โครงการธรรมศึกษาวิจัย 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา ปรัชญาตะวันออกช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อจะให้ ปรัชญาตะวันออกเป็นที่เข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

ปรัชญาตะวันออก

ปรัชญาตะวันออก หมายถึง แนวความคิต หลักการและความรู้ต่าง ๆ ทางปรัชญาที่เกิดขึ้นในซีกโลกตะวันออกทั้งหมด ซึ่งนักปราชญ์ในซีกโลกตะวันออก ก่อตั้งขึ้น ก่อกำเนิดขึ้น และระบบปรัชญาตะวันออกนี้แบ่วออกเป็น ๒ สายด้วยกัน คือ

๑.ปรัชญาอินเดีย

๒.ปรัชญาจีน

ในที่นี้จะข้อกล่าวถึงเฉพาะปรัชญาอินเดียเท่านั้น ซึ่งมีอิทธิพลมาก และขยายไปทั่วดินแดนของงซีกโลกตะวันออกทั้งหมด

ปรัชญาอินเดีย

ปรัชญาอินเดีย หมายถึงปรัชญาทุกสำนัก ทุกระบบที่เกิดขึ้น เจริญขึ้นในอินเดียทั้งหมด ซึ่งมีศาสดาชาวอินเดีย เช่น ฮินดู อันได้แก่ ปรัชญาอินเดียยุคพระเวท ปรัชญายุคอุปนัษัท ปรัชญาภควัทคีตา ฯลฯ ปรัชญาพุทธ ปรัชญาจารวาก ปรัชญาเชน เป็นต้น

การแบ่งยุคของปรัชญาอินเดีย

ปรัชญาอินเดียแบ่งออกเป็น ๓ ยุค ด้วยกันคือ

. ยุคพระเวท (dic period) เริ่มตั้งแต่มีการเกิดมีพระเวทขึ้นตามประวัติระบบแห่งแนวความคิตของอินเดีย กำเนิดขึ้นช่วงระยะเวลาระหว่าง ๑,๐๐๐ ปี ถึง ๑๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล

. ยุคมหากาพย์ (epic period) ยุคนี้มีคัม๓ร์ที่สำคัญคือ ๑.รามายนะ ๒.มหาภารตะ กำเนิดขึ้นช่วงระยะเวลาระหว่าง ๑๐๐ ปีก่อนพุทธกาล ถึง พ.ศ. ๗๐๐ (ยุคนี้ศาสนาพุทธกันศาสนาเชนเจริญรุ่งเรืองเป็นคู่แข่งของศาสนาพราหมณ์)

. ยุคระบบทั้ง ๖ (period of the six systems) กำเนิดปรัชญาขึ้นทั้ง ๖ ระบบแห่ง ปรัชญาฮินดู คือ

ปรัชญานยายะ

ปรัชญาไวเศษิกะ

ปรัชญาสางขยะ

ปรัชญาโยคะ

ปรัชญาปูรวมีมามสา

ปรัชญาเวทานตะ

ดังนั้นปรัชญาทั้ง ๖ ระบบนี้ได้กำเนิดขึ้นช่วงระยะเวลาระหว่าง พ.ศ. ๗๐๐ ปีลงมา ยุคนี้เป็นยุคที่ศาสนาพราหมณ์ได้เกิดการวิวัฒนาการเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งมาเป็นศาสนาฮินดูในปัจจุบัน และปรัชญาอินเดียได้แบ่งเป็น ๒ สายใหญ่ๆ ด้วยกันตามความเชื่อถือ คือ

๑. ปรัชญาอินเดียสายอาสติก

๒. ปรัชญาอินเดียสายนาสติก

ปรัชญาอินเดียสายอาสติก

หมายถึงระบบปรัชญาที่ยอมรับนับถือความมีอยู่ของพระเจ้าว่า พระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด และความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวท อันเป็นระบบปรัชญาของพราหมณ์และฮินดูทั้งหมด ได้แก่

ปรัชญาอินเดียยุคพระเวท

ปรัชญาอุปนิษัท

ปรัชญาภควัตคีตา

ปรัชญาระบบทั้ง ๖ คือ ๑.ปรัชญานยายะ ๒.ปรัชญาไวเศษิกะ ๓.ปรัชญาสางขยะ ๔.ปรัชญาโยคะ ๕.ปรัชญาปูรวมีมามสา ๖.ปรัชญาเวทานตะ

ปรัชญาอินเดียสายสติก หมายถึงระบบปรัชญาที่ปฏิเสธพระเจ้า ปฏิเสธความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวท มี ๓ ระบบคือ

ปรัชญาจารวาก

ปรัชญาเชน

ปรัชญาพุทธ

ปรัชญาเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากคัมภีร์พระเวท กล่าวคือมีความเชื่อถือในพระเจ้า ความศักดิ์สิทธิ์ ถือได้ว่าได้รับอิทธิพลมาโดยตรง จากคัมภีร์พระเวท อันได้แก่ปรัชญาอินเดียสายอาสติก ส่วนปรัชญาสายนาสติก เป็นระบบที่ปฏิเสธไม่ยอมเชื่อถือใในเรื่องพระเจ้า คือได้รับอิทธิพลมาโดยทางอ้อมปรัชญาอินเดียสายอาสติก แบ่งได้ดังนี้ คือ

. ปรัชญาอินเดียยุคพระเวท

กำเนิดขึ้นในช่วงระหว่าง ๑,๐๐๐ ปี ถึง ๑๐๐ ปีก่อนพุทธกาล คนอินเดียโบราณให้การเคาารพนับถือ และบูชาโลกธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ รวมทั้งต้นไม้ ภูเขา แนวความคิตและความเชื่อถือมีลักษณะเป็น วิญญาณนิยม (aminism) ว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตย์อยู่ในสิ่งที่ตนเองนับถือ และสามารถให้คุณและโทษแก่มนุษย์ จึงมีการบวงสรวงเพื่อให้วิญญาณที่สิงสถิตย์นั้นเกิดความพอใจ จะได้ไม่บันดาลสิ่งที่เป็นโทษให้เกิดกับตน เมมื่อกาลเวลาผ่านไปวิญญาณก์ได้รับการยกย่องขึ้นให้เป็นเทพเจ้า และกาารให้การบูชาโดยการเซ่นไหว้ด้วย เนื้อสัตว์ ขนม เนย ด้วยการโยนสิ่งเหล่านี้ลงกองไฟ ก็เป็นการแสดงความเคารพนับถือขณะเดียวกันก็เป็นสาส์นใช้ในการติดต่อเทพพระเจ้าที่ตนนับถืออีกด้วย

คัมภีร์พระเวทนั้นเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด ลักษณะเดิมเป็นคัมภีร์ที่ได้รับฟังสืบต่อ ๆ กันมา และถายทอดให้แก่ศิษย์โดยการเล่าและจดจำกันมา โดยพวกพราหมณ์ถือว่าพระเวทนั้นเป็นการได้รับฟังจากพระพรหม พระพรหมเป็นผู้ประทานโดยการผ่านทางพวกพราหมณ แบ่งออกเป็น ๔ อย่างคือ

. ฤคเวท มีลักษณะเป็นคำฉันท์ เป็นบทร้อยกรอง ใช้สำหรับสวดสรรเสริญเทพเจ้า

. ยชุรเวท มีลักษณะเป็นร้อยแก้ว ว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชาายัญ เซ่นสรวงต่าง ๆ

. สามเวทมีลักษณะเป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดขับกล่อมเทพเจ้า และใช้สวดในพิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์

. อถรรพเวทเป็นที่รวบรวมเวทมนต์คาถาอาคมต่าง ๆ สำหรับใช้ร่ายแก้เสนียดจัญไร นำสวัสดิมงคลมาสู่ตน และเพื่อใช้ทำลายหรือให้เกิดผลร้ายแก่ศัตรู

