3.การแปลวรรณกรรมจีนในยุคแรก (รัชกาลที่ 1 สิ้นรัชกาลที่ 4)

การแปลวรรณกรรมจีนเป็นภาษาไทยเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในราวสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่1แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้แปล “หนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทย2เรื่องคือเรื่องไซฮั่นเรื่อง1กับเรื่องสามก๊กเรื่อง1“[i] โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอกรมพระราชวังหลัง  ทรงอำนวยการแปลเรื่องไซฮั่นและให้เจ้าพระยาพระคลัง(หน) อำนวยการแปลเรื่องสามก๊กแต่ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าทั้งสองเรื่องนี้ได้แปลในปีใด  จากคำสันนิษฐานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า

มีเค้าเงื่อนอันแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า  หนังสือเรื่องไซฮั่นกับเรื่องสามก๊กแปลในรัชกาลที่1ทั้งสองเรื่องเป็นต้นว่าสังเกตเห็นได้ในเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่แต่ง  ซึ่งสมมุติให้พระอภัยมณีมีวิชาชำนาญการเป่าปี่  ก็คือเอามาแต่เตียวเหลียงในเรื่องไซฮั่นข้อนี้ยิ่งพิจารณาดูคำเพลงปี่ของเตียวเหลียงเทียบกับคำเพลงปี่ของพระอภัยก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าถ่ายมาจากกันเป็นแท้  ด้วยเมื่อรัชกาลที่1สุนทรภู่เป็นข้าอยู่ในกรมพระราชวังหลัง  คงได้ทราบเรื่องไซฮั่นมาแต่เมื่อแปลที่วังหลัง  ส่วนเรื่องสามก๊กนั้นเค้าเงื่อนก็มีอยู่เป็นสำคัญในบทละครนอกเรื่องคาวี  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ทรงพระราชนิพนธ์บทหนึ่งว่า

  เมื่อนั้น  ไวยทัตหุนหันไม่ทันตรึก

อวดรู้อวดหลักฮักฮึก  ข้าเคยพบรบศึกมาหลายยก

จะเข้าออกยอกย้อนผ่อนปรน  เล่ห์กลเรานี้อย่าวิตก

ทั้งพิชัยสงครามสามก๊ก  ได้เรียนไว้ในอกสารพัด

ยายกลับไปทูลพระเจ้าป้า  ว่าเรารับอาสาไม่ข้องขัด

ค่ำวันนี้คอยกันเป็นวันนัด    จะเข้าไปจัดมัดเอาตัวเอามา[ii]

จึงเป็นไปได้ว่าเรื่องสามก๊กแปลขึ้นก่อนปีพ.ศ.2348อันเป็นปีที่เจ้าพระยาพระคลังถึงอสัญกรรม  และก็น่าที่จะแปลก่อนหน้านี้ไม่นานนักเพราะเป็นไปได้ว่าเจ้าพระยาพระคลังยังเรียบเรียงเรื่องสามก๊กไม่แล้วเสร็จก็ถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อนทำให้หนังสือสามก๊กมีสองสำนวนอย่างเห็นได้ชัดส่วนเรื่องไซฮั่นก็คงจะแปลก่อนหน้าปีพ.ศ.2349อันเป็นปีที่กรมพระราชวังหลังทิวงคต

การแปลเรื่องไซฮั่นและสามก๊กนับว่าเป็นมูลเหตุสำคัญที่ส่งผลให้มีการแปลเรื่องจีนในยุคต่อๆมาดังจะเห็นได้จากในปีพ.ศ.2362พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่2โปรดฯให้แปลเรื่องเลียดก๊กโดยมีผู้แปลรวมทั้งสิ้น12คนคือกรมหมื่นนเรศร์โยธี  เจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์  เจ้าพระยายมราช  พระยาโชฎกราชเศรษฐี  พระท่องสื่อ  จมื่นวัยวรนาถ  นายจ่าเรศ  นายเล่ห์อาวุธ  หลวงลิขิตปรีชา  หลวงวิเชียรปรีชา  หลวงญาณปรีชาและขุนมหาสิทธิโวหาร 

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องห้องสินและตั้งฮั่นซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าน่าจะแปลขึ้นในสมัยรัชกาลที่2ด้วย  แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมายืนยันได้  นอกจากข้อวินิจฉัยที่ว่า “สำนวนแต่งเป็นสำนวนเก่าอาจแปลเมื่อในรัชกาลที่2ก็เป็นได้  ด้วยเรื่องห้องสินอยู่ข้างหน้าต่อเรื่องเลียดก๊กและเรื่องตั้งฮั่นอยู่ในระหว่างเรื่องไซฮั่นกับเรื่องสามก๊ก”[iii] แต่จากหลักฐานการจัดพิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ.2419อันอยู่ในช่วงต้นๆของการพิมพ์เรื่องจีนของโรงพิมพ์หมอบรัดเลก็น่าจะเป็นเรื่องที่แปลก่อนสมัยรัชกาลที่5ดังจะเห็นได้จากเรื่องจีนที่พิมพ์ตั้งแต่ปีพ.ศ.2419ขึ้นไปจะเป็นเรื่องที่แปลในสมัยรัชกาลที่1-4ทั้งสิ้น

ในสมัยรัชกาลที่3ไม่มีการแปลเรื่องจีนทั้ง ๆที่รัชกาลที่3เองทรงมีความสัมพันธ์กับคนจีนค่อนข้างมาก  ทั้งนี้สันนิษฐานกันว่าอาจจะเนื่องมาจากการที่ทรงให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนา โดยจะเห็นได้ว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยตลอดจนแปลหนังสือภาษาบาลีเรื่องอื่นๆเป็นไทยเป็นจำนวนมาก  ตลอดจนการที่ทรงมุ่งทะนุบำรุงพระศาสนาและส่งเสริมการรวบรวมสรรพวิชาการ  ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวไว้ใน “คำนำ” ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯว่า

มีการทรงสร้างทรงบูรณะและทรงอุดหนุนการสร้างวัดมีจำนวนมากยิ่งกว่ารัชกาลแต่ก่อนหรือภายหลังมาในการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯมีพระราชประสงค์พิเศษอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะให้เป็นแหล่งเรียนวิชาความรู้ของมหาชนไม่เลือกชั้นบรรดาศักดิ์  ถ้าจะเรียนอย่างทุกวันนี้คือจะให้เป็นมหาวิทยาลัย’… จึงทรงพระกรุณาโปรดรวบรวมเลือกสรรตำรับตำราต่างๆซึ่งสมควรจะเล่าเรียนเป็นชั้นวิสามัญศึกษามาตรวจตราแก้ไขใช้ของเดิมบ้างประชุมผู้รู้หลักในวิชานั้นๆให้แต่งขึ้นใหม่บ้าง  แล้วโปรดให้จารึกแผ่นศิลาประดับไว้ในบริเวณวัดพระเชตุพนฯ[iv]

การที่ทรงมุ่งทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาและมุ่งรวบรวมตำรับตำราวิชาความรู้สาขาต่างๆจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามอันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในรัชกาลของพระองค์นั้น  บรรดาเจ้านายเชื้อพระวงศ์ตลอดจนขุนนางต่างๆย่อมทุ่มเทในอันที่จะตอบสนองพระราชประสงค์งานการแปลเรื่องจีนที่จำเป็นต้องใช้คนและเวลามากกว่าการสร้างสรรค์งานเขียนโดยปกติสำหรับยุคนั้นจึงเกิดขึ้นได้ยาก

นอกจากนี้แล้วก็มีข้อน่าสังเกตว่า  ในการแปลเรื่องจีนในสมัยรัชกาลที่1นั้นเน้นหนักเพื่อประโยชน์เพื่อเป็น “ตำราพิชัยสงคราม” แต่พอถึงสมัยรัชกาลที่3สงครามฝ่ายพม่านั้นไม่มีต่อไปอีกแล้วดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะไม่ทรงเห็นความจำเป็นในการแปลเรื่องจีนอีกต่อไป   และเป็นไปได้ว่า เรื่องจีนเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเป็นสำคัญซึ่งไม่สอดคล้องกับพระประสงค์ที่ต้องการรวบรวมสรรพวิทยาการไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่4การแปลเรื่องจีนได้รับความนิยมมากขึ้น  มีเรื่องจีนที่แปลในสมัยรัชกาลนี้ทั้งสิ้น12เรื่อง  โดยผู้สนับสนุนการแปลที่สำคัญคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ซึ่งสนับสนุนให้แปลถึง9เรื่อง  ส่วนผู้แปลที่ปรากฏชื่อเป็นหลักฐานก็จะเป็นคนจีนเสียเป็นส่วนใหญ่  ได้แก่จีนบั้นกิม จีนเพง จีนโต จีนแสอินบั้นอั๋น และที่เป็นขุนนางก็มีหลวงพิชัยวารี และผู้แปลเหล่านี้ก็น่าจะเริ่มมีรายได้จากการแปล/เรียบเรียงด้วย ดังการแปลเรื่องซวยงักที่มีการระบุว่า  “ฯพณฯที่สมุหกลาโหมจ้างจีนโตกับจีนแสอิมปั้นอั๋นแปลหนังสือจีนเรื่องซวยงัก…”[v] 

