ตั้งแต่เด็กจนโตมา
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เฝ้าสังเกตและเรียนรู้มาตลอดชีวิตก็คือปัจจัย องค์ประกอบ และการ
“จัดการ” วางแผนให้เกิด “ความเข้มแข็ง” ของระบบต่างๆ ที่มีอยู่ในทั้งระบบธรรมชาติ
ระบบสังคม และระบบที่คนสร้างขึ้นมา ที่ต้องมีการพัฒนาการ และความหลากหลายของระบบย่อยที่ทำหน้าที่ต่างๆกัน
อย่างสอดประสานกัน เสริมกัน จนครบถ้วนตามบทบาทหน้าที่อันพึงมี พึงทำ และต้องทำ
ทั้งเพื่อตนเอง เพื่อการพึ่งพาแบบมีความเข้าใจนำทาง
ที่จะนำไปสู่ความพร้อมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ยังมีความครบถ้วน สมบูรณ์ และยั่งยืน
ประเด็นนี้ได้ข้อสรุปชัดเจนมาก
เมื่อผมพยายามทำความเข้าใจบทบาทของสัตว์ ทั้งประเภท และชนิดต่างๆ
ที่ทำให้ระบบนิเวศของพืช พื้นที่ ทรัพยากร และสังคมของสิ่งมีชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์ ที่มีในทุกระบบสังคมของธรรมชาติ
ที่ยังเป็นธรรมชาติ เช่น ในทวีปเอเชีย จะมีชนิดสัตว์หลากหลาย
ที่ทำหน้าที่ครบถ้วนในระบบนิเวศ แต่ในทวีปออสเตรเลีย จะมีสัตว์วงศ์
ที่มีกระเป๋าหน้าท้องเป็นหลัก ที่ก็สามารถปรับตัวทำหน้าที่ของตัวเองในระบบนิเวศได้ครบถ้วนสมบูรณ์เช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์แทะเล็ม สัตว์ปีนต้นไม้ สัตว์บินได้แบบบ่าง สัตว์ที่มุดดินแบบตัวตุ่น
สัตว์ที่มีขนแบบเม่น สัตว์นักล่าแบบเสือ ฯลฯ
ล้วนเป็นสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้องไว้เลี้ยงลูกทั้งสิ้น ที่เป็นสิ่งที่ผมทึ่งมากๆ และได้เรียนรู้เชิงเปรียบเทียบ
สมัยที่ผมไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย
แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
หรือการรบกวนจากระบบภายนอก มากจนเกินขอบเขต
ก็จะทำให้เกิดความล่มสลายของระบบทีละน้อยๆ
ที่ในระยะแรกๆจะมีการปรับตัวของระบบส่วนที่เหลือเข้ามาสร้างสมดุลใหม่ เพื่อประคองระบบให้คงอยู่ต่อไป
แต่เมื่อเกินพิกัด ระบบนั้นก็จะล่มสลายไปในที่สุด เช่น
การพัฒนาการเกษตรมากเกินพิกัด ที่จะทำให้ระบบนิเวศธรรมชาติเสื่อมโทรม
จนต้องพึ่งพาระบบเคมีเป็นต้น
จากหลักการนี้เองทำให้ผมได้คิด
เป็นข้อมูลที่สามารถนำมาพัฒนาความเข้าใจ เกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคนในระดับปัจเจก
ความจำเป็นในการแต่งงาน การพัฒนาการของชีวิตครอบครัวที่มั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน
ที่ทำให้เกิดระบบความ “เข้มแข็ง” ของระบบต่างๆในประเภทและลำดับชั้นต่างๆ
ที่มีทั้งเหตุผลส่วนบุคคล ส่วนรวมในระดับต่างๆ และความจำเป็นทางธรรมชาติ
หรือถ้าจะมองทุกอย่างให้เข้าใจหลักธรรมชาติแล้ว เหตุผลส่วนบุคคลที่คิดกันไปต่างๆนั้น
ก็น่าจะเป็นกลไกของธรรมชาติ ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาสังคม
และดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ได้ เพียงแต่การคิดแบบผิดธรรมชาติเท่านั้น