. ปรัชญาอุปนิษัท

มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า เวทานตะ โดยมีความหมายว่า การนั่งใกล้อาจารย์ของผู้เป็นศิษย์ เพื่อรับคำสอนอย่างตั้งอกตั้งใจเกี่ยวกับเรื่องความจริง หรือสัจธรรมที่จะบรรเทาความสงสัยและทำลายอวิชชาของผู้เป็นศิษย์ให้หมดไป การกำเนิดของอุปนิษัทนี้เกิดขึ้นประมาณ ๑๐๐ ปีก่อนพุทธกาลแลละสิ้นสุดลงในราว พ.ศ. ๗๐๐ มีแนวความคิดแบบเอกเทวนิยมเป็นการยกย่องเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งงเพียงองค์เดียวคือ พระพรหม

คัมภีร์อุปนิษัทกล่าวว่า ความรู้ที่แท้จริงคือความรู้ที่เกี่ยวกับอาตมัน หรือพรหมัน เพราะทำให้บุคคลหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ โดยแบ่งระดับความรู้เป็น ๒ ชนิดคือ

๑. ควาามรู้อย่างต่ำ (อปรวิทยา) ได้แก่ความรู้ที่ได้จาก ฤคเวท  สามเวท อถรรพเวท พิธีกรรม การเรียน ฯลฯ

๒. ความรู้อย่างสูง (ปรวิทยา) ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับพรหมัน อันเป็นอมตะ

. ปรัชญาภควัทคีตา

เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากมหากาพย์ มหาภารตะ เป็นคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดและมีอิทธิพลแก่ชาวอินเดียมากที่สุด เกิดขึ้นประมาณ ๒๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นคัมภีร์ปรัชญาที่เน้นเรื่องกรรม ชาวฮินดูถือว่าคัมภีร์นี้คือคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง ไม่ใช่คำสอนที่มนุษย์แต่งขึ้น เป้นปรัชญาที่ประสานความรู้ กรรมและความภักดีเข้าด้วยกัน โดยกล่าวว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยสติปัญญา เจตจำนงและอารมณ์ สติปัญญาก่อให้เกิดความรู้ เจตจำนงก่อให้เกิดกรรม และอารมณ์ก่อให้เกิดความภักดี

ภควัทคีตาอธิบายว่า อาตมัน (ตัวตน) เป็นสิ่งที่ยืนยง เที่ยงแท้ ไม่มีอะไรทำลายได้ ไม่มีการเกิด ไม่มีการแตกดับ ดำรงอยู่ตลอดไป ไม่เคลื่อนไหว ไม่เสื่อมสลายเป็นสิ่งดั่งเดิม สิ่งที่ทำลายได้คือร่างกาย การเคลื่อนจากร่างเก่าที่แตกดับแล้วไปสู่ร่างใหม่ของอาตมัน เป็นเสมือนเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ คือร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ แต่อาตมันไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเมื่อคนเราแจ้งในสภาวะที่แท้จริงของพรหมัน ประจักษ์ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างชีวาตมันและพรหมัน เมื่อนั้นก็จะบรรลุโมกษะ

. ปรัชญาอินเดียยุคระบบทั้ง ๖

ปรัชญาอินเดียยุคระบบทั้ง ๖ มีอยู่ ๖ สำนักด้วยกันคือ

๑. ปรัชญานยายะ ๒. ปรัชญาไวเศษิกะ ๓. ปรัชญาสางขยะ ๔. ปรัชญาโยคะ ๕. ปรัชญาปูรวมีมามสา๖. ปรัชญาเวทานตะ

. ปรัชญานยายะ

เป็นปรัชญาที่ฤษีโคตมะ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น” นยายะ” แปลว่า การโต้แย้ง เป็นระบบปรัชญาที่เน้นหนักไปในทางส่งเสริมสติปัญญา การวิเคราะห์ และการโต้แย้งเชิงตรรกวิทยาและญาณวิทยา เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตรรกศาสตร์

ปรัชญานยายะถือว่า ”ความรู้เป็นสิ่งที่เปิดเผยให้ปรากฏทั้งผู้รู้ (subject) และสิ่งที่ถูกรู้ (object) โดยที่ตัวความรู้เองไมม่ได้เป็นทั้งผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้  ความรู้ทุกประเภทเป็นสิ่งที่ถูกรู้ปรากฏตัวออกมา (ปรากฏตัวขึ้น) เหมือนดวงไฟที่ส่องสว่างทำให้วัตถุที่อยู่ในที่มืดปรากฏตัวขึ้นมา