รายละเอียดของเรื่องจีนที่แปลในสมัยรัชกาลที่4มีดังนี้[vi]

1.ไซ่จิ้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้หลวงพิชัยวารีแปลเมื่อพ.ศ.2401โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2416

2.ตั้งจิ้นสันนิษฐานว่าจะแปลเนื่องกันกับเรื่องไซ่จิ้นโรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2420

3.น่ำซ้องสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลโรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2414

4.ซุยถังเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ให้จีนบั้นกิมกับจีนเพงแปลสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) วัดระยูรวงศาวาสเรียบเรียงภาษาไทยเมื่อพ.ศ.2398โรงพิมพ์หมอสมิธครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2421

5.น่ำปักซ้องหลวงพิศาลศุภผลให้จีนบั้นกิมแปลเมื่อพ.ศ.2408โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2423

6.ชั่นถังหงอโต้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเมื่อพ.ศ.2409โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2411

7.บ้วนฮวยเหลาสันนิษฐานว่าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลราวพ.ศ.2400โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2423

8.โหงวโฮ้วเพงไซสันนิษฐานว่าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลราวพ.ศ.2400โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2421

9.โหงวโฮ้วเพงหนำสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้จีนโตแปลเมื่อพ.ศ.2400โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2429

10.ซวยงักสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้จีนโตกับจีนแสอินบั้นอั๋นแปลเมื่อพ.ศ.2410โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2422

11.ซ้องกั๋งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเมื่อพ.ศ.2410โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2422

12.เม่งเฉียวสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลแต่ไม่ปรากฏว่าแปลในปีใดโรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2414

แม้ว่าเรื่องจีนที่แปลในช่วงนี้จะอยู่ในความอุปถัมภ์ของขุนนางชั้นสูงแต่การที่เริ่มมีการนำเอาสามก๊กมาจัดพิมพ์จำหน่ายเป็นครั้งแรกโดยโรงพิมพ์หมอบรัดเลเมื่อปีพ.ศ.2408ทำให้เรื่องจีนที่เคยแปลและอ่านกันในหมู่ชนชั้นสูงได้แพร่หลายไปสู่กลุ่มคนที่กว้างขึ้นและเป็นผลให้เรื่องจีนที่แปลมาก่อนหน้านี้ทุกเรื่องได้รับการตีพิมพ์จำหน่ายในระยะเวลาต่อมา

ลักษณะและวิธีการแปล

การริเริ่มให้มีการแปลเรื่องจีนเป็นภาษาไทยนับแต่สมัยรัชกาลที่1นับเป็นงานใหญ่และยุ่งยากมากพอสมควรทั้งนี้เนื่องจากหาตัวผู้รู้ดีทั้งสองภาษาค่อนข้างยากผู้รู้ภาษาจีนที่แม้จะเป็นคนจีนเองก็อาจกล่าวได้ว่าไม่ได้มีความรู้ถึงขั้น“บัณฑิต” จึงทำให้การแปลเป็นไปค่อนข้างยากและต้องใช้เวลาในการแปลมากดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้ว่า