ที่ทำให้เกิดผลที่ดูเสมือนกำลัง “บ่อนทำลาย” ระบบชีวิต ระบบครอบครัว ระบบชุมชน สังคมมนุษย์
ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
จากการเติบโตและเรียนรู้
สังคมบ้านนอก ที่มีความเป็น ”ธรรมชาติ” มากกว่าสังคมในเมือง
ผมได้พบว่าทั้งในครอบครัวผม ที่ผมเห็นมาอย่างชัดๆ เข้าใจได้มาก ระบบครอบครัวญาติพี่น้อง
ที่เห็นอยู่ห่างๆ ระบบชุมชน และสังคมชนบท ที่ทั้งที่ผมอยู่จริง
และสังคมที่ผมเคยเห็น ทำให้ผมได้เข้าใจการจัดสรร “บทบาท” สลับสับเปลี่ยนและแบ่งหน้าที่กัน
ที่ถ้าการดำเนินงานดังกล่าวสมบูรณ์และลงตัวได้อย่างต่อเนื่อง ระบบครอบครัว
และชุมชนก็จะเข้มแข็ง ที่เป็นผลดีต่อความสุขสบายส่วนบุคคล และสังคมโดยรวม
ถ้ามีการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของตนเองตามสถานการณ์ หรือมีการเตรียมการ “เผื่อ” การเปลี่ยนแปลงไว้ล่วงหน้าด้วย
ก็จะเกิดระบบ “ภูมิคุ้มกัน” และ “ไม่เสี่ยง” ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการทำงานกับชุมชน
ผมก็ได้รับบทเรียนจาก “ระบบชุมชน” ที่เข้มแข็ง ที่มีลักษณะโครงสร้างเชิง “อุปมา”
เช่นเดียวกันระบบตัวบุคคล ปัจเจก และครอบครัว ทำให้ผมมีข้อมูลและเข้าใจมากขึ้น และ
คิดว่าน่าจะนำมา “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” เพื่อความเข้าใจ
และการพัฒนาที่ไม่หลงทางมากจนเกินไป
ในมิติขั้นต้นของการแต่งงาน
ที่แท้ที่จริงก็คือ ความร่วมมือดำเนินชีวิต และกิจกรรม ที่จะทำให้เกิด “ครอบครัว” หรือพลังแบบ
“Bilateral” นั้น เท่าที่ผมเข้าใจ ก็คือการหาทางลดจุดอ่อน
และเสริมจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย เพราะโดยธรรมชาติของคน และโดยเฉพาะของเพศ
ทั้งหญิงและชายนั้น มีศักยภาพและขีดจำกัด ที่ตรงกันข้ามกันเป็นส่วนใหญ่ และการมาอยู่ร่วมกัน
นอกจากจะลดจุดอ่อนแล้วยังอาจจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้อีก ดังเช่นกรณีของการมีลูก
เป็นต้น
ดังนั้น
ถ้าเราคิดเริ่มจากระบบของธรรมชาติ และคิดแบบต่อยอดจากธรรมชาติแบบเป็นธรรมชาติ
ก็จะทำให้เราสามารถเข้าใจบทบาทของตัวเอง ตั้งแต่เกิด จนตาย และเข้าใจผู้อื่น ในระบบและลำดับชั้นต่างๆ
ได้เป็นอย่างดี และสามารถวางตัวและปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบที่เรามีบทบาทเกี่ยวข้องเหล่านั้นได้ดีกว่าเดิม
ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
ดังนั้น
ผมจึงได้มองเห็นคุณค่า และ “ค่านิยม” ของระบบสังคมไทย ที่ดีมาก
ที่การแต่งงานมักจะเริ่มจาก “ผู้ใหญ่” เห็นชอบ เพราะ ผู้ใหญ่จะมีประสบการณ์และความเข้าใจชีวิต
ความจำเป็นของการเลือก และวิธีการเลือกคู่ มากกว่าคนรุ่นหนุ่มสาว มีความรู้
ความเข้าใจมากกว่า ที่อาจใช้ในการพิจารณาตัดสิน ทั้งในระดับตัวบุคคล ระดับครอบครัว
และระดับเครือญาติ ที่สามารถมองได้ว่า “การแต่งงาน” ที่จะเกิดขึ้นนี้
