1.บทนำ
แต่เดิมมักจะเข้าใจและยอมรับกันโดยทั่วไปว่าวรรณกรรมจีนที่แปลเป็นภาษาไทยเป็นหนังสือประเภท“พงศาวดาร” ดังเช่นในต้นเรื่องซ้องกั๋งได้กล่าวถึงเรื่องซ้องกั๋งที่นำมาแปลเป็นไทยว่า “ฯพณฯที่สมุหกลาโหม มีพระประสาทสั่งให้แปลพงศาวดารมีตอนหนึ่งชื่อ ‘จุยฮือ’ คือซ้องกั๋งออกเป็นคำไทย”[i] หรือในคำนำหนังสือชุดพงศาวดารจีนของกรมศิลปากรว่า
ชุดพงศาวดารจีนซึ่งจัดพิมพ์เป็นชุดที่20นี้คณะกรรมการได้มีมติให้จัดพิมพ์เฉพาะเรื่องที่นับเนื่องเป็น ‘พงศาวดารจีน’ จริงๆเสียก่อน ส่วนเรื่องจีนอื่นๆที่จัดว่าเป็น ‘เกร็ด’ พงศาวดารบ้างหรือที่แต่งเป็นแบบนวนิยายบ้างให้จัดพิมพ์ต่อภายหลัง[ii]
ความเข้าใจเช่นนี้อาจเนื่องมาจากเนื้อเรื่องวรรณกรรมจีนที่แปลออกเป็นภาษาไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่1เป็นต้นมาทุกเรื่องจะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ยุคสมัยต่างๆทั้งสิ้น ความเข้าใจของผู้แปลหรือผู้อำนวยการแปลตลอดจนผู้อ่านทั่ว ๆไปจึงมักเข้าใจว่าเป็นพงศาวดาร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะนิยายอิงพงศาวดารจีนเหล่านี้มีรูปแบบการเขียนเป็น “ร้อยแก้ว” อันเป็นรูปแบบการเขียนที่เดิมไทยเราใช้เฉพาะในงานประเภทตำราตำนานพงศาวดารและศาสนา และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับพงศาวดารไทย อีกทั้งผู้แปลก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของต้นฉบับกล่าวคือไม่มีการระบุอย่างแน่ชัดว่าแต่ละเรื่องที่แปลนั้นแปลมาจากงานเขียนเรื่องใดในภาษาจีนและเรื่องเหล่านั้นเป็นพงศาวดารจริงๆหรือเป็นเรื่องแต่งอิงพงศาวดารจะอย่างไรก็ตามก็มีความเป็นไปได้ว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่แปลจากงานเขียนประเภท “นวนิยายอิงประวัติศาสตร์” มากกว่าที่จะแปลจากพงศาวดารจริงๆโดยสังเกตได้จากรูปแบบซึ่งโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นบันเทิงคดีมากกว่าที่จะเป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์หรือพงศาวดาร