ลักษณะการแปลหนังสือจีนเป็นภาษาไทยแต่โบราณ (หรือแม้จนชั้นหลังมา) อยู่ข้างลำบากด้วยผู้รู้หนังสือจีนไม่มีใครชำนาญภาษาไทยผู้ชำนาญภาษาไทยก็ไม่ใคร่รู้หนังสือจีนการแปลจึงต้องมีพนักงานเป็นสองฝ่ายช่วยกันทำฝ่ายผู้ชำนาญหนังสือจีนแปลความออกให้เสมียนจดลงแล้วผู้ชำนาญภาษาไทยเอาความนั้นเรียบเรียงแต่งเป็นภาษาไทยให้ถ้อยคำและสำนวนความเรียบร้อยอีกชั้นหนึ่งเพราะฉะนั้นจึงต้องมีผู้ทรงความสามารถเช่นกรมพระราชวังหลังและเจ้าพระยาคลัง(หน) เป็นต้นจนเมื่อชั้นหลังสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้อำนวยการแปลท่านผู้อำนวยการบางที่จะไม่ได้เป็นผู้แต่งภาษาไทยเองทุกเรื่องแต่เห็นจะต้องสันนิษฐานทักท้วงแก้ไขทั้งข้อความและถ้อยคำที่แปลอยู่มากข้อนี้พึงสังเกตได้ในบรรดาหนังสือเรื่องพงศาวดารจีนที่แปลนั้น  ถ้าเป็นเรื่องที่ผู้มีบันดาศักดิ์สูงอำนวยการแปล  สำนวนมักดีกว่าเรื่องที่บุคคลสามัญแปล  แต่สำนวนแปลคงจะไม่สู้ตรงกับสำนวนที่แต่งไว้ในภาษาจีนแต่เดิม  เพราะผู้แปลมิได้รู้สันทัดทั้งภาษาจีนและภาษาไทย  รวมอยู่ในคนเดียวเหมือนเช่นแปลหนังสือฝรั่งกันทุกวันนี้[vii]

จากคำกล่าวข้างต้นทำให้เห็นได้ว่าการแปลเรื่องจีนในยุคแรกๆคงจะมีปัญหาอยู่ไม่น้อย  โดยเฉพาะเรื่องสามก๊กที่แปลในสมัยรัชกาลที่1แม้จะมีผู้ให้ความเห็นว่ามีข้อขาดตกบกพร่องอยู่มากดังที่วรรณไว  พัธโนทัยกล่าวไว้ว่า “น่าเสียดายที่การแปลครั้งแรกนั้นมีข้อขาดตกบกพร่องอยู่มากทั้งในด้านคำแปลตลอดจนชื่อบุคคลสถานที่วัฒนธรรมถ้อยคำสำนวนและการเดินเรื่อง”[viii] แต่ลักษณะและวิธีการตลอดจนสำนวนการแปลแปลเรื่องสามก๊กก็ได้กลายเป็นแบบอย่างในการแปลเรื่องจีนที่ยึดถือมาโดยตลอดดังนั้นจึงเห็นว่าควรจะกล่าวถึงลักษณะการแปลและวิธีแปลเรื่องสามก๊กโดยละเอียด  เพื่อให้สามารถเข้าใจลักษณะและวิธีการแปลในยุคนี้ตลอดจนยุคหลังๆได้ชัดเจนขึ้น

ดังได้กล่าวแล้วว่าการแปลเรื่องจีน(รวมทั้งสามก๊ก)ในยุคต้นต้องอาศัยผู้ทำหน้าที่แปลสองฝ่ายคือผู้ชำนาญภาษาไทยและผู้ชำนาญภาษาจีน  ทั้งนี้เพราะไม่มีผู้ที่ชำนาญภาษาไทยและภาษาจีนอยู่ในตัวคนเดียวกันสำหรับผู้รู้ฝ่ายจีนนั้นสังข์พัธโนทัยได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า 

จีนฮกเกี้ยนคงจะทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ  เพราะชื่อบุคคลและสถานที่ต่างๆที่ถอดเสียงจากอักษรจีนออกมา  ล้วนเป็นเสียงจีนฮกเกี้ยนเป็นส่วนใหญ่  นอกจากนั้นคงจะมีจีนแต้จิ๋วแคะกว้างตุ้งและไหหลำ  เป็นคณะบรรณาธิการในการแปลด้วย  และท่านบรรณาธิการก็คงจะตรวจตราไม่ทั่วถึง  ชื่อบุคคลและสถานที่ในสามก๊กที่แปลจึงสับสนอลหม่านมากซ้ำร้ายคณะผู้แปลคงจะมีความรู้เกี่ยวกับศัพท์แสงที่ใช้ในภาษาไทยไม่เพียงพอตอนไหนที่แปลยากเลยไม่แปลเสียเลยหรือแปลแบบคลุมๆไปแทบจะจับความมิได้[ix]