เป็นการทำให้เกิด “ทองแผ่นเดียวกัน” ได้อย่างไร นี่ว่าตามหลักการทั่วไป
ที่อาจจะมีข้อยกเว้นบ้าง ในกรณีที่ บางที “พ่อแม่” ก็มิได้เป็น “ผู้ใหญ่” พอ
ที่จะไปชี้นำการตัดสินใจของลูกได้ หรือใช้ข้อมูลไม่ครบถ้วนในการตัดสินใจ
จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการตัดสินใจ จนเป็นที่มาของข้อเสียของการ “คลุมถุงชน”
ที่เป็นข้อครหา นินทาในสังคม ว่าเป็นสิ่งที่อาจผิดพลาดได้ง่าย ที่น่าจะถือว่าเป็นการวิจารณ์แบบไม่พินิจพิเคราะห์
ไม่แยกแยะ ไม่หาข้อดี ข้อเสีย ทำให้เกิดการตัดสินใจแบบ “เหมารวม”
และเสียศักยภาพของวัฒนธรรมที่ดีของไทยแต่โบราณ
การแต่งงานนั้น ถ้ามองในระดับเครือญาติ
ก็อาจจะพิจารณาได้ว่า เป็นการเสริมช่วยให้เกิดความเข้มแข็งของตระกูล และเครือญาติ
และถ้ามองในระดับสังคม ก็เป็นการทำให้สังคมเข้มแข็งขึ้น
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพและบทบาทของคู่สมรส ว่ามีระดับไหน
และขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ที่สามารถช่วย “พิจารณา”
ทำให้การแต่งงานนั้นมีความเหมาะสม และสมบูรณ์มากที่สุด
และถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และอาจจะช่วยกันประคับประคองให้พัฒนาการของครอบครัวทั้งที่จะเกิดขึ้นใหม่และครอบครัวเดิมสานต่อกันไป
จนสามารถทำหน้าที่ได้ดีทั้งเพื่อปัจเจก ครอบครัว เครือญาติ ชุมชน และ สังคมโดยรวม
ลักษณะเช่นนี้ผมพบได้ชัดเจนมากในชนบท
ที่ญาติทางพ่อ และญาติทางแม่ จะมาแต่งงานกัน เป็น “ทองแผ่นเดียวกัน”
เมื่อผมไปงานแต่งงานของรุ่นพี่ๆของผมนั้น แทบทุกครั้ง “ญาติผู้ใหญ่” ก็ กลุ่มเดิมๆ
และแม่ผม และบางทีก็ พ่อผม ได้เป็นญาติผู้ใหญ่เกือบทุกครั้ง
ที่แตกต่างจากสังคมเมืองที่กว้างขวางกว่า มีการแต่งงานข้ามกลุ่มไปไกล
จนพ่อแม่อาจไม่รู้จักกันกันมาแต่เดิม ญาติที่เข้าร่วมงาน ก็ไม่รู้จักกันเลย
งานพิธีจึงถูกย่อลงมาเหลือแค่เพียงสองครอบครัว ที่เครือญาติแทบไม่มีบทบาทและส่วนร่วม
มากกว่าเป็น “แขก” ที่มาร่วมงาน ที่ทำให้ระบบความเห็นชอบของเครือญาติ ทำไม่ได้เลย
หรือความเห็นของ “ผู้ใหญ่” ก็แทบไม่มีความหมาย ที่กลายมาเป็น ครอบครัว “เชิงเดี่ยว”
และ “โดดเดี่ยว” ในที่สุด ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เราอาจจะพัฒนาได้อย่างมากก็ครอบครัว
“เข้มแข็ง” แต่จะเกิด “เครือญาติ” และ “สังคม” เข้มแข็ง คงจะเกิดได้ยากมาก
เมื่อมีการแต่งงานเรียบร้อยแล้ว
ก็จะเริ่มเดินตามบทบาทของ สามีและภรรยา ที่มีทั้งหน้าที่ต่อกัน หน้าที่ลูกเขย
หน้าที่ลูกสะใภ้ ที่จะต้องค่อยๆปรับตัวกับบทบาทและหน้าที่ใหม่ ให้กลมกลืนและเข้ากันได้ดี
ที่ในระบบสังคมบ้านนอกนั้นคู่แต่งงานใหม่มักจะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ฝ่ายหญิงจนกว่าจะสามารถสร้างบ้านของตัวเองได้
หรือไม่ก็ใช้บ้านของพ่อแม่เป็นบ้านของตัวเองต่อไปเลย ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคู่และครอบครัวนั้นๆ