.ปรัชญาไวเศษิกะ

ผู้ก่อตั้งคือ กนาทะ และคำว่า ไวเศษิกะนั้นแปลว่า “วิเศษ” หมายถึงคุณลักษณะเฉพาะตัวของส่วนประกอบของสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล คุณลักษณะเฉพาะตัวของสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นจักรวาลนี้ นยายะถือว่ามีจำนวนนับประมาณมิได้ และแต่ละสิ่งมีลักษณะแตกต่างกัน

ปรัชญาไวเศษิกะเป็นปรัชญาคู่กับปรัชญานยายะ มีจุดมุ่งหมายเหมือนกันคือ การหลุดพ้นจากทุกข์ของชีวาตมัน โดยมีสิ่งที่ควรศึกษาดังนี้

๑.ทฤษฎีแห่งความรู้ คือ ยอมรับทฤษฎีแห่งความรู้ทั้งหมดของปรัชญานยายะ และย่อทฤษฎีนั้นลงมาเป็น ๒ อย่างคือ ปรัตยักษะ๑  อนุมาน๑

๒.ปทารถะ กล่าวว่า สิ่งที่เรารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และสิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมีจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน เป็นสิ่งที่เรารู้ได้หรือสิ่งที่มีอยู่จริงที่รับรู้ได้ทั้งหมด มี ๗ อย่าง คือ ทรัพยะ๑  คุณ๑ กรรมะ๑  สามานยะ๑  วิเศษ๑  สมวายะ๑  อภาวะ๑

. ปรัชญาสางขยะ

นี้ผู้ก่อตั้งคือ กปิละ กำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีก่อนพุทธกาล และมีผู้สืบทอดต่อมาหลายคน เช่น อาสุริยะ ปัญจสิขะ อิศวรกฤษณะ เป็นต้น อิศวรกฤษณะได้เขียนหลักคำสอนขึ้น เรียกว่า “สางขยาการิกา” เป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุด สางขยะ

แปลว่าจำนวน หมายถึงระบบปรัชญาที่มุ่งแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัจภาพโดยการจำแนกวัตถุแห่งการรับรู้ออกเป็นจำนวนต่าง ๆ มากมายถึง ๒๕ ชนิด และนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ จัดเป็นทวินิยมเชิงสัจนิยม เพราะกล่าวถึงสภาวะ ๒ อย่างคือ ปุรุษะ๑  ประกฤติ๑  ว่าเป็นมูลเหตุของสรรพสิ่งทั้งปวง

. ปรัชญาโยคะ

ผู้ก่อตั้งคือ ”ปตัญชลี” ท่านได้เขียนหนังสือขึ้นเรียกว่า “โยคะสูตร” คำว่า โยคะ นี้ใช้ในความหมายหลายอย่าง เช่น “วิธีการ” หมายถึงกาารจะเข้าถึงจุดหมายใด ๆ นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการ เพื่อนำผู้ปฏิบัติให้เข้าไปถึงจุดมุ่งหมาย คือบรรลุโมกษะ โยคะใช้ความหมายว่า “รวม” คือการรวมเอาอาตมันย่อยหรือชีวาตมันเข้ากับอาตมันสากลหรือปรมาตมัน โดยความมุ่งหมายของปตัญชลี โยคะ หมายถึง “วิริยะ” คือความพากเพียรเพื่อแยกปุรุษออกเด็ดขาดจากประกฤติ เพื่อให้ปุรุษอันเป็นวิญาณที่บบริสุทธิ์เข้าถึงสถานะแห่งโมกษะ

ปรัชญาโยคะมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจาากความทุกข์ยาก ๓ ประเภทคือ

๑. ความทุกข์ที่เกิดจากเหตุภายใน เช่น โรคภัยไข้เจ็บ คือต้องไม่ยึดถือโลก

๒. ความทุกข์ที่เกิดจากเหตุภายนอก เช่น ถูกโจรร้ายคุกคาม คือต้องสำรวมจิตทำจิตให้บริสุทธิ์