แต่ความบกพร่องหรือความผิดเพี้ยนจากฉบับเดิมในด้านต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น  หลายส่วนมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเจตนาของผู้เรียบเรียงมากกว่าดังที่มาลินี  ดิลกวณิชได้ให้ความเห็นว่าเรื่องสามก๊กในภาษาไทยนั้น “เป็นงานดัดแปลงสร้างสรรค์มากกว่าที่จะเป็นเพียง‘งานแปล’อย่างที่เข้าใจกัน”[x]  โดยมุ่งหวังให้เป็นงานเขียนร้อยแก้วที่สอดคล้องกับรูปแบบการเขียนร้อยแก้วที่มีใช้อยู่ขณะนั้น 

เพราะตั้งใจจะให้เป็นงานเขียนร้อยแก้วจริงๆซึ่งเหมาะกับการเขียนเรื่องพงศาวดารการบันทึกพงศาวดารในอดีตก็ใช้การประพันธ์ระเภทร้อยแก้วเพียงอย่างเดียวจึงไม่น่าสงสัยเลยว่าประเพณีแห่งวรรณกรรมไทยมีอิทธิพลต่อการเลือกรูปแบบการประพันธ์ของผู้แปลไทย  และแม้ว่าเรื่องสามก๊กจะเป็นงานแปลก็ตามแต่ผู้แปลมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ดัดแปลงให้เรื่องแปลอย่างสามก๊กเข้าถึงคนไทยได้อย่างแนบเนียนกลมกลืนอันเป็นผลสำเร็จที่น่ายกย่องได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมประเภทนิทานร้อยแก้วที่ดีเยี่ยมที่สุดของไทย[xi]

นอกจากนี้  สมบัติ  จันทรวงศ์[xii]ยังให้ความเห็นว่า  ความคลาดเคลื่อนต่างๆที่มีอยู่ค่อนข้างมากในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) น่าจะมิใช่เกิดจากความผิดพลาดหรือความไม่รู้ของผู้แปลทั้งหมด  แต่บางส่วนน่าจะเกิดจากความจงใจหรือด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้แปลรวมอยู่ด้วยที่ดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญลึกซึ้งที่สุดในกระบวนการดัดแปลงสามก๊กฉบับภาษาจีนให้เป็นฉบับภาษาไทยอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในเนื้อหาให้เป็นไทย[xiii]

กล่าวเฉพาะในด้านของการแปลและดัดแปลงสร้างสรรค์  ผู้แปลสามก๊กจะใช้วิธีการที่สำคัญคือ

1.ถอดความจากฉบับภาษาจีนโดยใช้ผู้รู้ภาษาจีนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจีนฮกเกี้ยนและจีนแต้จิ๋ว  ดังนั้นในส่วนของวิสามานยนามอันได้แก่ชื่อตัวละครชื่อสถานที่สำคัญชื่อเรียกตำแหน่งทางราชการตลอดจนวิสามานยนามปลีกย่อยอื่นๆ  ผู้ถอดความจึงถอดเป็นสำเนียงฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วเป็นส่วนใหญ่นอกจากนั้นก็อาจมีสำเนียงอื่นๆปะปนอยู่บ้าง  ความคลาดเคลื่อนในส่วนนี้จึงเกิดจากเหตุผลอย่างน้อย2ประการคือ  ผู้ถอดความถ่ายทอดวิสามานยนามเหล่านี้ด้วยสำเนียงของตนเองประการหนึ่ง  และความสามารถในการใช้คำภาษาไทยแทนสำเนียงภาษาจีนที่ถอดออกมาอีกประการหนึ่ง 

สำหรับในส่วนของเนื้อเรื่อง  แม้จะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง  แต่ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนในส่วนปลีกย่อยในขณะที่เค้าโครงเรื่องหลักจากฉบับภาษาจีนอย่างครบถ้วน

2.การเรียบเรียงอาจถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับเดิมมากที่สุดอันเนื่องมาจากเหตุผลดังกล่าวแล้วข้างต้นในการเรียบเรียงนั้นดร.มาลินี  ดิลกวณิช[xiv]ให้ความเห็นว่าการเรียบเรียงของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ได้เปลี่ยนแปลงฉบับภาษาไทยให้แตกต่างไปจากฉบับภาษาจีน  4ประการด้วยกันคือ