ที่โดยส่วนใหญ่แล้ว ลูกคนโต หรือรุ่นพี่ๆ มักจะแยกครอบครัวออกไป และปล่อยให้น้องๆ
โดยเฉพาะน้องสาว หรือคนที่แต่งงานช้าที่สุด หรือไม่ได้แต่งงานอยู่กับพ่อแม่
และเลี้ยงพ่อแม่ในระยะยาว ที่จะมีการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่
ตามสถานการณ์ที่เป็นจริงกันไปเรื่อยๆ ที่ทุกคนในครอบครัวจะต้องมาวางแผนร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ดังนั้นการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ดี
ที่ลงตัวในระบบครอบครัวย่อย ที่เกิดขึ้นจากการแต่งงานใหม่ จึงเป็น “พลัง”
ของคู่สามีภรรยา ที่สามารถประเมินได้จากการวางแผนสร้างครอบครัว และการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์
ทั้งบทบาทใหม่ที่ได้รับ และบทบาทเก่าที่มีมาแต่เดิม
ในระบบสังคมไทยนั้น ฝ่ายชายก็มักต้องทำงานที่ใช้กำลังแรงกายมาก
และความเสี่ยงมากกว่า เช่น งานก่อสร้าง และงานหนักๆ
งานการทำมาหากินที่เสี่ยงอันตราย
ทั้งเชิงโอกาสของความผิดพลาดและความเสียหายในชีวิต ฝ่ายภรรยาก็มักเน้นงานละเอียดอ่อน
ในครัวเรือน ดูแลสมบัติ ทรัพย์สิน และจัดการความเรียบร้อยในครัวเรือน
ทั้งในส่วนของครอบครัวตัวเอง และครอบครัวของพ่อแม่
และอาจถึงการสงเคราะห์ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่าย
ที่เป็นหน้าที่ในระดับชุมชนและสังคม ที่ผมได้พบว่าครอบครัวที่เข้มแข็งและสำเร็จในระยะยาว
เป็นที่ยอมรับในชุมชน และสังคม ก็มักจะมีจุดกำเนิดมาแบบนี้ จึงเป็นที่กล่าวกันว่า
ไม่มีใครจะออกจากบ้านได้อย่างสง่างาม ถ้า ในบ้าน และหลังบ้าน ยังไม่เรียบร้อย
เมื่อถึงระยะที่มีลูก
ฝ่ายชายก็จะได้มีบทบาทของหน้าที่ของพ่อ ที่อาจจะเน้นสอนลูกผู้ชายในการทำมาหากิน
ทั้งจากธรรมชาติและการสร้างแหล่งอาหารให้เกิดขึ้นมาในครอบครัว และการทำหน้าที่ของตนเอง
ทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกๆ และชี้แนวทางให้ลูกเดิน ในฐานะสมาชิกของชุมชน
เพื่อความยั่งยืนของครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม ตามความสามารถ
และความถนัดของแต่ละคน
ฝ่ายหญิง ก็จะทำหน้าที่แม่นอกจากงานในครัวเรือน การดูแลลูก อาหารการกิน ทรัพย์สิน
และของใช้ในครัวเรือน แล้ว ก็มักจะเน้นการสอนลูกสาวให้รู้จักการทำมาหากิน มีกิริยา
มารยาท และทำหน้าที่ของตนตามเพศ ตามกำลัง และตามวัยที่เหมาะสม ทั้งเพื่อตนเอง
ครอบครัว และสังคม ที่พบได้มากในครอบครัวที่เข้มแข็ง และทำตัวเป็นฐานที่ดี
ที่เป็นหน่วยย่อยที่สำคัญของสังคม
ฉะนั้น จากประสบการณ์ในชุมชนบ้านนอก
ครอบครัวที่มีความเข้าใจกัน ตกลงและแบ่งหน้าที่กันได้ดี
ก็จะเป็นครอบครัวที่เข้มแข็ง และพัฒนาตัวเองได้ดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคม
ยกย่องให้เป็นผู้นำทางด้านต่างๆ ลูกๆ ก็จะได้รับอานิสงค์เป็นผู้นำในกลุ่มเยาวชน
ที่จะเลื่อนบทบาทเป็นผู้นำชุมชนในระยะต่อๆไป
การวางแผนพัฒนาในระบบครอบครัวนั้น
