลือง  ใบร่วงเร็ว  การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณการติดดอก และผลจะลดลง


               ถ้าขาด S (กำมะถัน) : ใบยอดจะมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว


              ถ้าขาด Cl (คลอรีน) : ใบจะเหี่ยวง่าย  เหลืองด่าง โดยปกติพืชจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคลอรีน เพราะมีเีพียงพออยู่แล้ว


              ถ้าขาด Mo (โมลิบดินั่น) :  ขอบใบจะโค้ง งอหงิก มีจุดสีเหลืองด่างตามขอบใบ


              ถ้าขาด Zn (สังกะสี) : ใบอ่อนจะมีสีเหลืองซีด และแผ่นใบจะมีสีขาวประปราย ใบพืชจะไม่สามารถทนต่อสภาวะอากาศที่แดดร้อนจัด  หรืออากาศหนาวจัดได้


               ถ้าขาด Cu (ทองแดง) : ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาใบจะกลายเป็นสีดำ ยอดอ่อนจะชะงักการเจริญเติบโต  และตายง่าย


               ถ้าขาด B (โบรอน) :  ส่วนยอดมีสีเหลือง และแห้งตาย  ใบ และลำต้นบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัว เปราะ และแตกหักง่าย


               ถ้าขาด Mn (แมงกานีส) : ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียว หรือมีจุดสีขาวเหลือง และแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว พืชไม่ออกดอกผล


               ถ้าขาด Fe (เหล็ก) : ยอดอ่อนจะมีสีเหลืองซีด จนกลายเป็นสีขาว และแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว

การดูแลสวนลำไยที่ดีที่สุดคือ : คือการหมั่นออกไปตรวจดูสภาพดิน ความชื้น ลำต้น กิ่งก้าน ดอกผล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใบของต้นลำไย  

              ไปสวนลำไยบ่อยๆ ....นะคะ    ไปมันทุกวันถ้าไปได้ 

               อ้อ...!  ไปแล้ว หัดเดินดูใบลำไย...บ้างนะคะ  ดูมันทุกต้นแหละ 

               และประเิมินสภาพลำไยของเราว่า ช่วงนี้....."เขากำลังบอกอะไรเราอยู่"

                (น้อง) ลำไย......"คิดถึ๊ง......คิดถึง"


สปอนเซอร์บทความ : 

          บริษัท ปุ๋ยตราเงาเจ้าของสวน จำกัด

                     " ใช้ดี......ถ้าเดินทน    ใช้ได้ผล.....ถ้าใส่ใจ   

                        ใช้แล้ว...มีกำไร       ใช้ต่อไป...จะไม่จน"

ใช้เวลาเขียนหลายวัน  เลยร่ายซะยาว....  ไม่รู้จะทนอ่านมาถึงตรงนี้หรือเปล่า......นะ.....???

ไว้จะนำภาพใบลำไยที่สวนของยุ้ยมาให้ดู  มีหมดแหละ...บรรดาต้นลำไยที่ขาดธาตุต่างๆ  ที่ได้กล่าวมา..ค่ะ

ปีใหม่ 2556 นี้  ยุ้ยคงกลับบ้าน ไปให้ธาตุอาหารในดิน ที่ขาดๆ เกินๆ ในสวนลำำไยที่บ้าน.....ล่ะค่ะ

แล้วสวนลำไยของ.....คุณล่ะ  ปีใหม่นี้จะให้อะไรกับเขาบ้าง

หมายเลขบันทึก: 512758เขียนเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 09:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 พฤษภาคม 2014 15:16 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (8)

ชอบมากเลยนะคะ ได้ความรู้ดี พี่พึ่งจะไปซื้อที่ดินแถวเลาขวัญ กาญ เห็นเค้าจะปลูกต้นลำไยให้ เลยมาหาข้อมูลนะคะ แล้วมีต้นไม้อื่นที่เขียนแนะนำอีกมั้ยคะ

ถนัดการปลูก และดูแลลำไยมากกว่า....ค่ะ

พึ่งมาอ่านเจอ อิอิิิิิได้ความรู้ไปพอประมาณ

ผมตามอ่านหลายๆบทความ ได้ึวามรู้เยอะครับ ปีนี้ทำลำไยนอกฤดูครั้งแรกในชีวิต ณ.ตอนนี้เริ่มเป็นเม็ดเท่าถัวเขียวละครับ ก็ได้ความรู้จากที่นี้แหละ ต้องขอบคุณจิงๆ ..หลังจากนี้กำลังหาข้อมูลการใส่ปุ๋ยบำรุงผล ...คุณยุ้ย มีอะไรแนะนำบ้างครับ

่ขอบคุณทุกๆ ท่านค่ะ ที่แวะมาอ่าน

ทำลำไยปีแรก จะกังวลใจค่ะ ว่าจะได้ หรือไม่ได้ แต่ต้องระวังเรื่องการซื้อขายค่ะ เพราะพวกผู้รับซื้อ มักจะโกงเรา หากมีเพื่อนชาวสวนที่มีประสบการณ์การขายลำไยมาก่อน ตามมาเป็นเพื่อนช่วยควบคุมการซื้อขายจะดีมากค่ะ เสียค่าเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ ดีกว่าเสียโง่ผู้รับซื้อ และจะช่วยเรื่องการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบได้...ค่ะ

จะไปปลูกอยู่พอดีเลยครับ เลยศึกาษไว้ก่อนหน่ะครับ แต่ที่ดิน ที่ผมจะปลูกมันเป็นดินโปร่งหมดทั้ง22ไร่เลย มีวิธีไหนที่จะแก้ไขปัญหาแบบนี้ได้มั้งมั้ยครับ? แล้วควรจะปลูกลำไยพันธ์อะไรดี?

มานพ / เกษตรมือใหม่

ผมพึ่ง หัดปลูกลำใยเหมือนกันครับ 2557 ได้เขามาอ่านเรื่องลำใย ของ น้องยุ้ย... ชื่อน่ารักด้วย 5555 ชื่นชมน้องครับ ดีๆๆๆ แชร์ ให้กับ คนรากหญ้า จะได้ลืมตาอ้างปากได้ ครับผม

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี