เมื่อวานได้อ่านหนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับโรงพยาบาลเอกชนมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้นำเครื่องตรวจเอกซ์เรย์หัวใจที่ถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุดมาติดตั้งในศูนย์โรคหัวใจชื่อว่า เรียล 64 สไลซ์ ซีที ผลิตจากการนำเทคโนโลยีเอกซ์เรย์ซีทีสแกนมาผนวกกับเทคโนโลยีการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์ระดับสูง(แต่บางคนในสังคมไทยสามารถสร้างภาพได้ดีกว่าเพราะไม่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงก็สร้างภาพได้เหมือนกัน มักจะเห็นได้มากจากการเสนอหน้าตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์) ช่วยในการระบุพยาธิสภาพของผู้ป่วยได้ใกล้เคียงกับความจริงอย่างมาก เป็นการสแกนค่าความหนาแน่นของเราทั้งหมดด้วยลำแสงเอ๊กซ์เรย์ 360 องศารอบตัวแล้วถ่ายภาพด้วยความเร็วสูง 0.33 วินาทีต่อ 64 ภาพ เป็นความเร็วสูงสุดที่ช่วยตรวจวิเคราะห์หัวใจที่เต้นตลอดเวลาได้ สามารถตรวจพบการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่มีขนาดเล็กเพียง 0.02 มิลลิเมตรได้ และไม่ต้องเจ็บเพราะการสอดขดลวดสวนเข้าไปในเส้นเลือดหัวใจเพื่อฉีดสีดูเส้นเลือดอย่างที่ใช้กันอยู่  ผมอ่านด้วยความทึ่งกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ผลิตเครื่องมือต่างๆที่มีประสิทธิภาพสูง(High Technology)มาใช้ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเป็นกังวลว่าคนจะประมาทในการดำรงชีวิตมากขึ้นเพราะจะมีพฤติกรรมสุขภาพอย่างไรก็ได้ถ้ากลัวเป็นโรคหัวใจก็มีเครื่องตรวจได้เร็ว เมื่อเป็นอย่างนี้แนวคิดทางด้านการส่งเสริมป้องกันโรคก็จะถูกบดบังความสำคัญไป ในขณะที่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเศรษฐกิจยุคทุนนิยมหรือบริโภคนิยมแบบนี้การส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างฟุ่มเฟือยจะเกิดได้ง่ายเพราะเจ้าของเมื่อลงทุนไปแล้วก็ต้องอยากได้ทุนคืน หากอัตราการใช้น้อยก็จะขาดทุน ก็ต้องกระตุ้นโปรโมทให้คนอยากมาใช้กันมากๆเพื่อทำกำไร ทั้งที่เครื่องมือHigh Technology เหล่านี้ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคเลย กลับจะทำให้คนประมาทเพราะหากดำรงชีวิตตามสบายกินไขมัน ออกกำลังกายน้อย ไปตรวจแล้วไม่เจอก็อาจคิดว่าไม่เห็นต้องเชื่อเรื่องการส่งเสริมป้องกันเลย เหมือที่เคยเจอบ่อยๆในคนที่สูบบุหรี่ว่าสูบมาตั้งนานไม่เห็นเป็นอะไร คนที่ไม่สูบตายไปก่อนแล้ว เกิดความเข้าใจผิดๆได้ง่าย ทำไมเราไม่ส่งเสริมสุขภาพแบบพอเพียง พออยู่พอกินอย่างเหมาะสม เน้นการดำรงชีวิตที่ส่งเสริมป้องกันโรคซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายน้อย(Low cost) มีความเสี่ยงน้อย(Low risk) เพราะใช้เทคโนโลยีง่ายๆ(Low Technology)และใช้ใจสัมผัสกันได้ดีกว่า(High touch)การไปพึ่งการรักษาเมื่อเจ็บป่วยที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง(High cost) มีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนสูง(High risk)เพราะต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพง(High Technology)ที่บางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายในภายหลังก็ได้และมีการสัมผัสใกล้ชิดต่ำ(Low touch) อย่างเช่นโรคไข้เลือดออก ถ้าป่วยแล้วอาจหายหรือตายก็ได้ ยิ่งถ้ามีช็อคก็ยิ่งต้องใช้เงินใช้ยาหรือเทคโนโลยีต่างๆเหมือนกับที่เด็กคนหนึ่งที่รักษาอย่างเต็มที่แต่ก็เสียชีวิต แต่ถ้าไม่รอให้ป่วย อย่าให้ยุงกัด ช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ก็ไม่เห็นต้องใช้ความรู้เทคโนโลยีอะไรเลย แต่เราก็ไม่ค่อยสนใจกัน พอป่วยแล้วก็มีกุลีกุจอเพื่อจะรักษาซึ่งเป็นการแก้ปลายเหตุและอาจรักษาไม่ได้