ยังรวมถึงการวางแผนพัฒนาความรู้ ความสามารถ และบทบาทความรับผิดชอบในการดูแลแผน
ตามที่คิดฝัน และวางไว้ให้บรรลุเป้าหมายอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ดังเช่นในกรณีของพ่อผมอยากให้ลูกได้เรียนหนังสือ
และมาติดปัญหาเรื่องที่พักพิงในกรุงเทพฯ
ที่แม่ผมได้พยายามหาวิธีการเพื่อสนับสนุนในเชิงแผนละเอียด (Logistic) ที่ขอให้น้องชายไปบวช หาทางไปอยู่วัดใกล้ๆโรงเรียน เพื่อเปิดทางให้พี่ชายของผมได้เข้าไปอาศัยแบบเด็กวัด
จนสำเร็จ และเป็นเส้นทางที่ใช้กันต่อๆมาในระบบเครือญาติ จนมาจบในรุ่นผม
ที่เป็นตัวอย่างหนึ่งการวางแผนร่วมกันทั้งระบบเครือญาติ
เพื่อให้แผนงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
โดยรวมที่ผมพบในครอบครัวของพ่อแม่ผม
และญาติใกล้เคียงนั้นพบว่า ฝ่ายหญิงที่มีบทบาทเป็นภรรยา สะใภ้ และแม่นั้นจะมีบทบาทสำคัญในการวางแผนละเอียด
แผนในขั้นการปฏิบัติการ และการดำเนินการตามแผนที่ตกลงกันไว้แล้ว
และเท่าที่สังเกตจะพบว่าบางครั้ง จะเป็นแผนกิจกรรมการพัฒนาครอบครัวในรายละเอียดที่บางทีเป็นแผนระยะสั้นๆ
มากกว่าที่จะเป็นแผนระยะยาว
สำหรับแผนงานที่เป็นแผนระยะยาว
การพัฒนาชีวิตของลูกที่มีการกำหนดทิศทางทั้งส่วนบุคลและครอบครัวนั้น
มักจะเป็นแนวคิดที่เริ่มต้นมาจากพ่อ ที่เป็นการประเมินความถนัด
และความสามารถเพื่อวางแผนการพัฒนาลูกๆ แล้วนำมาปรึกษาหารือร่วมกัน ที่จะทำให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันในระบบครอบครัวและเครือญาติในระดับต่างๆ
มีการแบ่งประเภทงาน เป็นงานหนัก งานเสี่ยงภัย
งานเชิงความคิด และงานละเอียดอ่อน
พ่อและแม่ผม
จะค่อยๆกำหนดแผนชีวิต และแนะนำให้ทำ ให้ลองดู ถ้าชอบก็ทำต่อ
ไม่ชอบก็ถอยได้ไม่ว่ากัน ในกลุ่มลูกที่เป็นเด็กโต และเริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้น
จะให้ทำหน้าที่พี่และงานใช้ความรู้มาก และหรือเป็นงานยาก
ในขณะที่หน้าที่น้องๆ ยังเล็กๆ ก็ให้ทำงานง่ายๆ เบาๆ แต่เน้นเสมอว่า
ทุกคนต้องมีหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเอง จึงจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งในระดับภารกิจส่วนบุคล
ทางครอบครัว สังคม และชุมชน
ในกรณีของพี่สาวคนโต
ที่แต่งงานตั้งแต่ปี 2492 นั้นก็สนับสนุนให้ทำนา และการการเกษตรด้านต่างๆ อยู่บ้าน
แต่ระยะต่อมา พี่เขยได้ไปเป็นทหาร ก็เลยติดตามไปอยู่และดำเนินชีวิตแบบครอบครัวทหาร
จนเกษียณกลับมาอยู่บ้าน แต่พี่สาวคนเล็กนั้น แผนเดิมคือ อยู่กับพ่อแม่
ที่ไม่แน่ใจว่าจะได้แต่งงานหรือไม่ จึงวางแผนให้อยู่เลี้ยงพ่อแม่
แต่เมื่อพี่สาวคนเล็กได้แต่งงานเมื่อปี 2514 แผนชีวิตก็ยังเดินต่อเนื่องว่า เป็นคนที่เลี้ยงพ่อแม่
อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ พอมีหลานมา พ่อผมก็เลี้ยง และดูแลกันต่อๆมา
กรณีของพี่ชายคนโต
พี่ชายคนเล็ก และผม นั้น พ่อผมวัดใจแล้วว่า ตั้งใจ และชอบเรียนหนังสือ