2.1ลักษณะการใช้รูปแบบคำประพันธ์  ซึ่งใช้ร้อยแก้วล้วน

2.2การนำเสนอเรื่องและเทคนิคการเล่า

2.3การใช้สำนวนภาษา

2.4สาระสำคัญอันเกี่ยวกับความคิดและปรัชญาความเชื่อ

ลักษณะที่เด่นในการเรียบเรียง “สามก๊ก” ฉบับภาษาไทยดังกล่าวนี้ ได้กลายเป็นแบบแผนในการแปลและเรียบเรียงเรื่องจีนในยุคหลัง ๆ ตลอดมา  ซึ่งแม้ว่าในยุคหลังๆ จะมีผู้พยายามแปลเรื่องจีนประเภทนี้โดยรักษารูปแบบตามต้นฉบับเดิม  แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก จึงอาจกล่าวได้ว่าวิธีการในการแปลและเรียบเรียงสามก๊กของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) จึงเป็นวิธีการที่ผู้แปลเรื่องจีนในยุคหลังๆ (รามทั้งผู้แปลไซ่ฮั่นในยุคเดียวกันด้วย) ต่างยึดถือเป็นแบบอย่างจนกลายเป็นขนบของงานเขียนร้อยแก้วประเภทอิงพงศาวดารทั้งที่เป็นเรื่องอิงพงศาวดารจีนและเป็นเรื่องแต่งอิงพงศาวดารของนักเขียนไทย  แต่ก็ยากที่จะมีเรื่องใดสามารถทำได้ดีเท่าสามก๊ก

นอกจากนี้เรื่องจีนที่แปลตั้งแต่สมัยรัชกาลที่2เป็นต้นมานั้นยังมีวิธีการแปลตามแบบสามก๊กอย่างเห็นได้ชัด  คือจะแบ่งเป็นผู้แปลอันได้แก่คนจีนฝ่ายหนึ่งและฝ่ายที่เป็นผู้อุปถัมภ์การแปลซึ่งน่าจะเป็นผู้เรียบเรียงด้วยอีกฝ่ายหนึ่งมากบ้างน้อยบ้างตามความเหมาะสมโดยเฉพาะในการแปลเรื่องเลียดก๊กในสมัยรัชกาลที่2ที่มีคณะผู้แปลถึง12คนในจำนวนนี้มีชาวจีนที่เป็นข้าราชการชั้นสูงถึง2คนเป็นอย่างน้อยคือพระยาโชฎึกราชเศรษฐีและพระท่องสื่อ 

จุดมุ่งหมายในการแปล

การแปลเรื่องจีนในสมัยรัชกาลที่1และ2สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าที่ให้แปลนั้นเพราะทรงพระราชดำริเห็นว่าเปนหนังสืออันสมควรแปลไว้เพื่อเป็นประโยชน์ราชการบ้านเมือง[xv]ส่วนในคำนำของกรมศิลปากรในหนังสือเรื่องสามก๊กฉบับพิมพ์พ.ศ.2516ก็ได้สันนิษฐานจุดประสงค์ในการแปลเรื่องสามก๊กไว้ว่า

เคยฟังเล่ากันมาว่าท่านผู้ใหญ่แต่ก่อนนิยมอ่านสามก๊กยิ่งท่านผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องรบทัพจับศึกด้วยแล้วว่ากันว่าถือเป็นหนังสือสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะต้องอ่านและรู้ไว้  เพราะนับถือกันว่าเป็นเรื่องให้ความรู้และแง่คิดในกลยุทธ์และยุทธวิธีต่างๆดูเหมือนตอนที่อ่านกันสนุกสนานมากก็เห็นจะเป็นตอนสุมาลอี้กับขงเบ้งซ้อนกลศึกกันที่จำกันได้มากก็คือตอนที่ขงเบ้งถอยทัพไม่ทันจึงใช้กลอุบายเปิดประตูเมืองแล้วแต่งตัวขึ้นไดีดกระจับปี่อยู่กับเด็ก2คนบนหอรบ  ทำทีลวงสุมาอี้ให้ถอยทัพตรงนี้รู้สึกว่าคล้ายกับคราวเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ลวงอะแซหวุ่นกี้เมื่อตั้งรักษาเมืองพิษณุโลกในปลาย..2318[xvi]