๓. ความทุกข์ที่เกิดจากสิ่งนอกอำนาจหรือเหนือธรรมชาติ เช่น อำนาจอันเล้นลับ ละเอียดอ่อน คือต้องทำสมาธิทำจิตให้สงบ อันเป็นจุดหมายแท้จริงสูงสุดของปรัชญาโยคะ

ปตัญชลีกล่าวว่า โยคะได้แก่การยุติพฤติกรรมทั้งมวลของจิต คือต้องทำให้จิตหยุดนิ่ง ไม่สัญจรเร่ร่อนอย่างไม่มีขอบเขต วิธีทำให้จิตหยุดนิ่งในที่นี้คือ การบำเพ็ญสมาธิ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติโยคะ ซึ่งแบ่งงเป็น ๔ ตอน คือ

๑. สมาธิบาท ว่าด้วยองค์ประกอบ จุดมุ่งหมายของสมาธิ

๒. สาธนาบาท ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติที่จะนำไปสู่การบรรลุสมาธิ

๓.. วิภูติบาท ว่าด้วยอำนาจวิเศษที่จะพึงบรรลุถึงได้ด้วยการบำเพ็ญโยคะ

๔. ไวกัลยบาท ว่าด้วยความหลุดพ้น  หรือ โมกษะ เป็นต้น

ตามทัศนะของโยคะ ยอมรับในความมีอยู่ของพระเจ้า ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ปตัญชลีมองในแง่การปฏิบัติอย่างเดียว โดยการแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า (อิศวรประนิธาน) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น ตามทัศนะของโยคะนั้น พระเจ้ามิใช่ผู้สร้างโลก แต่เป็นผู้บันดาลให้เกิดการรวมตัวและแยกตัวของปุรุษและประกฤติ พระเจ้าช่วยให้ผู้ปฏิบัติโยคะที่มีความภักดีต่อพระองค์ได้รับความสะดวกในการปฏิบัติธรรมและเข้าถึงโมกษะได้ง่าย

. ปรัชญามีมามสา

เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ปูรวมีมามสา” คำว่า “มีมามสา” แปลว่า “การสอบสวน การพิจารณา เดิมทีใช้ในกาารอธิบายความแห่งพิธีกรรมในพระเวท และในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญแก่พิธีกรรมที่บัญญัติไว้ในพระเวทด้วย ปรัชญามีมามสาคำสอนนั้นเป็นคำสอนตอนต้นของคัมภีร์พระเวท อันได้แก่ตอนที่ว่าด้วยมันตระและพราหมณะ อันเรียกว่า กรรมกัณฑ์ และถือว่าพระเวทเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ไม่มีผู้แต่ง มีความถูกต้องสมบูรณ์และมีความสำคัญที่สุด การอธิบายคัมภีร์พระเวทและแสดงความคิดทางปรัชญาเพื่อเสริมสร้างพระเวทให้มีหลักฐาน มีความสมเหตุสมผลและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

เนื้อหาสาระสำคัญของมีมามสา คือการสอบสวนถึงธรรมชาติแห่งการกระทำที่ถูกต้องซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า”ธรรม” และพูดถึงธรรมเป็นส่วนใหญ่ ข้อเสนอมูลฐานของมีมามสาคือ “หน้าที่หรือการกระทำเป็นสาระสำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ถ้าไมม่มีการกระทำปัญญาก็ไม่มีผล ถ้าไม่มีการกระทำความสุขก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีการกระทำจุดหมายปลายทางของมนุษย์ก็ไม่มีทางทำให้สมบูรณ์ได้

. ปรัชญาเวทานยะ

ผู้ก่อตั้งคือ “พาทรายนะ” และเป็นผู้เรียบเรรียงคัมภีร์ “เวทานตะสูตร”  เป็นการสอบสวนในส่วนสุดท้าย หรือเบื้องปลายของคัมภีร์พระเวท ได้แก่การสอบสวนพิจารณาอุปนิษัท คำว่า “เวทานตะ” แปลว่า “ที่สุดของพระเวท หรือหมายถึงความรู้ที่สูงสุด”

ปรัชญาเวทานตะแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน คือ

๑. อทไวตะ เวทานตะ

๒. วิศิษตะ ทไวตะ เวทานตะ

๓. ทไวตะ เวทานตะ

. อทไวตะ เวทานตะ

เกิดขึ้นสมัยของ เคาฑปาทะ และพัฒนาถึงขีดสุดยอดในสมัยของ ศังกราจารย์ ซึ่งเป็นนักปรัชญาฮินดู ที่มีชื่อเสียงที่สุด เกิด ค.ศ. ๗๘๘–๘๒๐ มีอายุเพียง ๓๒ ปี

วรรณคดีที่ถือว่าสำคัญ และเป็นที่มาของอทไวตะ เวทานตะ ได้แก่ อรรถกถา ๓ เรื่อง คือ

๑. อรรถกถา อุปนิษัท (ของศังกราจารย์)

๒. อรรถกถา ภควัทคีตา

๓. อรรถกถา พรหมสูตร (ของพาทรายนะ)

สาระสำคัญของปรัชญาอทไวตะ เวทานตะ ของศังกราจารย์มีใจความสำคัญดังนี้

๑. สิ่งแท้จริง อันติมะ มีเพียงสิ่งเดียวคือ พรหมัน

๒.อันติมะ ในแง่แห่งความจริง โลกมิใช่สิ่งที่แท้จริง โลกเป็นเพียงปรากฏการณ์ของพรหมัน ด้วยอำนาจคือมายา

๓. ชีวาตมันถูกยึดด้วยความหลงผิด เพราะอำนาจของวิทยา ว่าตนเองแตกต่างจากพรหมันและเข้าใจผิดว่าพรหมันเป็นโลกแห่งความหลากหลาย (มากมาย)

๔. เมื่อวิทยาเกิดขึ้นและทำลายอวิทยาเสียได้ บุคคลย่อมบรรลุโมกษะ

. ปรัชญาวิศิษทไวตะ เวทานตะ

ผู้ก่อตั้งคือ รามานุชะ ท่านเกิดเมื่อ ค.ศ. ๑๐๑๗–๑๑๓๗ รวมอายุได้ ๑๒๐ ปีท่นได้แต่งอรรถกถาพรหมสูตรขึ้นเรียกว่า “ศรีทาษยะ” รามานุชะกล่าวว่า  เอกัตภาพที่ปราศจากนานัตภาพ และนานัตภาพที่ปราศจากเอกัตภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เอกัตภาพจะต้องเป็นสิ่งที่สืบเนื่องหรือเกี่ยวโยงกับนานัตภาพเสมอ เอกภาพเป็นสิ่งที่มีขึ้นโดยวิวิธภาพ ถ้าวิวิธภาพไม่มีเอกภาพก็ไม่มีเช่นกัน

รามานุชะ คัดค้านศังกราจารย์ในเรื่อง “พรหมัน” โดยเห็นว่า พรหมันคือพระเจ้าที่มีตัวตน ซึ่งมีบรรดาชีวาตมันและสสารประกอบขึ้นเป็นร่างกายของพระองค์ และมีทัศนะว่าอาตมันหรือชีวาตมันว่า ชีวาตมัน (ตัวตน) เป็นสิ่งที่มีตัวตนมีอยู่จริง ชีวาตมันอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า และมีถานะเป็นเรือนกายของพระเจ้า ชีวาตมันมีสภาพเป็นปรมาณู การบรรลุโมกษะของชีวาตมัน เป็นสภาวะที่คล้ายคลึงกับพระเจ้า และรู้แจ้งสภาวะที่แท้จริงของตนเองว่า “เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของพระเจ้า

ทฤษฎีของรามานุชะ เป็นทฤษฎีไตรภาคีเอกานุภาพ เพราะเขาถือว่า สิ่งแท้จริงอันติมะมีอยู่ ๓ อย่าง คือ สสาร ชีวาตมัน และพระเจ้าและสิ่งที่แท้จริงทั้ง ๓ อย่างนี้รวมกันเข้าเป็นสิ่งเดียวกัน