ก็เลยให้ไปอยู่วัดตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 ตามประเพณีเดิม และเดินทางเข้าศึกษากรุงเทพ
จนสำเร็จการศึกษา และมีงานทำตามแผนที่วางไว้
สำหรับพี่ชายคนกลางที่ทำมาหากินเก่ง
ชอบล่าสัตว์ เลี้ยงวัว ก็หาวัวให้เลี้ยง
จนกระทั่งหาภรรยาที่เหมาะสมให้อยู่ในชุมชนที่ไม่ห่างจากบ้านเดิมมากนัก
ด้วยเหตุผลของการดูแล และพึ่งพากันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สิ่งที่ผมพบมา
ได้นำมาทบทวน ทำให้ผมได้เห็นวิธีการแบ่งบทบาท และการจำแนกภารกิจโดยความถนัด
และความสะดวกโดยกำลัง และความสามารถทั้งภาระการทำมาหากินด้านต่างๆของครอบครัว
ภาระการดูแลครอบครัวเดิมและครอบครัวใหม่ การจัดสรรความรับผิดชอบในครัวเรือนการสนับสนุนกันในครัวเรือนที่ในทีสุดแล้ว จะมาโยงถึงกรจัดการมรดกกับการแบ่งบทบาทในครัวเรือน
ทั้งหมดนี้ ยังมีการปรับแผนไปเรื่อยๆ
แต่เป้าหมายยังคงเดิม เพียงแต่เปลี่ยนแปลงภารกิจตามสถานการณ์และเงื่อนไขทางความสัมพันธ์ในครอบครัว การถ่ายเทและถ่ายโอนความรับผิดชอบในภาวะปกติ
และภาวะฉุกเฉินตามเงื่อนไขเวลา และสถานที่
ประเด็นสำคัญที่พบในการแบ่งบทบาทที่สำคัญก็คือ
การวางแผนว่า ในวัยที่พ่อแม่ชรา ทำมาหากินไม่ไหวแล้ว ก็จะต้องมีคนคอยดูแล
และเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะต้องมีคนดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
ที่เป็นระบบปกติในทุกครอบครัว
ที่เป็นการเลื่อนไหลของหน้าที่และบทบาทของแต่ละคนในระบบครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อพ่อผมป่วยนั้นพี่สาวคนเล็กของผมก็ได้ปรับหน้าที่มาดูแลอย่างใกล้ชิด
โดยที่คนอื่นๆก็จะช่วยแบ่งเบาภาระทางด้านอื่นๆของพี่สาว ที่จะไม่สามารถทำมาหากินตามปกติได้
ก็ต้องช่วยเหลือกันให้ระบบอยู่ได้ ที่เป็นการพัฒนาไปเป็นระบบเครือญาติ
แห่งการพึ่งพาอาศัยกันได้ มองทุกส่วนอย่างเกื้อกูลกัน
ที่จะเป็นแนวทางให้เกิดความเข้าใจกัน สนับสนุนกันให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตัวเอง
อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะพอทำได้
โดยไม่เดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง
และเมื่อระบบครอบครัวย่อยของแต่ละคนประสพผลสำเร็จดีแล้ว
ก็เป็นการประสานความช่วยเหลือกันใน
นี่คือการแบ่งบทบาทที่ผมได้เรียนรู้มาจากการเป็นเด็กบ้านนอกในสังคมไทย
ที่มีที่ไปที่มาของความเชื่อและการปฏิบัติที่ดีในสังคมไทยครับ
ย้อนคิดถึงครอบครัวสมัยคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าคุณทวดแล้วเห็นจริงๆนะคะ แต่พอมาถึงรุ่นคุณพ่อคุณแม่นี่ของโอ๋หมดแล้วค่ะ ความเป็นครอบครัวผสมผสาน กลายมาเป็นครอบครัวกระจัดกระจาย การดูแลพ่อแม่ก็เลยจะเป็นหน้าที่ของใครทีละช่วงไม่ได้ร่วมกัน ทำให้ท่านน่าจะเหงาค่ะ เสียดายความเป็นมาเดิมๆนะคะ ระบบสังคมทำให้เราไหลตามไปโดยไม่ได้ระวัง
ใข่ครับ ผมพยายามจะเขียนให้คนได้คิด และอจจะคิดได้นะครับ