ขวัญดี  อัตตวาวุฒิชัยก็ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายไว้ในทำนองเดียวกันว่า

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงให้ไวยทัตในเรื่องคาวีอวดว่าตนรู้กลยุทธในสามก๊กอย่างทะลุปรุโปร่ง  การที่ทรงเขียนว่าทั้งพิชัยสงครามสามก๊กเรียนไว้ในอกสารพัดแสดงว่าบุคคลในสังคมไทยต้นรัตนโกสินทร์ระดับที่ต้องรับผิดชอบการอยู่รอดและความมมั่นคงของประเทศนั้น  มองสามก๊กและวรรณกรรมจีนเรื่องอื่นไปในแง่ของพิชัยสงครามและการบ้านการเมืองมากกว่าการอ่านเล่นเพื่อความสนุกสนาน[xvii]

จะอย่างไรก็ตาม  สมบัติ  จันทรวงศ์[xviii]ให้ความเห็นว่าการแปลสามก๊กไม่ได้มีจุดมุ่งหมายจำกัดอยู่เฉพาะที่จะให้เป็นตำราพิชัยสงครามเท่านั้น  แต่ยังมีเจตนาทางการเมืองแอบแฝงอยู่ด้วย  โดยเฉพาะอย่างการที่ผู้เรียบเรียงได้ตัดตอนหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประเด็น 

เนื้อหาของสามก๊กที่ถูกกำหนดมาแล้วอย่างค่อนข้างจะตายตัว  บีบให้ผู้อำนวยการแปลสามก๊กของไทยเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงเรื่องที่น่าจะมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อชนชั้นนำของไทยในสมัยนั้น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์  ความจงรักภักดีที่บุคคลควรมีให้ต่อตัวสถาบันหรือต่อตัวบุคคล  เมื่อไรบุคคลจึงควรจะสลัดความจงรักภักดีที่มีต่อตัวบุคคลคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นเจ้านาย  ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์กับนายทัพ  เหตุผลในการตั้งตัวเป็นใหญ่ฯลฯ[xix]

นอกจากเรื่องสามก๊กแล้ววรรณกรรมจีนเรื่องอื่นๆที่แลขึ้นในยุคแรกๆก็น่าจะถือได้ว่ามีจุดประสงค์ในทำนองเดียวกัน  อย่างเรื่องเลียดก๊กที่แปลในสมัยรัชกาลที่2ก็เน้นการทำสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างอาณาจักรต่างๆที่เต็มไปด้วยการใช้กลยุทธ์และตำราพิชัยสงครามเรื่องไซฮั่นที่แปลคราวเดียวกับสามก๊กยิ่งดูเหมือนว่าจะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ค่อนข้างมาก  ก็น่าที่จะมีจุดประสงค์ในการแปลที่เป็นไปในทางการเมืองเพื่อยืนยันความชอบธรรมในการตั้งตัวเป็นใหญ่ของรัชกาลที่1ได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะที่ต้องการยืนยันความเป็นผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องผ่านการสืบสันตติวงศ์จากราชวงศ์เก่า  โดยนำเอาการสถาปนาราชวงศ์ฮั่นของหลิวปัง(เล่าปัง)มาใช้ในเชิงการเปรียบเทียบโดยที่แม้หลิวปังจะเป็นชนชั้นชาวนายากจนแต่ก็เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสำคัญของความเป็นผู้นำคือการรู้จักใช้คน  ทำให้สามารถเอาชนะคู่แข่งขันทางการเมืองคนสำคัญคือฌ้อปาอ๋องสถาปนาราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จ



[i]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.“ตำนานหนังสือสามก๊ก.” ใน สามก๊ก. 2534. หน้า (2).

[ii]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เรื่องเดิม. 2534. หน้า (2).

[iii]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เรื่องเดิม. หน้า (3).

[iv]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. “คำนำ,” ใน ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน. 2475 (อ้างจาก ประทีป ชุมพล. “วัดพระเชตุพนกับการศึกษาด้านจารึก” วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร. ธันวาคม 2523–ธันวาคม 2525. หน้า 113.)

[v]คณะกรรมการดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือชุดภาษาไทย องค์การค้าของคุรุสภา. ซวยงัก เล่ม 1.  2514. หน้า 1.

[vi]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เรื่องเดิม. หน้า (4).